19-20 ก.ย. 2563 กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมจัดกิจกรรม ‘19 กันยา ทวงอํานาจคืนราษฎร’ ณ สนามหลวง เป็นหนึ่งในการชุมนุมของราษฎร 2563 ที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุด และเป็นการชุมนุมปักหลักครั้งแรกของช่วงเวลาดังกล่าว
ตอนแรก กลุ่มผู้จัดกิจกรรมได้นัดสถานที่การชุมนุมเป็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แต่หากมีผู้ร่วมกิจกรรมจำนวนมาก อาจมีการขยับขยายไปชุมนุมที่ท้องสนามหลวง
ช่วงเช้าของวันดังกล่าว มีสมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมถูกตำรวจบุกค้นและยึดหนังสือ “ปรากฏการณ์สะท้านฟ้า 10 สิงหา ข้อเรียกร้องว่าด้วยสถาบันกษัตริย์” (ปกแดง) ทั้งหมดจำนวน 49,990 เล่ม ที่กำลังจะถูกนำไปแจกในที่ชุมนุม
ขณะที่ช่วงบ่าย ประตูมหาวิทยาลัยฝั่งท่าพระจันทร์ถูกปิดและ ‘มีโซ่คล้อง’ ที่ประตู ผู้ชุมนุมบางส่วนจึงพยายามนำคีมมาตัดโซ่ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งพยายามเข้าพื้นที่สนามหลวง แม้มีการผลักดันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในช่วงแรก แต่ก็ไม่ได้เกิดเหตุรุนแรงใด สุดท้ายเวทีปราศรัยของกลุ่มผู้ชุมนุมก็สามารถตั้งบนพื้นที่สนามหลวงได้สำเร็จ
ตลอดค่ำคืนวันนั้น มีการผลัดเปลี่ยนกันปราศรัยในประเด็นต่าง ๆ เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ การอ่านจดหมายเปิดผนึกถึงเหตุผลของ 10 ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันฯ มีซุ้มกิจกรรมรณรงค์ประเด็นทางสังคม รวมถึงการจัดแสดงงานศิลปะ
จากนั้น ช่วงเช้าวันที่ 20 ก.ย. 2563 ตัวแทนผู้ชุมนุมได้ทำพิธีฝัง “หมุดคณะราษฎร 2563” หรือ “หมุดคณะราษฎรที่ 2” ก่อนยื่นข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ถึงประธานองคมนตรี แต่ได้มีการต่อรองจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขบวนจึงเคลื่อนไปหยุดอยู่บริเวณศาลฎีกา
หมุดคณะราษฎร 2563 ทำมาจากทองเหลือง มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 11.6 นิ้ว (มาตรา 116) หนา 2.563 นิ้ว (ปี 2563) และบนหมุดมีลวดลาย ‘รูปชูสามนิ้ว’ พร้อมข้อความจารึกว่า “ณ ที่นี้ผองราษฎรได้แสดงเจตนารมณ์ ประเทศนี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง ” ซึ่งเป็นถ้อยคำประกาศของคณะราษฎรเมื่อครั้งกระทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475
ถึงกระนั้น หมุดดังกล่าวได้ถูกทำการรื้อออกภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง เมื่อเวลา 22:00 น. มีเจ้าหน้าที่เข้าไปปิดล้อมพื้นที่บริเวณจุดปักหมุดคณะราษฎร และเจ้าหน้าที่ดูแลบริเวณสนามหลวงได้ปิดประตูรั้ว ก่อนเปิดให้เข้าอีกครั้ง ในเวลา 05:00 น. พร้อมหมุดคณะราษฎรที่หายไป
เดือนตุลาคม 2563 ผู้ขึ้นปราศรัยในการชุมนุมครั้งนี้ 7 คน ได้แก่ พริษฐ์ ชิวารักษ์, อานนท์ นําภา, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม, จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, ภาณุพงศ์ จาดนอก และ ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ทยอยถูกตั้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 116
จากนั้น 19 พ.ย. 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ออกแถลงการณ์เตือนประชาชนให้รับทราบว่า รัฐบาลจําเป็นต้องใช้ “กฎหมายทุกฉบับ” ที่มีอยู่มาดําเนินคดีกับผู้ชุมนุม ทําให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 เพิ่มเติมกับแกนนําและผู้ปราศรัยทั้ง 7 ราย ทั้งยังแจ้งข้อหา 116 กับผู้ถูกดําเนินคดีคนอื่นรวม 24 คน
คดีความที่เกิดจากการชุมนุมดังกล่าว เป็น ‘คดีแรก’ ในช่วงครึ่งหลังของการชุมนุม 2563 ที่อัยการที่อัยการเร่งรัดยื่นฟ้องคดีต่อศาลในข้อหาตามมาตรา 112 โดยแกนนําและผู้ปราศรัยทั้ง 7 คน ถูกคุมขังโดยไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นฝากขังช่วง 15 ต.ค. - 2 พ.ย. 2563 จนมีกระแสเรียกร้องให้ ‘คืนสิทธิประกัน ตัวให้ผู้ต้องขังทางการเมือง’ และ ‘#ปล่อยเพื่อนเรา’
อ้างอิง
- https://pridi.or.th/th/content/2021/04/669
- https://tlhr2014.com/archives/21614
- https://tlhr2014.com/archives/30983
หมายเหตุ - ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปริญญานิพนธ์วารสารสนเทศและสื่อใหม่ (Senior Project) ของนิสิตภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2567 โดยมีผู้จัดทำคือ โยษิตา สินบัว
