Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุก ‘จตุภัทร์-อรรถพล’ ตามศาลชั้นต้น ทนายความชี้ปัญหาศาลตีความม.112 กว้างเกินกฎหมายไปครอบคลุมถึงอดีตกษัตริย์ และยังใช้ข้อเท็จจริงนอกสำนวนว่าทั้ง 2 คนเกิดในรัชกาลที่ 9-10 การกล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ย่อมหมายถึงองค์กษัตริย์ในปัจจุบัน การตีความของศาลไม่เป็นตามหลักกฎหมายอาญาที่ต้องตีความเคร่งครัด

3 ก.ย. 2568 เมื่อเวลา 09.45 น. “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ 2 นักกิจกรรมภาคอีสาน เดินทางไปที่ศาลจังหวัดภูเขียว เพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในคดีมาตรา 112 จากการปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ตำรวจ สภ.ภูเขียว ขอโทษ กรณีไปคุกคามนักเรียนที่บ้าน

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานถึงผลคำพิพากษาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลจังหวัดภูเขียวพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 112 จำคุกคนละ 3 ปี  เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 จตุภัทร์กึ่งหนึ่ง เนื่องจากเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก และได้กระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 2 อรรถพล มีกำหนด 2 ปี ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต พิพากษายกฟ้อง

ก่อนหน้านี้ ทั้ง 2 คนได้ขออุทธรณ์คดีต่อเนื่องจากจตุภัทรยืนยันว่า การกล่าวถึง “สถาบันกษัตริย์” ไม่ได้เจตนาระบุถึงบุคคลใด จึงไม่อาจตีความมาตรา 112 ในลักษณะขยายความ และทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 112 ได้

ส่วนอรรถพลอุทธรณ์ว่า การปราศรัยที่หน้า สภ.ภูเขียว เป็นการใช้เสรีภาพแสดงความเห็นตามรัฐธรรมนูญ วิจารณ์การออกกฎหมายที่กระทบสถาบันกษัตริย์ด้วยเจตนาห่วงใย ไม่ได้กล่าวถึงองค์พระมหากษัตริย์ อีกทั้งศาลชั้นต้นได้หยิบถ้อยคำนอกคำฟ้องมาวินิจฉัยเจตนาของจำเลย โดยโจทก์มิได้นําสืบเกี่ยวกับข้อความดังกล่าวแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ทั้งจตุภัทร์และอรรถพลยืนยันว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 6 บัญญัติให้องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ เช่นเดียวกับรับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นไว้ในมาตรา 34 การตีความรัฐธรรมนูญจึงต้องคำนึงคุณค่าตามรัฐธรรมนูญทั้งสองประการ โดยไม่ทําให้คุณค่าใดดํารงอยู่โดยทําลายคุณค่าอีกอย่างหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยพิจารณาข้อต่อสู้ของทั้ง 2 คนว่า นอกจากข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แล้วข้อหาอื่นๆ ตามคำฟ้องไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น

จึงเหลือส่วนที่ศาลต้องพิจารณาคือ คํากล่าวปราศรัยาของจําเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่

ศาลเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษ…” จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ระบุว่า พระมหากษัตริย์จะต้องเป็นพระมหากษัตริย์ซึ่งยังทรงครองราชย์อยู่ในขณะกระทําความผิดหรือไม่ และก็มิได้ระบุว่าพระมหากษัตริย์ที่ถูกกระทําจะต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยังทรงครองราชย์อยู่ เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวอยู่ในลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร แสดงให้เห็นว่า แม้การกระทําความผิดจะกระทบต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท เพียงพระองค์เดียว ย่อมมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

