Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ครั้งที่ 3 แล้วที่แรงงานยานภัณฑ์ ไกล่เกลี่ยจ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง แต่ทว่ายังไม่จบ เนื่องจากโจทก์ทั้ง 700 คนเซ็นเอกสารมอบอำนาจให้คณะผู้แทนเจรจาไม่ครบทุกคน ทำให้อาจติดขัดในเรื่องการตัดสินใจกับนายจ้าง หลังจากนี้แรงงานจะต้องรวบรวมเอกสารมอบอำนาจของโจทก์ทั้งหมด ก่อนถึงวันนัดสืบพยานนัดแรก 24 พ.ย. 68

 

4 ต.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน รายงานว่า เมื่อ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ ตัวแทนแรงงานจากบริษัท ยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) นัดไกล่เกลี่ยกับนายจ้าง โดยรอบนี้เป็นรอบที่ 3 จากกรณีที่เมื่อ พ.ย. 2567 บริษัทยานภัณฑ์ ประกาศยุติกิจการ และไม่จ่ายค่าชดเชยเลิกจ้างให้กับแรงงานจำนวน 859 ราย รวมเงิน 220 ล้านบาท

สำหรับการเจรจาไกล่เกลี่ยครั้งนี้ได้มีการหารือกันระหว่างตัวแทนลูกจ้าง และฝั่งนายจ้าง ซึ่งฝั่งนายจ้างได้รับอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อ 15 ก.ย. 2568 เพื่อให้นายจ้าง 4 คนมีโอกาสออกมาจากเรือนจำด้วยเงื่อนไขให้เร่งตามหาเงินมาจ่ายให้ทางแรงงานที่ถูกลอยแพ ทั้งนี้ มีนายจ้าง 1 รายเสียชีวิตจากโรคมะเร็งหลังจากออกจากเรือนจำได้ไม่นาน

อย่างไรก็ตาม การเจรจาล่วงเลยจนถึงเวลาเที่ยงวัน ยังไม่ได้ข้อสรุปในรายละเอียดว่าจะมีการจ่ายค่าชดเชยอย่างไร โดยข้อกังวลเรื่องหนึ่งคือ จำนวนโจทก์คดีอาญาครั้งนี้มีราว 700 คน แต่หลายคนยังไม่ได้เซ็นมอบเอกสารให้กับคณะผู้แทนเจรจาไกล่เกลี่ย จึงอาจทำให้คณะฯ ไม่สามารถตัดสินใจแทนทั้ง 700 คนที่เป็นโจทก์ได้หากเกิดข้อตกลงกับทางฝั่งนายจ้างในเร็วๆ นี้ ดังนั้น ก่อนถึงนัดหมายเจรจาครั้งต่อไป กลุ่มแรงงานผู้เสียหายจะต้องรวบรวมเอกสารเพิ่มเติม เพื่อเร่งนำรายชื่อโจทก์ที่เหลือเข้ามาใช้ประกอบการเจรจาไกล่เกลี่ยนอกรอบกับนายจ้างอีกครั้ง โดยจะมีอัยการจัดหวัดเป็นผู้ช่วยดูแลการเจรจา เบื้องต้น ฝั่งลูกจ้างเผยว่าทางนายจ้างสามารถทยอยจ่ายได้ แค่ขอให้มีการเจรจาตกลงกัน 

หลังจากเจรจาเสร็จแล้ว แรงงานได้เดินทางกลับมาปักหลักที่ชุมนุมหน้าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง

ทั้งนี้ ศาลจังหวัดสมุทรปราการนัดสืบพยานครั้งแรกในวันที่ 24 พ.ย. 2568

มาลี เตวิชา ประธานสหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์กรุ๊ป ให้สัมภาษณ์กับทางเครือข่ายแรงงานฯ หลังหารือกับนายจ้างว่า ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรมากมาย โดยได้พูดคุยกับทนายฝั่งจำเลยแค่ 2 คน คือทนายของจำเลยที่ 2 และทนายจำเลยที่ 4-5 ซึ่งได้คุยแล้วแต่ยังสรุปข้อตกลงกันไม่ได้ ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่สามารถพูดคุยได้ และไม่ขอเจรจา

มาลี กล่าวต่อว่า ความคืบหน้าคือวันนี้เป็นแต่งตั้งทนายความของจำเลยที่ 1 หรือทนายความของบริษัท อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 4 เสียชีวิตจากโรคมะเร็งทำให้ต้องจำหน่ายดคีออก ส่วนการสืบพยานนัดแรกจะเริ่ม 24 พ.ย.นี้ ซึ่งคาดว่าทิศทางจะออกมาดี

“ก็มีความเสียใจนิดนึง ที่ว่าการต่อสู้ของเรามัน 9 เดือนแล้ว ถ้าถึงพฤศจิกายน สิ้นเดือนนี้ก็จะครบปีพอดีที่เราต่อสู้กันมา ฉะนั้นแล้วเราก็ยังมีความหวังว่าในการต่อสู้ของพวกเรา เราจะได้รับเงินค่าชดเชย” มาลี กล่าวถึงความรู้สึก

มาลี กล่าวต่อว่า ตามที่ศาลได้สั่งก็คือให้ตัวแทนฝั่งจำเลยแล้วก็ฝั่งโจทย์ได้มีการเจรจาพูดคุยกัน ตกลงค่าเสียหาย แต่ตอนนี้ก็รอว่าทางฝั่งจำเลยจะติดต่อเพื่อขอเจรจากับเราหรือเปล่า

สำหรับกรณีที่จำเลยคนที่ 3 ไม่ยอมเจรจานั้น มาลี กล่าวว่า พยายามติดต่อทางจำเลยแล้ว แต่เขาไม่ยอมเจรจา ซึ่งก็ถือว่าผิดเงื่อนไขของศาล เพราะว่าศาลสั่งให้มาเจรจา อย่างไรก็ดี ถ้าทางจำเลยติดต่อมา ฝั่งแรงงานก็พร้อมจะเจรจา แต่ถ้าไม่ ก็จะยื่นคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย

ท้ายสุด มาลี กล่าวทิ้งท้าย อยากฝากถึงพ่อแม่พี่น้องแรงงานว่าการต่อสู้มันอาจจะมีความสูญเสีย มีความเสียใจ มีความท้อ แต่อยากให้ทุกคนตระหนักว่าสิทธิของพวกเราไม่ควรที่จะให้คนใดคนหนึ่งมาริดรอน เมื่อกฎหมายเขียนไว้แล้วว่าเลิกจ้างต้องจ่ายทันที พวกเราก็ต้องได้รับเงินทันทีเช่นเดียวกัน

สำหรับ บริษัท ยานภัณ​ฑ์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2495 ด้วยทุนจดทะเบียน 2.5 ล้านบาท ดำเนินการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ โดยประกาศปิดกิจการเมื่อ 26 พ.ย. 2567 พร้อมทำการเลิกจ้างพนักงานบริษัทจำนวน 859 ชีวิต โดยไม่จ่ายค่าชดเชยเป็นจำนวนเงิน 220 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ ทางแรงงานได้เรียกร้องให้รัฐบาลยื่นมือเข้าช่วยเหลือกรณีนี้โดยขอให้ใช้งบประมาณรายจ่าย สำรองรายจ่ายให้แรงงานไปก่อน โดยมีแรงงานรวม 4 บริษัทที่ประสบปัญหาลักษณะเดียวกันคือถูกเลิกจ้างลอยแพ ได้แก่ บริษัท แอลฟ่า สปินนิ่ง เอเอ็มซี สปินนิ่ง บอดี้แฟชั่น และยานภัณฑ์ โดยมีผู้เสียไม่ถึง 3,000 ราย และใช้เงินทั้งหมด ราว 466 ล้านบาท

ข้อเสนอของแรงงานคือให้สำรองจ่ายให้คนงานไปก่อน และทรัพย์สินของนายจ้างที่กรมบังคับคดียึดทรัพย์ของนายจ้างทั้งหมด จะตกเป็นของภาครัฐ โดยภาครัฐสามารถนำทรัพย์สินเหล่านี้ไปขายทอดตลาด เพื่อนำเงินกลับมาคืนคงคลังต่อไป

แม้ว่าในช่วงแรก กระทรวงแรงงาน โดยพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยุคสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ได้ลงนามรับรองเรื่องการของบกลาง ไปเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2568 ตามหนังสือด่วนที่สุด รง. 0502/381 แต่ผ่านไป 3 เดือน เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2568 ทางกลุ่มพนักงานก็ได้รับทราบจากทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่า ข้อเสนองบกลางดังกล่าวนั้นได้ถูกส่งกลับไปที่กระทรวงแรงงานตามหนังสือ นร. 0507/12388 โดยพิพัฒน์ ก็ได้รับปากว่าจะแก้ปัญหาให้ทางกลุ่มพนักงานเอง ซึ่งต่อมาก็นัดหมายเป็นการประชุมในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 มีการมอบหมายให้อารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน แต่เมื่อสิ้นสุดการประชุมแล้วก็ไม่ได้มีมาตรกาการเยียวยาแรงงานโดยใช้งบกลางตามข้อเรียกร้อง และจนถึงปัจจุบันแรงงานยานภัณฑ์ยังไม่ได้รับเงินชดเชยจากการเลิกจ้าง มีเพียงได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเท่านั้น 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง