10 ส.ค. 2563 ‘#ธรรมศาสตร์จะไม่ทน’ กิจกรรมต้อนรับเปิดภาคการศึกษา โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่ลานพญานาค ในรูปแบบเวทีปราศรัย ซึ่งมีทั้งนักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่ก่อนรัฐประหารปี 2557 และนักศึกษารุ่นใหม่ ร่วมเสนอข้อเรียกร้องตามแนวทางคณะประชาชนปลดแอก พร้อมประกาศข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ อย่างเป็นทางการ
ในการชุมนุมครั้งนี้ อานนท์ นำภา ได้ร่วมปราศรัยตีความข้อเรียกร้องระหว่างบรรทัดของกลุ่มประชาชนปลดแอก โดยชี้ว่าประเด็นสำคัญที่สุดคือ ‘การแก้ไขปัญหาการขยายพระราชอำนาจของสถาบันฯ’ พร้อมทั้งมีการเปิดวิดีโอจาก ปวิน ชัชวาลย์พงศ์พันธ์ นักวิชาการรัฐศาสตร์และผู้ลี้ภัยทางการเมืองในญี่ปุ่น แสดงการสนับสนุนข้อเรียกร้องของอานนท์
ไฮไลท์ของกิจกรรมครั้งนี้ ที่สร้างแรงสะเทือนทั่วประเทศ คือช่วงที่ รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ขึ้นอ่าน “ประกาศกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ฉบับที่ 1” ระบุข้อเรียกร้อง 10 ข้อเพื่อการปฏิรูปสถาบันฯ ซึ่งมีลักษณะที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม โดยสามารถสรุปใจความโดยย่อ ดังนี้
- ยกเลิกมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ
- ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และนิรโทษกรรมผู้ถูกดำเนินคดีจากมาตราดังกล่าวทุกคน
- ยกเลิก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 พร้อมให้แบ่งทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง และทรัพย์สินส่วนพระองค์อย่างชัดเจน
- ปรับลดงบประมาณแผ่นดินที่จัดสรรให้กับสถาบันฯ ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ
- ยกเลิกส่วนราชการในพระองค์ โดยพิจารณาย้ายหน่วยงานที่มีหน้าที่ชัดเจน เช่น หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ให้ย้ายไปสังกัดหน่วยงานอื่น และหน่วยงานที่ไม่มีความจำเป็น เช่น คณะองคมนตรี ให้ยกเลิก
- ยกเลิกการบริจาคและรับบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลทั้งหมด เพื่อกำกับให้การเงินของสถาบันฯ อยู่ภายใต้การตรวจสอบทั้งหมด
- ยกเลิกพระราชอำนาจในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ
- ยกเลิกการประชาสัมพันธ์และการให้การศึกษาที่เชิดชูสถาบันฯ แต่เพียงด้านเดียวจนเกินงามทั้งหมด
- ให้สืบหาความจริงเกี่ยวกับการสังหารเข่นฆ่าราษฎรที่วิพากษ์วิจารณ์หรือมีความเกี่ยวข้องใดๆ เกี่ยวกับสถาบันฯ
- ห้ามมิให้ลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหารครั้งใดอีก
กิจกรรมนี้ สร้างความฮือฮาให้กับสังคม และถูกเรียกว่าปรากฏการณ์สะท้านฟ้า จากการปราศรัยและเสนอข้อเรียกร้องที่ทะลุเพดานสังคมไทย ซึ่งนำมาสู่การแสดงความคิดเห็นของประชาชน และช่วยขยับเพดานของสื่อในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันฯ ในช่วงเวลาหนึ่ง
ซ้ำยังทำให้เกิดการวิพากษ์ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นวงกว้าง มีการถกเถียงเกี่ยวกับการแก้ไขมาตราดังกล่าวในการเลือกตั้ง 2566 และทำให้สังคมร่วมจับตาการอภิปรายงบประมาณแผ่นดินมากขึ้น
ถึงกระนั้น 10 พ.ย. 2564 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า
อานนท์ นำภา, ภาณุพงษ์ จาดนอก และ ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ผู้ปราศรัยและอ่าน 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันในกิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นการกระทำล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรค 1
“ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้ง 10 ประการ ผู้ถูกร้องได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายที่ธำรงไว้ซึ่งพระมหากษัตริย์และรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ให้เข้มแข็งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายและรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพระราชอำนาจ ให้สอดคล้องกับหลักพระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดมิได้ (The king can do no wrong)” เป็นข้อต่อสู้สำคัญในคดีที่อานนท์ ภานุพงษ์ และปนัสยาชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าทำไมพวกเขาถึงยืนยันในข้อเรียกร้องทั้ง 10 ข้อ
อย่างไรก็ตามศาลรัฐธรรมนูญก็เห็นว่า ข้อเรียกร้องทั้ง 10 ข้อ เป็น “เป็นข้อเรียกร้องที่กระทบสถานะของสถาบันกษัตริย์ ที่เป็นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของชาติไทยที่ยึดถือปฏิบัติตลอดมา” และศาลยังได้กล่าวถึงพฤติกรรมการชุมนุมที่ตามมาหลังจากนั้นแสดงให้เห็นว่ามีเจนาซ่อนเร้นเพื่อล้มล้างการปกครอง ไม่ใช่การปฏิรูป
แต่ตุลาการเสียงข้างน้อยอย่างอุดม สิทธิวิรัชธรรม มองต่างออกไปว่าการกระทำของทั้ง 3 คนยังไม่ได้ทำให้เกิดกระบวนการทางนิติบัญญัติในรัฐสภาที่จะไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและมาตรา 112 และยังไม่พบว่าเกิดกระทำใดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทันทีโดยอำนาจที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จึงยังไม่พอฟังได้ว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง
หลังศาลอ่านคำวินิจฉัย ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ได้แถลงข่าวว่า ข้อเรียกร้อง 10 ข้อ และการยกเลิกมาตรา 112 ไม่ใช่การล้มล้างการปกครอง แต่เป็นธำรงความมั่นคงและทำให้สถาบันฯ เจริญวิวัฒน์สถาพรอย่างที่ควรจะเป็น
หมายเหตุ - ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปริญญานิพนธ์วารสารสนเทศและสื่อใหม่ (Senior Project) ของนิสิตภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2567 โดยมีผู้จัดทำคือ โยษิตา สินบัว
อ้างอิง