นอกจากนั้นศาลยังได้ย้อนไปว่า ประเทศไทยปกครองโดยพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนกระทั่งระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอํานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ปกครองโดยประชาชน เพื่อประชาชนก็ตาม แต่พระมหากษัตริย์ก็ยังคงได้รับความเคารพสักการะให้ทรงเป็นประมุขของประเทศ เป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ดํารงตําแหน่งจอมทัพไทย ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจที่จะสถาปนาและถอดถอนฐานันดรศักดิ์ กับพระราชทานและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กฎหมายที่ผ่านสภาโดยฝ่ายนิติบัญญัติ การแต่งตั้งตําแหน่งสําคัญไม่ว่าจะเป็นประธานองคมนตรี องคมนตรี คณะรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง การดํารงตําแหน่งกระทําโดยการสืบราชสันตติวงศ์ ตามกฎมณเฑียรบาล

ทําให้พระมหากษัตริย์จะสืบทอดทางสันตติวงศ์ทางสายพระโลหิตต่อกันมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชวงศ์จักรีตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชต้นราชวงศ์ ตลอดมาจนกระทั่งรัชกาลปัจจุบัน ประชาชนในประเทศจึงผูกพันกับพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นที่เคารพสักการะ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ จะกล่าวหาหรือฟ้องร้องในทางใด ๆ มิได้

ศาลจึงเห็นว่าด้วยเหตุนี้การที่กฎหมายมิได้บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์จะต้องครองราชย์อยู่เท่านั้น ผู้กระทําจึงจะเป็นความผิดตามมาตรา 112 แม้จะกระทําต่ออดีตพระมหากษัตริย์ซึ่งสวรรคตไปแล้วก็ยังเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว การหมิ่นประมาทอดีตพระมหากษัตริย์ก็ย่อมกระทบถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันที่ยังทรงครองราชย์อยู่  ดังจะเห็นได้ว่ารัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระราชบิดาของรัชกาลที่ 10 อันเป็นรัชกาลปัจจุบัน หากตีความว่า พระมหากษัตริย์ต้องเป็นองค์ปัจจุบันที่ยังทรงครองราชย์อยู่ก็จะเป็นช่องทางให้เกิดการละเมิด หมิ่นประมาท ให้กระทบต่อพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันได้

ศาลระบุต่อว่า ดังที่กล่าวไปแล้วว่า ประชาชนชาวไทยผูกพันกับสถาบันกษัตริย์มาโดยตลอด แม้จะเสด็จสวรรคตไปแล้วประชาชนก็ยังเคารพสักการะ ยังมีพิธีรําลึกโดยทางราชการจัดพิธีวางพวงมาลาทุกปี ดังนั้น หากมีการดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่เสด็จสวรรคตไปแล้วก็ยังกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชน อันจะนําไปสู่ความไม่พอใจและอาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรได้

อีกทั้งศาลยังเห็นว่า เมื่อขณะเกิดเหตุตามฟ้องจตุภัทร์ อายุ 29 ปี และอรรถพล อายุ 31 ปี ตามลําดับ แสดงว่าทั้ง 2 คน เกิดในรัชกาลที่ 9 และอยู่ต่อมาในช่วงรัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นรัชกาลปัจจุบัน คํากล่าวปราศรัยของทั้ง 2 คน ย่อมสื่อให้ผู้ฟังเห็นถึงเจตนาภายในของพวกเขาว่าหมายถึงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 เป็นหลัก แม้ถ้อยคําของจตุภัทรและอรรถพลจะไม่ได้ระบุชื่อรัชกาลที่ 9 หรือรัชกาลที่ 10 โดยตรง แต่ประชาชน บุคคลทั่วไปที่ได้ฟังคํากล่าวปราศรัยของพวกเขาแล้ว ย่อมเข้าใจในความหมายของคํากล่าวปราศรัยที่ต้องการสื่อให้เห็นตามคํากล่าวปราศรัยของตน

เมื่อจตุภัทร์และอรรถพลเกิดในรัชกาลที่ 9 ที่มีโครงการพระราชดําริหลายพันโครงการที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน และยังคงดําเนินอยู่ในรัชกาลที่ 10 ที่เป็นที่รับรู้ทั่วไปของประชาชนชาวไทย ดังนั้น คํากล่าวปราศรัยของจตุภัทร์จึงเป็นการด้อยค่าองค์พระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นที่เคารพสักการะ ซึ่งผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้ ทั้งยังทําให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาในองค์พระมหากษัตริย์ ทําให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แล้ว

