กรณีการทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมในฟิลิปปินส์นำมาซึ่งการประท้วงใหญ่ชองประชาชน ส่วนหนึ่งมันได้สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการทุจริตโครงการที่ภาครัฐและเอกชนทีเล่นพรรคเล่นพวกกัน แต่อีกส่วนหนึ่งมันก็สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ฝังรากระหว่างระหว่างตระกูลมาร์กอส กับตระกูลดูเตอร์เต กลายเป็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายระหว่างประชาชน
ในฟิลิปปินส์ มีกรณีอื้อฉาวเรื่องการทุจริตโครงการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี บองบอง มาร์กอส โดยมีทั้งการคอร์รัปชัน การจัดการผิดพลาด และความไม่ปกติของงบประมาณ มีข้อกล่าวหาต่างๆ เช่นการนำงบประมาณหลายพันล้านเปโซไปเข้าโครงการริเริ่มการจัดการป้องกันน้ำท่วม มี "โครงการผี" หรือโครงการที่อนุมัติงบแล้วแต่ไม่มีอะไรเป็นรูปเป็นร่าง มีกรณีการก่อสร้างที่มาตรฐานต่ำ และมีการเล่นพรรคเล่นพวกเอื้อประโยชน์ต่อผู้รับเหมาบางกลุ่มเท่านั้น
เรื่องนี้ทำให้มีการประท้วงเกิดขึ้นในฟิลิปปินส์ โดยในช่วงกลางเดือน กันยายน ที่ผ่านมา มีประชาชนหลายหมื่นคนชุมนุมที่กรุงมะนิลา โดยมีผู้ชุมนุมประท้วงโบกธงฟิลิปปินส์และมีป้ายเขียนว่า "ไม่เอาแล้ว มากเกินไปแล้ว จับพวกนั้นขังคุกเสีย" ซึ่งเป็นการเรียกร้องให้มีการปราบปรามทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน มีการประเมินตัวเลขผู้ชุมนุมโดยทางการมะนิลาว่าอยู่ที่ประมาณ 50,000 ราย
มีนักกิจกรรมที่เป็นนักศึกษาชื่อ อัลเทีย ทรินีแดด กล่าวว่า เธอรู้สึกแย่ที่ต้องเห็นผู้คนจมอยู่กับความยากจน สูญเสียบ้าน สูญเสียชีวิต สูญเสียอนาคต ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับช่วงชิงเงินภาษีของผู้คนเหล่านี้ไป เพื่อเอาไปปรนเปรอซื้อรถหรูหรือเที่ยวเมืองนอกหรือทำสัญญาใช้จ่ายกับพวกบรรษัทใหญ่ๆ เธอจึงอยากเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบ ไม่ให้มีการนำมาใช้ในทางที่ผิดได้อีก
มีช่วงที่ผู้ประท้วงกับตำรวจปะทะกัน ฝ่ายเจ้าหน้าที่รายงานว่าพวกเขาได้จับกุมผู้ประท้วงอย่างน้อย 17 รายที่ทำการขว้างปาก้อนหินใส่ตำรวจปราบจลาจลและจุดไฟเผายางรถยนต์ซึ่งใช้เป็นแผงกั้น อีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ใช้ปืนน้ำฉีดใส่ผู้ประท้วงอีกกลุ่มหนึ่งเพื่อสลายการชุมนุม สื่อเอเอฟพีรายงานว่ามีตำรวจบางคนที่นำก้อนหินขว้างกลับใส่ผู้ชุมนุม
จุดเริ่มต้นของความไม่พอใจ เมื่อมาร์กอส ประกาศแผนการนับแสนล้านเปโซ
ความไม่พอใจของผู้คนเริ่มก่อตัวมาตั้งแต่เดือน กรกฎาคม ที่ผ่านมา เมื่อประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ "บองบอง" มาร์กอส จูเนียร์ ได้ประกาศแผนโครงการควบคุมสถานการณ์น้ำท่วมหลายโครงการด้วยงบประมาณรวมแล้ว 545,000 ล้านเปโซ (ราว 302,000 ล้านบาท) ภายในระยะเวลา 13 ปี ข้างหน้า กรมการโยธาและทางหลวงของฟิลิปปินส์ DPWH อ้างว่าโครงการเหล่านี้มีความเร่งด่วนในการที่จะป้องกันปัญหาน้ำท่วมโดยเฉพาะในพื้นที่นครหลวงมะนิลาและใจกลางลูซอน แต่ต่อมาก็ยอมรับว่าการจัดการของเสียที่ไม่ดีพอเป็นสิ่งที่ทำให้ปัญหาน้ำท่วมแย่ลง
ในเวลาต่อมา มาร์กอส ก็ได้โหวตวีโตการเพิ่มงบประมาณโครงการจัดการน้ำท่วม 16,700 ล้านเปโซ เข้าไปในแผนงบประมาณแผ่นดินปี 2568 โดยอ้างว่ามีความซ้ำซ้อนและมีการจัดวางโครงการไม่เหมาะสม
ในเดือน สิงหาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการริบบินน้ำเงินของวุฒิสภาฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านความโปร่งใสและการสืบสวนวุฒิสภา ได้ทำการสืบสวนโดยไม่รอการอนุมัติจากทางการในเรื่องความไม่ปกติของโครงการจัดการน้ำท่วม
อีกทั้งในเวลาต่อมามาร์กอส ก็ได้ตั้งคณะกรรมการอิสระในการสืบสวนสอบสวนสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น "ความผิดปกติ" ของโครงการจัดการน้ำท่วมโดยส่วนใหญ่จากทั้งหมด 9,855 โครงการ
มาร์กอส กล่าวเมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมาว่าเขาไม่โทษผู้ประท้วงเลยที่ออกมาประท้วงในเรื่องความอื้อฉาวของโครงการนี้ และเรียกร้องให้มีการประท้วงอย่างสันติ ขณะเดียวกันก็บอกให้กองทัพเตรียมรับมือสถานการณ์เอาไว้ด้วยความตื่นตัวระดับฉุกเฉิน
ความไม่พอใจของประชาชนเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่รู้ว่าคู่รักที่เป็นเศรษฐีสองคนคือ ซาราห์ และ แปซิฟิโก ดิสคายา ได้รับสัญญาจ้างรับเหมาในการจัดทำโครงการจัดการน้ำท่วม ซึ่งสองคนนี้เป็นเศรษฐีเจ้าของบริษัทก่อสร้างหลายบริษัท มีรถหรูของทั้งยุโรปและสหรัฐฯ ในครอบครองไว้หลายคัน
กระทรวงการคลังกับกรีนพีซประเมินตัวเลขสูญเสียจากการคอร์รัปชันต่างกัน
กระทรวงการคลังของฟิลิปปินส์ประเมินว่าการทุจริตคอร์รัปชันโครงการจัดการน้ำท่วมในช่วงระหว่างปี 2566-2568 นั้นทำให้เศรษฐกิจฟิลิปปินส์เกิดความสูญเสียมูลค่ารวม 118,500 ล้านเปโซ หรือ ราว 2,000 ล้านดอลลาร์ แต่องค์กรกรีนพีซเสนอว่าตัวเลขความสูญเสียจริงๆ อยู่ที่เกือบ 18,000 ล้านดอลลาร์
ในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เจ้าของบริษัทก่อสร้างได้กล่าวหาว่ามี ส.ส. ฟิลิปปินส์เกือบ 30 ราย และเจ้าหน้าเจ้าหน้าที่กรมการโยธาและทางหลวงของฟิลิปปินส์รับเงินใต้โต๊ะ เรื่องอื้อฉาวนี้ได้ส่งผลให้มีการลาออกของมาร์ติน โรมูอัลเดซ ญาติของมาร์กอส
ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่เผชิญกับพายุเป็นประจำและเผชิญกับภาวะน้ำท่วมบ่อยมาก ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่พอใจที่มีการทุจริตคอร์รัปชันการใช้งบประมาณของภาครัฐ แทนที่จะได้นำงบประมาณเหล่านี้ไปแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างแท้จริง
เช่น ผู้ประท้วงชื่อ อาลี วิลลาแฮร์โมซา นักศึกษาที่บอกว่าเขาต้องคอยฝ่าน้ำท่วมช่วงพายุ และแสดงความไม่พอใจต่อการนำเงินงบประมาณประชาชนไปใช้ใน "โครงการผี" ที่ไม่ได้มีอะไรงอกเงยขึ้นมาจริงๆ แทนที่จะนำเงินนี้ไปใช้กับด้านอื่นที่เป็นประโยชน์เช่นการสาธารณสุข การทุจริตเอาเงินของประชาชนไปใช้เช่นนี้ วิลลาแฮร์โมซามองว่าเป็นเรื่อง "น่าละอายอย่างแท้จริง"
เท็ดดี คาสิโน ประธานสหพันธ์ฝ่ายซ้าย บากอง อัลยานซาง มาคาบายัน กล่าวว่ากลุ่มของเขาเรียกร้องให้มีการคืนเงินที่ถูกทุจริตคอร์รัปชั่นไปทั้งหมด และขอให้มีการลงโทษจำคุกผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชันเหล่านี้
บาร์นาบี โล นักข่าวอัลจาซีราตั้งข้อสังเกตอีกว่าการประท้วงในครั้งนี้เกิดขึ้นในวันที่ 21 กันยายน วันเดียวกับการครบรอบการประกาศกฎอัยการศึกของ อดีตประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ผู้พ่อ และมีการชุมนุมประท้วงกันที่ทางหลวงสายเดียวกันกับที่เคยเกิดการปฏิวัติชื่อ EDSA โลจึงมองว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญที่มีการจัดประท้วงในเวลาและสถานที่แบบนี้
โล บอกอีกว่า ผู้ประท้วงเรียกร้องให้เกิด "การปฏิรูปที่ยั่งยืน" ซึ่งจะ "ขจัดโอกาสทุกทางในการที่จะทุจริตคอร์รัปชันในทุกระดับของรัฐบาล"
หรือเรื่องนี้จะสะท้อนปัญหาที่ฝังรากลึกในฟิลิปปินส์?
ในการประท้วงวันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา มีนักการเมืองหลายคนที่เข้าร่วมประท้วง รวมถึงมีการสนับสนุนจากกลุ่มคริสตจักรคาทอลิกที่ทรงอำนาจในฟิลิปปินส์
ผู้ประท้วงรายหนึ่งอายุ 58 ปีชื่อ มานูเอล เดลา เซอร์นา บอกว่าเขาเคยร่วมประท้วงที่ทางหลวง EDSA ที่เดียวกับการประท้วงในครั้งนี้ตั้งแต่สมัยเกือบ 40 ปีที่แล้ว ซึ่งในครั้งนั้นการประท้วงใหญ่ได้นำมาสู่การปฏิวัติโค่นล้มผู้นำอำนาจนิยมของยุคนั้นคือมาร์กอสผู้พ่อ แต่ในการประท้วงครั้งนี้เซอร์นาบอกว่า "ไม่ได้มีการแบ่งแยกฝักฝ่ายทางการเมืองใดๆ" แต่เป็นเพราะความไม่พอใจที่มีการดูดเงินจากประชาชน ทำให้ในขณะที่มีคนสูญเสียบ้านเพราะน้ำท่วม นักการเมืองกลับมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ร่ำรวยโดยมีเครื่องบินส่วนตัวและมีแมนชั่นหลายแห่ง
สื่อ France 24 ระบุว่าฟิลิปปินส์มีประวัติเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นงบประมาณมาเป็นเวลานานแล้ว และนักการเมืองระดับสูงที่พบว่ามีส่วนในการคอร์รัปชันก็มักจะไม่ต้องรับโทษจำคุกหนัก
เรื่องนี้มีการวิเคราะห์เอาไว้ในสื่อด้านการวิเคราะห์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Fulcrum โดย อัลวิน อัง ศาสตราจารย์จากภาควิชาเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัย อเตนีโอ เดอ มะนิลา และ อาเรียส เอ อุรุเก นักวิจัยอาวุโสอาคันตุกะและผู้ประสานงานโครงการฟิลิปปินส์ศึกษาของสถาบัน ISEAS - Yusuf Ishak
นักวิชาการสองคนนี้ได้ตอบข้อสังเกตว่า ทำไมชาวฟิลิปปินส์ถึงมีปฏิกิริยาที่ช้าและดูอ่อนข้อต่อเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันขนานใหญ่แบบนี้ นั่นเป็นเพราะเรื่องอื้อฉาวนี้ไม่ใช้ปัญหาใหม่สำหรับฟิลิปปินส์ แต่การทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมในครั้งนี้ก็เป็นเหมือนเรื่องอื้อฉาวอื่นๆ แบบเดียวกันที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือมีนักการเมือง ข้าราชการ และผู้ประกอบการรับเหมาเอกชน ที่สมรู้ร่วมคิดกัน
ฟิลิปปินส์เคยมีการประท้วงใหญ่ที่ต่อต้านการคอร์รัปชันและการลุแก่อำนาจมาก่อน เช่นการปฏิวัติพลังประชาชนเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว ซึ่งนักวิชาการมองว่า การปฏิวัติในครั้งนั้นมีการเน้นเรื่องตัวบุคคลมากกว่าเรื่องระบบจึงทำให้ไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับสังคมการเมืองได้
อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ปัญหาฝังรากในฟิลิปปินส์แย่กว่าเดิม คือปัจจัยเรื่องที่ฟิลิปปินส์มีบรรยากาศการเมืองแบบแบ่งข้างอย่างหนักที่มาจากความขัดแย้งยาวนานระหว่างตระกูลมาร์กอส กับ ตระกูลดูเตอร์เต ทำให้ประชาชนเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน แต่ละฝ่ายก็ถูกตระกูลใดตระกูลหนึ่งจูงจมูก ทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิดและการรับข้อมูลข่าวสารที่แตกต่างกัน แต่ละฝ่ายต่างก็ออกมาประท้วงต่อต้านอีกฝ่ายในคนละเวลากัน นอกจากนี้สภาวะทางเศรษฐกิจก็ทำให้ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากต้องเน้นหาเลี้ยงปากท้องมากกว่าจะเอาเวลาไปลงถนนประท้วง
ถ้าฟิลิปปินส์ไม่แก้ปัญหาการคอร์รัปชัน ก็เสี่ยงตกอยู่ในวังวนรายได้ปานกลางถึงต่ำ
นักวิเคราะห์มองว่าการสืบสวนสอบสวนการคอร์รัปชั่นนี้มีความเป็นไปได้ที่อาจจะโยงไปถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายดูเตอร์เตตั้งแต่รัฐบาลชุดเก่า ซึ่งหมายความว่าอาจจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้มาร์กอสได้
อย่างไรก็ตามในฟิลิปปินส์ก็มีกลุ่มก้าวหน้ากับกลุ่มภาคประชาสังคมที่ไม่ชอบทั้งตระกูลมาร์กอสและดูเตอร์เตอยู่เช่นกัน พวกเขาก็จะใช้ความไม่พอใจของประชาชนในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบเพื่อให้มีความโปร่งใสมากชึ้น มีความรับผิดชอบรับมากขึ้น เพื่อให้สามารถยุติปัญหาคอร์รัปชันได้ เรื่องนี้่ทำให้แม้แต่คนที่มาจากต่างฝ่ายทางการเมืองกันก็มีจุดร่วมเดียวกันในการประท้วง แต่นักวิชาการก็มองว่าเท่าที่เห็นตอนนี้ก็ยังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะมีการจับมือกันได้ระหว่างประชาชนทั้งสองฝ่าย
นักวิชาการจากฟิลิปปินส์วิเคราะห์ต่อไปว่า แม้ว่าภาคธุรกิจจะออกมาประณามการคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นและเรียกร้องให้มีการปฏิรูป แต่ก็ไม่ได้ออกมาปฏิบัติการอะไรที่เป็นรูปธรรมนอกเหนือไปกว่าการออกแถลงการณ์ ทำให้ยังคงมีลักษณะเฉยชาทางการเมืองแบบชนชั้นกลาง ฝ่ายศาสนาคริสต์ที่มีอำนาจอิทธิพลก็ยังไม่สามารถดึงมวลชนออกมาได้มากนัก สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัย Gen Z ก็เพิ่งจะมีการขับเคลื่อน แต่ก็ยังคงขาดการประสานงานและจำกัดวงอยู่แค่ในบางมหาวิทยาลัยเท่านั้น
อัง และ อุรุเก มองเห็นอีกปัญหาหนึ่งคือฟิลิปปินส์ยังขาดฉันทามติร่วมกันในเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน ทำให้เกิดช่องโหว่ เสี่ยงที่จะก่อปัญหาจนทำให้ฟิลิปปินส์ติดกับดักรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ เพราะประชาชนไม่ค่อยมีเงินเก็บและมีจำนวนประชากรสูง
นักวิชาการทั้งสองคนจึงเสนอให้มีมาตรการที่เด็ดขาดในการลงโทษทั้งข้าราชการนักการเมือง และเอกชน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชัน ไม่เช่นนั้นแล้วสถาบันทางการเมืองจะผุกร่อนและเป็นอุปสรรคต่อทั้งการปฏฺิรูปภายในประเทศ และต่อการลงทุนจากต่างชาติ
เรียบเรียงจาก
Clashes, arrests as tens of thousands protest corruption in Philippines, Aljazeera, 21-09-2025
https://www.aljazeera.com/news/2025/9/21/thousands-rally-in-philippines-at-anticorruption-protests-in-manila
Thousands take to streets as Philippines protests flood control fraud, 21-09-2025
https://www.france24.com/en/live-news/20250921-thousands-take-to-streets-as-philippines-protests-flood-control-fraud-1
Can Filipinos Transcend Polarised Politics to Protest Against Grand Corruption?, Fulcrum, 19-09-2025
https://fulcrum.sg/can-filipinos-transcend-polarised-politics-to-protest-against-grand-corruption/
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Flood_control_projects_controversy_in_the_Philippines