ศาลปกครองยกฟ้องกองทัพบกและผู้บัญชาการทหารบก คดีที่ "สฤณี-ยิ่งชีพ-จอห์น" ฟ้องกรณีถูก IO โจมตี เมื่อปี 64 ศาลเห็นว่าแม้จะมีหน่วยและปฏิบัติการ IO ของกองทัพอยู่จริงและจะทำกับประชาชนในประเทศไม่ได้ แต่ผู้ฟ้องก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเกิดจากทหารในสังกัดเป็นผู้ทำหรือไม่และการแสดงความเห็นใต้โพสต์ของทั้ง 3 คนนั้นก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่ทหารเหล่านั้นทำตามคำสั่งหรือแค่แสดงความเห็นในฐานะประชาชนคนหนึ่ง "ยิ่งชีพ" มองว่าศาลยังยอมรับว่าหลักฐานที่ชี้ว่ามีการทำ IO ของกองทัพเป็นของจริง มีแนวโน้มอุทธรณ์ได้เตรียมสู้คดีต่อ
30 ต.ค.2568 ศาลปกครองกลาง มีนัดฟังคำพิพากษาคดีผู้เสียหาย 3 รายจากการถูกกองทัพทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ฟ้องศาลปกครองให้กองทัพบก (ทบ.)และผู้บัญชาการกองทัพบก (ผบ.ทบ.) ยุติปฏิบัติการดังกล่าวต่อพวกเขารวมถึงถอดชื่อพวกเขาออกจากเป้าหมายการทำ IO และต้องลงประกาศขอโทษทั้ง 3 คน ในสื่อช่องทางต่างๆ เป็นเวลา 7 วันโดยเป็นคดีที่ศาลรับไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 368/2564
ผู้ฟ้องคดีนี้ได้แก่ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ, ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw, และวิญญู วงศ์สุรวัฒน์ สื่อมวลชน
ศาลอ่านคำพิพากษาโดยสรุปได้ 4 ประเด็น ดังนี้
IO ทำกับประชาชนในประเทศตัวเองไม่ได้
ประเด็นแรก เป็นเรื่องในเชิงหลักการที่ศาลเห็นว่า การปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือ IO นั้น ศาลเห็นว่าโดยหลักสากลมีข้อห้ามในการใช้ปฏิบัติการดังกล่าวกับพลเรือนของคนในประเทศตัวเอง และการใช้ปฏิบัติการที่ใช้ภาษีของประชาชนกับคนเห็นต่างทางการเมืองหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลโดยไม่ได้มีจุดม่งหมายเพื่อรักษาความสงบหรือทำให้เกิดความสามัคคีกันในหมู่ประชาชนหรือเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ย่อมเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนโดยอำนาจรัฐ และการทำเสมือนประชาชนเป็นอริราชศัตรูนั้นเป็นการละเมิดย่อมมิอาจกระทำได้
ดังนั้นการปฏิบัติการรวบรวมข้อมูลและการนำเสนอข้อมูลประชาสัมพันธ์ของผู้ถูกฟ้องตามมาตรา 8 พ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหมจะต้องทำโดยระมัดระวังและไม่ละเมิดต่อประชาชนที่จะกลายเป็นการทำปฏิบัติการ IO ที่ขัดกับหลักสากล หรือขัดต่อรัฐธรรมนูญของไทย หรือเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ที่ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับสูญหาย
หลักฐานเอกสารเรื่องกองทัพมี IO เป็นของจริง
ประเด็นต่อมา เป็นเรื่องเอกสารหลักฐานที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 ยื่นต่อศาลนั้นเป็นของจริงหรือไม่ เนื่องจากทางกองทัพบกอ้างว่าเอกสารที่ผู้ฟ้องยื่นเป็นหลักฐานนั้นเป็นเอกสารปลอม โดยเอกสารเหล่านี้ได้แก่
- บันทึกข้อความส่วนราชการลงวันที่ 25 เม.ย.2562 เรื่อง สรุปการเข้าอบรมให้ความรู้กับคณะทำงานปฏิบัติการข่าวสาร ทภ.2
- เอกสารลงวันที่ 22 พ.ย.2562 เรื่อง สรุปผลการประชุมคณะทำงานด้านการปฏิบัติการข่าวสาร การประชาสัมพันธ์และปฏิบัติการด้านไซเบอร์ ทัพภาค 2
- บันทึกข้อความส่วนราชการลงวันที่ 22 พ.ย.2562