แม้จตุภัทร์จะอุทธรณ์ว่า คํากล่าวปราศรัยของเขาหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ มิได้มีเจตนากล่าวถึงกษัตริย์พระองค์ใดก็ตาม แต่คําว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ย่อมมีความหมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท นั่นเอง ไม่ใช่อย่างที่จตุภัทร์อุทธรณ์ คำอุทธรณ์ของจตุภัทร์จึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนคํากล่าวปราศรัยของอรรถพล แม้ข้อความที่ปราศรัยจะแตกต่างจากจตุภัทร์ แต่ถ้อยคํากล่าวปราศรัยที่เน้นว่า “ถ้าไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ใคร” หรือ “ถ้าไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ของใคร” ตามที่อรรถพลอุทธรณ์ ก็มีความหมายไม่ต่างกัน เท่ากับเป็นการยืนยันว่า พระมหากษัตริย์เป็นผู้กระทําตามคํากล่าวปราศรัยของเขา จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เช่นกัน จึงไม่ใช่การแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อการออกกฎหมายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามที่อรรถพลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์จึงเห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นคำอุทธรณ์ของอรรถพลฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนที่อรรถพลอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ในการกระทําความผิดของเขานับเป็นเรื่องร้ายแรง กระทบต่อองค์พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 รัชกาลที่ 10 และต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษให้

ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ไม่ทําให้ผลคําพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จําต้องวินิจฉัย

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องข้อหาร่วมกันทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใด เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (2) (3) โดยไม่ได้มีคําวินิจฉัยในเรื่องของกลางที่โจทก์ขอให้ริบ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในข้อหานี้

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นเรื่องมาตรา 116 ว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังได้ว่าการชุมนุมปราศรัยของจําเลยที่ 1 และที่ 2 มีมูลเหตุจูงใจเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน จําเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (2) (3) ดังนั้น ป้ายผ้าของกลางดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทําความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ซึ่งให้ศาลใช้ดุลพินิจที่จะริบของกลาง อีกทั้งไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งต้องริบตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทําหรือมีไว้เป็นความผิด ให้ริบเสียทั้งสิ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 เช่นกัน

พิพากษายืน แต่ให้ยกคําขอให้ริบของกลาง โดยให้คืนของกลางแก่เจ้าของ

ลงชื่อองค์คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่จัดทำคำพิพากษา ได้แก่ เลิศชาย สุวพงษ์, เลิศบุญ เหลืองฐิติสกุล และสุรพร ชลสาคร

หลังศาลอ่านคำพิพากษาจบ ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอประกันจตุภัทร์และอรรถพลระหว่างฎีกา โดยเสนอเงินสดเป็นหลักประกันคนละ 400,000 บาท เพิ่มจากเงินประกันชั้นอุทธรณ์ที่วางไว้คนละ 300,000 บาท ขณะที่ตำรวจประจำศาลนำทั้งสองคนลงไปควบคุมตัวที่ห้องขังด้านหลังศาลในระหว่างรอคำสั่งว่าศาลจะให้ประกันหรือไม่

ประมาณ 11.40 น. ศาลจังหวัดภูเขียวมีคำสั่งส่งคำร้องขอประกันให้ศาลฎีกาพิจารณา โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่า คาดว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งในวันพรุ่งนี้ (4 ก.ย. 2568)

ผลจากคำสั่งดังกล่าวทำให้ช่วงเย็นจตุภัทร์และอรรถพลต้องถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำอำเภอภูเขียว โดยแม่จตุภัทร์และเพื่อน ๆ ยังติดตามไปรอยืนส่งทั้งสองคนเข้าเรือนจำ ระหว่างรอรถผู้ต้องขัง กฤติพงษ์ แสนสุข ผู้บัญชาการเรือนจำอำเภอภูเขียว ได้เดินทางมาถึงก่อน และเดินเข้ามาพูดคุย ก่อนแจ้งว่า “ไม่ต้องห่วงนะ จะดูแลทั้งสองคนให้ดีตามสิทธิมนุษยชน”

