"เพื่อไทย" ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภา เสนอโมเดล สสร. 151 คน ต้องมีตัวแทนประชาชนเป็น สสร. อย่างน้อยจังหวัดละ 1 คน ป้องกันการฮั้วกัน ชูศักดิ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตหลังนายกประกาศยุบสภาภายในเดือนมกราคมปีหน้านั้น รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ต้องผ่านวาระ 3 ก่อนยุบสภา จึงจะเดินหน้าต่อไปได้ แต่เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เสร็จภายใน 4 เดือน ไม่ขอวิจารณ์ว่าโมเดล สสร. ของทั้ง 3 พรรค พรรคไหนดี ไม่ดี
25 ก.ย. 2568 สถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ที่อาคารรัฐสภา สส. ชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว สส. จังหวัดน่าน ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สส. กทม. ได้เข้ายื่นญัตติเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด 15 ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต่อวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ชูศักดิ์กล่าวว่า สส. พรรคเพื่อไทยจำนวน 113 คน ได้ยื่นญัตติดังกล่าว ซึ่งการจัดทำร่างนี้คำนึงถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ว่ามีข้อห้ามหรือข้อพิจารณาอย่างไรบ้าง คำนึงถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในอดีตเคยยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยกระบวนการสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาแล้วหลายครั้ง การมีคนมาร่างรัฐธรรมนูญโดยกระบวนการ สสร. นั้นเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน
อย่างไรก็ตาม เมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคำนึงถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะคำวินิจฉัยที่ระบุว่ารัฐสภามีอำนาจที่จะริเริ่มแสดงความต้องการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนลงประชามติเสียก่อนว่าประสงค์จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และการเลือก สสร. โดยตรงจากประชาชน ไม่สามารถกระทำได้ ดังนั้น หากไม่ดำเนินการตามนี้ ท้ายที่สุดประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เนื่องจากจะมีการไปยื่นคำร้อง และร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็จะไม่ประสบผลสำเร็จตามที่ตั้งใจ
คณะทำงานยกร่างของพรรคเพื่อไทยมีข้อสรุปว่า ให้รัฐสภาแต่งตั้ง สสร. โดยมาจากประชาชน และให้รัฐสภาแต่งตั้งตามจำนวนหนึ่ง ไม่ใช่การเลือกโดยตรง แต่รัฐสภาเป็นผู้เลือก หลังจากประชาชนเลือกมาแล้ว ท้ายที่สุดหากยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วก็ยังคงต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ เนื่องจากคำวินิจฉัยที่ระบุชัดเจนว่ารัฐสภาไม่สามารถมอบอำนาจให้องค์กรใดมายกร่างรัฐธรรมนูญแทนรัฐสภาได้ จึงมีบทบัญญัติว่าต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบในฐานะผู้ริเริ่มจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ชูศักดิ์กล่าวอีกว่า ประเด็นที่อยากให้เข้าใจตรงกันมากที่สุด คือ กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังไม่เริ่มต้น การยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในวันนี้ เพื่อเพิ่มหมวด 15 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งหมายความว่ารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้ หากผ่านวาระ 3 ไปแล้ว และลงประชามติ แล้วประชาชนเห็นชอบ จึงจะนำมาประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 จึงจะถือว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เริ่มต้นขึ้น ทั้งนี้ จากการหารือกันนอกรอบระหว่าง 3 พรรคการเมือง (เพื่อไทย ประชาชน ภูมิใจไทย) คิดว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเริ่มต้นขึ้นหลังจากทำประชามติ เมื่อมีการยุบสภาแล้ว
ขณะที่โมเดล สสร. ของพรรคเพื่อไทยมาจาก 2 ส่วน คือส่วนที่ 1 จำนวน 100 คน โดยรัฐสภาเป็นผู้เลือกจากที่ประชาชนเลือกมาทั้งหมด 300 คน เป็นไปตามสัดส่วนประชากรของแต่ละจังหวัด และจะต้องมี สสร. อย่างน้อยจังหวัดละ 1 คน ป้องกันการฮั้วกัน และส่วนที่ 2 จำนวน 51 คน มาจากองค์กรวิชาชีพ สภาท้องถิ่น สภานิสิตนักศึกษา และอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งคิดว่าองค์กรเหล่านี้ควรจะมีส่วนร่วมในการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยจะให้ไปเลือกกันเอง รวมจะมี สสร. 151 คน มีหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และสามารถตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้
ชูศักดิ์กล่าวด้วยว่า ร่างของพรรคเพื่อไทยคงจะไปพิจารณารวมกับของพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย โดยอยากฝากข้อสังเกตจากการที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา ภายในเดือนมกราคม 2569 นั้น อย่างน้อยที่สุดรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ต้องผ่านวาระ 3 ก่อนยุบสภา จึงจะเดินต่อไปได้ แต่จากประสบการณ์ เห็นว่าเป็นเรื่องยากที่จะเสร็จภายใน 4 เดือน อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าพรรคเพื่อไทย ตั้งใจจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นมีปัญหาหลายด้าน
เมื่อสื่อมวลชนถามว่าโมเดล สสร. ของ 3 พรรค มีความแตกต่างกันสิ้นเชิง จะยึดของพรรคใด ชูศักดิ์ตอบว่า ต้องคุยกันด้วยเหตุด้วยผลว่าโมเดลไหนดีที่สุด ไม่ได้วิจารณ์ว่าของพรรคใดดีหรือไม่ดี แต่คำนึงถึงการให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด แต่หากไปรวมกันเลยทีเดียว อาจจะมีปัญหาเหมือนกันว่าฝ่ายใดคุมเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ก็จะเอาไปทั้งหมดเลย เรื่องนี้ก็คิดอยู่ในใจ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องหลอมรวมความคิดและรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน
มติชน เมื่อถูกถามย้ำาว่าทั้ง 3 พรรค คงต้องหาข้อตกลงให้ได้ว่าจะเอาร่างใดเป็นร่างหลัก เพื่อไม่ให้ต้องนําไปสู่การลงมติ วัดคะแนนเสียงกันใช่หรือไม่ ชูศักดิ์ตอบว่า ไม่รู้ แต่ถ้าไปดูใน MOA มี 2 ข้อ ที่เขาคงคิดว่าเขาคุยกันได้ ก็ให้เขาไปว่ากัน พรรคเพื่อไทยไม่ได้ไปทํา MOA ด้วย เราไม่รู้
