Fortify Rights เรียกร้องไทยต้องปกป้องคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 'อังคณา นีละไพจิตร-สุณัย ผาสุข' จากการคุกคามและการขู่สังหาร เนื่องมาจากการแสดงความเห็นต่อสาธารณะในประเด็นเกี่ยวกับความขัดแย้งที่พรมแดนระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา
21 ตุลาคม 2568 Fortify Rights เผยแพร่ใบแจ้งข่าวระบุว่า อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาอาวุโสฮิวแมนไรท์วอทช์ถูกขู่ฆ่าทางออนไลน์และตกเป็นเป้าหมายของการสื่อสารที่สร้างความเกลียดชัง เนื่องมาจากการแสดงความเห็นต่อสาธารณะในประเด็นเกี่ยวกับความขัดแย้งที่พรมแดนระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา รัฐบาลไทยต้องคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากการข่มขู่คุกคาม ฟอร์ตี้ฟายไรต์กล่าวในวันนี้
เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม นักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งสองคนได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขอความคุ้มครอง
มีรายงานว่าการข่มขู่เกิดขึ้นหลังจากที่ทั้งสองวิพากษ์วิจารณ์การใช้รถบรรทุกพร้อมกับลำโพงขนาดใหญ่เปิดเสียงคล้ายเสียงโหยหวนของภูติผีใส่พลเรือนชาวกัมพูชา อันเป็นวิธีการที่พวกเขาเชื่อว่าอาจจะละเมิดต่อมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ซึ่งต่อมาสื่อมวลชนรายงานว่ากองทัพไทยได้สั่งให้ขบวนรถดังกล่าวออกจากพื้นที่ในวันที่ 18 ตุลาคม อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยยังคงต้องมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยให้กับอังคณา นีละไพจิตร และสุณัย ผาสุข
"มีเหตุผลอันชอบธรรมที่อังคณาจะกังวลต่อความปลอดภัยต่อชีวิต ท่ามกลางการขู่ฆ่า เนื่องจากสามีของเธอก็เคยถูกอุ้มหายโดยเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดได้รับโทษจากอาชญากรรมดังกล่าว" ปีเตอร์ บูคเอิร์ต ผู้อำนวยการอาวุโสฟอร์ตี้ฟายไรต์กล่าว "รัฐบาลไทยต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการขู่ฆ่าครั้งนี้ และดูแลให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้มีชื่อเสียงทั้งสองท่านได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสม ต่อการทำงานอย่างกล้าหาญของตน"
วันที่ 11 ตุลาคม 2568 คีโอ เรมี ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกัมพูชา (CHRC) เขียนจดหมายถึงโวลเตอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่กองทัพบกของไทยได้เปิดเสียงที่สร้างความรำคาญใส่ประชาชนกัมพูชา โดยระบุว่า
เสียงดังกล่าว ซึ่งระบุว่าเป็นเสียงที่ดังก้อง มีความถี่สูง และเป็นเสียงที่ดังต่อเนื่องเป็นเวลานาน รบกวนการนอนหลับ ทำให้เกิดความตึงเครียดกังวล และทำให้เกิดความไม่สบายกายต่อราษฎร รวมทั้งผู้หญิง เด็ก ผู้สูงวัย คนป่วย และคนพิการ
ในแถลงการณ์ด่วนได้อ้างว่า การปฏิบัติเหล่านี้ละเมิดต่อสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายฉบับ ซึ่งประเทศไทยให้สัตยาบันรับรอง
หลังจากแสดงความเห็นเกี่ยวกับคำร้องของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของกัมพูชา อังคณา นีละไพจิตรกระตุ้นรัฐบาลไทยให้ตระหนักว่า การปฏิบัติเช่นนี้ทำให้เกิดความกลัวหรือเป็นอันตรายด้านจิตใจต่อพลเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และอาจถือว่าเป็นการทรมานทางจิตใจภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคี การวิพากษ์วิจารณ์ของเธอก่อให้เกิดแรงตอบโต้อันรุนแรงจากสาธารณชน อันรวมไปถึงการสร้างความเกลียดชังด้วยวาจาและการขู่ฆ่าทางออนไลน์ เช่นเดียวกับสุณัย ผาสุข ที่ได้แสดงความเห็นสนับสนุนอังคณา นีละไพจิตร และเผยแพร่ความกังวลของเธอ กลับได้รับการข่มขู่ในลักษณะเดียวกัน บุคคลทั้งสองถูกกล่าวหาจากสื่อสังคมออนไลน์ว่า "ไม่รักชาติ" และ "ภักดีต่อประเทศกัมพูชา"
ในวันที่ 15 ตุลาคม แมรี ลอว์เลอร์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แสดงความกังวลอย่างลึกซึ้ง ผ่านการโพสต์ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการคุกคามต่ออังคณา นีละไพจิตร และเรียกร้องให้มีการคุ้มครองเธอโดยทันที
อังคณา นีละไพจิตร เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนไทยที่ได้รับความเคารพอย่างกว้างขวาง เคยเป็นอดีตสมาชิกของคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือไม่สมัครใจ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย ทั้งยังเป็นภรรยาของสมชาย นีละไพจิตร ทนายความชาวมุสลิมที่มีผลงานอันโดดเด่น และถูกบังคับให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐไทยเมื่อปี 2547 ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา และได้รับรางวัลแมกไซไซอันทรงเกียรติเมื่อปี 2562 จากการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน
สุณัย ผาสุข ทำงานด้านการสนับสนุนและปกป้องสิทธิมนุษยชนของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเวลากว่าสามทศวรรษ หน่วยงานภาครัฐของไทย สถานทูต องค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ ของสหประชาชาติ สหภาพยุโรป และสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักจะขอข้อมูลและคำแนะนำด้านสิทธิมนุษยชนจากสุณัย ผาสุขอยู่เสมอ
ประเทศไทยประกาศใช้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในเดือนกันยายน 2566 โดยหนึ่งในเป้าหมายที่ระบุไว้คือ "การกำหนดขั้นตอนปฏิบัติหรือระบบเพื่อการคุ้มครองที่เป็นธรรมสำหรับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน" และการ "ทบทวนนโยบาย กฎหมาย มาตรการ และกลไกที่เกี่ยวข้อง เพื่อเอื้อให้มีการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน" รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีเนื้อหาสอดคล้องกับข้อ 19 ของกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคี รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้กำหนดกฎหมายในประเทศเพื่อป้องกันการข่มขู่และการคุกคามในเชิงรุกต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
ในเดือนมีนาคม 2569 ประเทศไทยจะเข้าสู่การทบทวนสิทธิมนุษยชนตามวาระ (Universal Periodic Review) รอบต่อไป ซึ่งเป็นกระบวนการภายใต้อำนาจหน้าที่ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดยรัฐภาคีสหประชาชาติจะพิจารณาสถิติด้านสิทธิมนุษยชนของกันและกัน
"ประเทศไทยประกาศว่าเป็นต้นแบบของผู้นำด้านสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค" ปีเตอร์ บูคเอิร์ต กล่าว "เราจะต้องไม่ปล่อยให้ความคิดแบบคลั่งชาติเป็นเหตุให้ต้องมีการประนีประนอมด้านสิทธิมนุษยชน และลดทอนชื่อเสียงระหว่างประเทศของประเทศไทย"