ทนายชี้ปัญหาศาลตีความม.112 ขยายเกิน

พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวถึงคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่า คำพูดของจุตุภัทรที่ศาลนำมาพิจารณาคือเรื่องที่เกี่ยวกับ สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งพูดถึงปัญหาสังคมไทยที่มีมาอย่างยาวนาน ทางทนายความก้ต่อสู้ว่าคำว่า “สถาบันกษัตริย์” ไม่ได้หมายถึงกษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งแต่เป็นการพูดถึงแบบองค์รวม และที่ว่ากล่าวว่า “อย่างยาวนาน” ก็ย่อมไม่ได้หมายถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันอยู่แล้ว

แต่ว่าศาลก็เห็นว่าคำว่าสถาบันกษัตริย์ได้รวมทั้งพระมหากษัตริย์ พระราชินีและองค์รัชทายาท รวมถึงู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วยแล้ว ถ้าผิดต่อพระองค์ใดพระองค์หนึ่งก็ผิดตามมาตรา 112 เธอเห็นว่าการตีความของศาลเช่นนี้ตีความที่กว้างเกินไปเพราะเวลาพูดถึง “สถาบัน” มันย่อมหมายถึงองค์ประกอบหลายอย่างมาประกอบกัน ทั้งบุคคล สถานที่ และหลักการต่างๆ เช่น สถาบนตุลาการย่อมไม่ได้หมายถึงประธานศาลฎีกาแต่หมายถึงระบบกฎหมายที่ใช้ตัดสินด้วย หรือสถาบันการศึกษาก็ไม่ได้หมายถึงผู้อำนวยการสถานศึกษาหรือรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการหรือหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง

แต่ถ้าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการดูหมิ่น หมิ่นประมาททั่วไปจะต้องสามารถระบุบุคคลได้ ถ้าเราพูดระบุตัวคนได้เป็นนาย ก นาย ข ก็จะสามารถบอกว่าเข้าข่ายดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทได้ หรือต่อให้ไม่เอ่ยชื่อแต่สามารถทำให้ระบุตัวคนได้ว่าเป็นใคร เช่น เป็นนักข่าวที่ทำข่าวชุมนุมแล้วถูกยิง

อย่างไรก็ตาม พูนสุขเห็นว่าคำพูดของจตุภัทร ไม่สามารถตีความหมายถึงกษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ก็เป็นปัญหาที่เจออยู่เสมอในคดีมาตรา 112 เพราะหลักของกฎหมายอาญาคือจะต้องตีความโดยเคร่งครัดไม่สามารถตีความขยายความได้ ดังนั้นผู้กระทำการใดจะต้องรู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดหรือไม่ ถ้าศาลตีความกว้างจนคนทั่วไปไม่สามารถคาดหมายได้ว่าจะรวมถึงหรือไม่ก็จะไม่สามารถเอาผิดเอาโทษได้ เช่นการพูดถึงอดีตกษัตริย์ หรือการพูดกว้างๆ ว่าสถาบันกษัตริย์ แล้วถูกลงโทษก็จะเป็นปัญหาการตีความที่กว้างมากเกินไปซึ่งทำไม่ได้   

ทนายความยังกล่าวถึงปัญหาของคำพิพากษาอีกส่วนหนึ่งที่ระบุว่าจำเลยเกิดในรัชกาลที่ 9 และ 10 เพราะฉะนั้นคำปราศรัยของจำเลยย่อมหมายถึงรัชกาลที่ 9 และ 10 แน่นอนเป็นการตีความของจำเลยโดยไม่ได้ดูข้อเท็จจริง แล้วก็เป็นเรื่องที่อันตรายที่ไปตีความว่าเมื่อใครเกิดในรัชกาลที่ 9 และ 10 แล้วการพูดย่อมหมายถึงอดีตกษัตริย์และกษัตริย์องค์ปัจจุบัน เป็นการตีความที่ผิดและไม่ควรถูกนำมาใช้ในคดีใดๆ เพราะศาลได้เอาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้อยู่ในสำนวนมาตีความอีกด้วย

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง