'ผ่านมา 7 เดือน' ศาลจังหวัดสมุทรปราการไม่อนุญาตให้ประกันตัว 4 นายจ้าง บ.ยานภัณฑ์ จากกรณีลอยแพคนงาน 859 คน ค้างค่าชดเชย และเงินอื่นๆ รวม 220 ล้านบาท จนถึงวันนัดไกล่เกลี่ย 27 ส.ค. 2568
5 ส.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน รายงานบ่ายวันนี้ (5 ส.ค.) ตัวแทนแรงงานยานภัณฑ์และแนวร่วมทวงเงินค่าชดเชย พร้อมทั้ง เซีย จำปาทอง สส.พรรคประชาชน เข้าคัดค้านการประกันตัวนายจ้างบริษัทยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ หลังได้มีการเลื่อนนัดจากวันที่ 31 ก.ค. 2568 มาเป็นวันที่ 5 ส.ค. 2568 และสุดท้ายเวลาประมาณ 16.50 น. เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชนได้รับแจ้งจากตัวแทนแรงงานยานภัณฑ์ว่า นายจ้างยานภัณฑ์ หรือกรรมการบริหารบริษัททั้ง 4 คน ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดีศาลชั้นต้น และถูกส่งเข้าเรือนจำทันทีด้วยความผิดตามคดีอาญาจากการละเมิด พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ ธนพร วิจันทร์ สมาชิกเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน และเป็นคนที่ร่วมติดตามค่าชดเชยให้กับบริษัท ‘ยานภัณฑ์’ มาตั้งแต่แรก ระบุว่า ศาลฯ ไม่อนุญาตให้ประกันตัวนายจ้างบริษัท ยานภัณฑ์ ทั้ง 4 ราย จนกว่าจะถึงวันที่ 27 ส.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันนัดไกล่เกลี่ยระหว่างคนงานกับนายจ้าง ส่วนการชดเชยจะออกมาในแนวไหนนั้นต้องติดตามดูอีกที
ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้ คนงานยานภัณฑ์ เคยไปเรียกร้องให้ใช้งบประมาณรายจ่ายกลาง สำรองจ่ายเยียวยาให้คนงานไปก่อนนั้น ธนพร ระบุว่า ทางภาครัฐคงไม่ได้ทำอะไรแล้ว แต่อยากให้ภาครัฐช่วยเงินเยียวยาคนงานระหว่างการพิจารณาคดียังไม่เสร็จสิ้น
บรรยากาศหน้าศาลจังหวัดสมุทรปราการ อดีตลูกจ้างยานภัณฑ์มาคัดค้านการประกันตัวนายจ้างที่ศาลฯ (ภาพโดย Nongmai Vijan)
สำหรับกรณีของการเลิกจ้างไม่จ่ายชดเชยให้อดีตแรงงานยานภัณฑ์ เกิดขึ้นมาตั้งแต่ พ.ย. 2567 โดยมีผู้ไม่ได้รับเงินค่าชดเชยจำนวน 859 คน รวมเงินที่ค้างจ่ายราว 220 ล้านบาท (อ้างอิงตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน) โดยทางคนงานก็หวังว่าการไกล่เกลี่ยในวันที่ 27 ส.ค. 2568 จะเป็นไปได้ด้วยดี เพื่อจะได้นำเงินมาจ่ายภาระหนี้สิน ค่าใช้จ่ายในครอบครัว และประทังชีวิตในช่วงที่ไม่สามารถหางานใหม่ได้ ซึ่งเรื่องการหางานนี้ก็ไม่ได้ง่ายนัก เนื่องจากอายุของแรงงานแต่ละรายที่ถูกเลิกจ้างมีอายุเกินเกณฑ์รับสมัครของคนทั่วไป
สำหรับข้อมูลของบริษัท ยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2495 ด้วยทุนจดทะเบียน 2.5 ล้านบาท ดำเนินการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ต่อมา บริษัทยานภัณฑ์ได้ขยายสาขาการผลิตไปสู่ชิ้นส่วนรถยนต์ประเภทต่างๆ เพื่อจำหน่ายทั่วประเทศ ปี 2547 และซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อขยายการผลิตพร้อมเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 1,600 ล้านบาท แต่ทว่าในวันที่ 26 พ.ย. 2567 บริษัทได้ทำการปิดกิจการและเลิกจ้างลอยแพพนักงานกว่า 859 ชีวิต โดยไม่มีการจ่ายเงินค่าชดเชยการเลิกจ้างหรือเงินค่าทดแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
ก่อนหน้านี้ คนงานยานภัณฑ์เคยเดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลหลายครา เพื่อเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติเงินเยียวยาปัญหาฉุกเฉินจากงบประมาณรายจ่ายกลาง 'สำรองจ่าย' ให้กับแนวร่วมคนงาน 4 กลุ่ม ประกอบด้วย แอลฟ่าสปินนิ่ง เอเอ็มซีสปินนิ่ง บอดี้แฟชั่นฯ และยานภัณฑ์ โดยมีผู้เสียหายไม่เกิน 3,000 คน และใช้เงินทั้งหมดราว 466 ล้านบาท อ้างอิงจากข้อมูลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยคนงานยืนยันว่าคณะรัฐมนตรีไม่ได้ให้เงินเปล่า เพราะว่าหากคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายกลางให้คนงานแล้ว ทรัพย์สินของนายจ้างที่ถูกกรมบังคับคดียึดทรัพย์เอาไว้ จะถูกยกให้เป็นคนรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลสามารถนำไปขายทอดตลาด และนำเงินมาคืนคลังภายหลังได้
ข้อเสนองบประมาณรายจ่ายกลางนี้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ลงนามรับรองเรื่องการของบฯ ไปเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2568 ตามหนังสือด่วนที่สุด รง. 0502/381 แต่เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2568 ทางกลุ่มพนักงานก็ได้รับทราบจากทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่าข้อเสนองบกลางดังกล่าวนั้นได้ถูกส่งกลับไปที่กระทรวงแรงงานตามหนังสือ นร. 0507/12388 และไม่ได้มีการอนุมัติงบประมาณกลางช่วยเหลือคนงานแต่อย่างใด
ต่อมา แม้ว่า พิพัฒน์ ก็ได้รับปากว่าจะแก้ปัญหาให้ทางกลุ่มพนักงานเอง ซึ่งต่อมาก็นัดหมายการประชุมในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 มีการมอบหมายให้ อารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธาน แต่เมื่อสิ้นสุดการประชุม ก็ไม่ได้มีมาตรการการเยียวยาแรงงานตามข้อเรียกร้องที่กลุ่มพนักงานได้ขับเคลื่อนกันมาเป็นเวลากว่า 5 เดือนติดต่อกัน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568 พิพัฒน์ ก็ได้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ส่วนกลุ่มพนักงานยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจนถึงทุกวันนี้