ประเด็นนี้ศาลเห็นว่าเป็นเอกสารจริง เนื่องจากเอกสารเหล่านี้มีรูปแบบเหมือนกับบันทึกและเอกสารภายในอื่นๆ ของราชการ มีการลงนามผู้เกี่ยวข้องที่เกี่ยวเนื่องกัน และเนื้อหาสาระทั้ง 3 ฉบับยังสอดคล้องกันเองแล้วยังสอดคล้องกับบันทึกข้อความส่วนราชการของกองเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารฉบับลงวันที่ 7 มี.ค.2563 เรื่องขออนุมัติการสร้างความรับรู้ความเข้าใจของ ทบ.และบันทึกส่วนราชการของส่วนราชการเดียวกันนี้อีกฉบับลงวันที่ 15 เม.ย.2563 เรื่องขออนุมัติการสนับสนุนศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ที่กองทัพบกไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของเอกสาร 2 ฉบับนี้ แต่ผู้ถูกฟ้องเพียงอ้างว่าเป็นเอกสารปลอมอ้างตามหนังสือของกลาโหม 20 เม.ย.2564 เรื่องรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเอกสารราชการที่ถูกใช้ในการกล่าวหา ผบ.ทบ. ที่มีเนื้อหาในเอกสารว่า ทัพภาค 2 ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ได้มีเอกสารหลุดผลการประชุมคาดว่าอาจมีผู้ไม่ประสงค๋ดีทำเอกสารปลอมขึ้นมาเพื่อให้กองทัพบกเสียหาย ทั้งนี้ผู้ถูกฟ้องก็ไม่ได้มีการดำเนินคดีหาตัวผู้กระทำความผิดและดำเนินคดีกับผู้ปลอมเอกสาร
ดังนั้นประเด็น เอกสารที่ผู้ฟ้องทั้ง 3 รายยื่นเป็นหลักฐานนั้น ศาลเห็นว่าข้อโต้แย้งของกองทัพบกไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างการมีอยู่ของเอกสารดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นเอกสารปลอม
ประเด็นการมีอยู่ของเอกสารยังเชื่อมโยงกับประเด็นต่อมา คือการมีอยู่เจ้าหน้าที่ทำปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสารด้วย ศาลเห็นว่าเมื่อเอกสารหลักฐานข้างต้นเป็นเอกสารที่มีการระบุถึงการให้แยกงานการสร้างการรับรู้และความเข้าใจของ ทบ.ในทางบวกออกจากงาน IO เนื้อความดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของงาน IO และสอดคล้องกับบันทึกข้อความเอกสารหลักฐานของผู้ฟ้องทั้ง 3 ฉบับ จึงรับฟังได้ว่า ผบ.ทบ.ได้ให้ทบ.มีการจัดเจ้าหน้าที่ด้าน IO รวมถึงปฏิบัติการด้านไซเบอร์ด้วย
เปิดเป็นสาธารณะอยู่แล้วใครก็เข้าถึงได้ รัฐหรือเอกชนก็ทำ
ประเด็นต่อมาคือ การปฏิบัติงานของ ทบ.รวบรวมข้อมูลของประชาชนจำนวนมากรวมถึงผู้ถูกฟ้องทั้ง 3 คนหรือไม่และทำไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เรื่องนี้ศาลเห็นว่า ทบ.ทำได้ตามกฎหมาย เนื่องจากแพลตฟอร์มออนไลน์หรือสื่อสังคมออนไลน์เป็นแพลตฟอร์มที่ให้คนมาสร้างสรรค์ทำเนื้อหาต่างๆ เผยแพร่ให้แก่เพื่อนๆ และสาธารณชนได้เห็นอย่างรวดเร็วเป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่างๆ ที่บุคคลต่างๆ สามารถกดติดตามเนื้อหาที่สนใจได้ ซึ่งนอกจากจะมีข้อดีคือการเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกันและสื่อสารถึงกันได้ แต่ก็มีข้อเสียคือเป็นที่สำหรับโจรกรรมข้อมูลรวมถึงการเผยแพร่ข่าวปลอมต่างๆ ด้วย
ดังนั้นการที่หน่วยงานของรัฐรวมถึง ทบ.และหน่วยงานความมั่นคงจะใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียในการประชาสัมพันธ์หรือเสนอข้อมูลข่าวสารของตนในเชิงบวกก็สามารถทำได้และนำข้อมูลความคิดเห็นมาวิเคราะห์แยกแยะ เพราะต้องคอยเฝ้าระวังกำกับดูแลไม่ให้เกิดภัยต่อรัฐและประชาชนจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้วยเช่นกัน โดยทาง ทบ.ก็มีการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมขึ้นมาเพื่อติดตามการเผยแพร่ข้อมูลบนอินเตอร์เนตและประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเมื่อได้พบข่าวปลอม เช่นเดียวกับหน่วยงานอื่นหรือภาคเอกชนต่างๆ ที่ก็ใช้สื่อสังคมอออนไลน์ในการเข้าถึงข้อมูล ใช้ข้อมูลวิเคราะห์เพื่อประโยชน์ขององค์กร ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนสร้างภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นให้กับหน่วยงานของตนซึ่งอาจจะใช้ชื่อแตกต่างกันไป
เมื่อผู้ฟ้องทั้งสามคนเป็นคนที่มักแสดงความคิดเห็นบนสื่อสังคมออนไลน์และมีผู้ติดตามจำนวนมากอีกทั้งยังเปิดให้บุคคลทั่วไปติดตาม จึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามจะเป็นส่วนหนึ่งของประชาชนจำนวนมากที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ที่คณะทำงาน IO ของกองทัพบกจะให้ความสนใจติดตามในสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อกองทัพบกและเจ้าหน้าที่ในสังกัดติดตามนำข้อมูลการแสดงออกในสังคมออนไลน์มาวิเคราะห์ใช้ประโยชน์ต่อไป เช่น เพื่อดำเนินการเพื่อการสื่อสารเกี่ยวกับการดำเนินงานของ ทบ.เพื่อสร้างความเข้าใจสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อผู้ดำเนินงานของกองทัพบกดำเนินงานด้านความมั่นคง และตรวจสอบข้อมูลในอินเตอร์เนตเพื่อประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวปลอมหรือข่าวที่คนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก จึงเป็นการดำเนินงานตามหน้าที่ของกองทัพบกตามพ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหมแล้ว
กรณีนี้ศาลจึงเห็นว่าการรวบความข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ของกองทัพเป็นการกระทำตามกฎหมาย
นอกจากนั้นการที่กองทัพบกมีการจัดกลุ่มบุคคลกลุ่มที่เป็นลบต่อรัฐบาลซึ่งมีผู้ฟ้องทั้ง 3 คนอยู่ด้วยและกลุ่มที่เป็นบวกต่อรัฐบาลนั้น ศาลก็เห็นว่าไม่ได้เป็นการจัดกลุ่มโดยยึดถือตามตัวบุคคล แต่เป็นการจัดไปตามเนื้อหาที่แสดงออกที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์เท่านั้น เพราะรายงานข่าวชิ้นหนึ่งของสำนักข่าวไทยซึ่งเป็นองค์กรรัฐที่ปกติแล้วจะต้องนำเสนอสิ่งที่เป็นบวกต่อรัฐบาล ก็ถูกจัดกลุ่มเป็นการแสดงความคิดเห็นที่เป็นลบต่อรัฐบาลด้วยเช่นกัน จึงไม่สามารถรับฟังได้ว่าเป็นการจัดกลุ่มบัญชีบุคคลที่เป็นบวกต่อรัฐบาลและผู้ฟ้องทั้งสามคนเป็นกลุ่มที่เป็นลบต่อรัฐบาล
พิสูจน์ไม่ได้ว่าผู้โพสต์เป็นเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินตามคำสั่งหรือแสดงความเห็นในฐานะประชาชน
ประเด็นสุดท้าย คือ ผบ.ทบ. ทบ. และเจ้าหน้าที่ในสังกัดได้โพสต์ข้อความบิดเบือนข้อเท็จจริงใส่ร้ายป้ายสีในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 หรือไม่นั้น ศาลเห็นว่าข้อความในโพสต์ที่ถูกโพสต์ในบัญชีของผู้ฟ้องทั้ง 3 คนนั้น ศาลได้ย้อนกลับถึงประเด็นที่ศาลระบุว่าสื่อสังคมออนไลน์เป็นที่เผยแพร่เนื้อหาต่างๆ ที่มีทั้งข้อดีข้อเสียดังที่กล่าวไปนั้น เนื้อหาที่มีการเผยแพร่ในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์อาจก่อให้เกิดความดีใจเสียใจ ชอบไม่ชอบแล้วแต่ทัศนคติของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์แต่ละคน คนที่ไม่เข้าใจก็อาจโพสต์ความเห็นเชิงลบได้ อีกทั้งบัญชีของผู้ฟ้องยังเปิดให้คนทั่วไปเข้าถึงติดตามได้ซึ่งมีผู้ไม่เห็นด้วยกับพวกเขานอกจากเจ้าหน้าที่ในสังกัดของ ทบ.ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้
การกระทำที่เกิดขึ้นในบัญชีของผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 คนโดยผู้ใช้งานบัญชีอวตาร(บัญชีไม่ระบุตัวตนที่สร้างมาเพื่อป้องกันการเปิดเผยตัวตนผู้ใช้) ที่สร้างโดยใครก็ได้ ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ที่อยู่ในสังกัด ทบ.เท่านั้น ฉะนั้นแม้จะรับฟังได้ว่ามีผู้ใช้บัญชีอวตารจำนวนหนึ่งแสดงความเห็นที่เกี่ยวข้องกับผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 คน โดยเป็นการบิดเบือนใส่ความด้วยข้อมูลเท็จ แต่ก็ยังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำของ ทบ.หรือเจ้าหน้าที่ในสังกัด
ศาลให้เหตุผลว่าแม้จะมีเอกสารข้อมูลกิจกรรมบัญชีบนทวิตเตอร์จากทางบริษัทผู้ให้บริการที่ทางบริษัทปิดบัญชีไป ซึ่งมีข้อมูลกิจกรรมในบัญชีเหล่านี้ 21,385 กิจกรรม และพบว่าเป็นบัญชีที่เชื่อมโยงกับกองทัพเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับบัญชีทวิตเตอร์ของผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 คนด้วย
ศาลเห็นว่า แม้จะรับฟังว่ามีเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีเข้ามามีส่วนร่วมในบัญชีสังคมออนไลน์ของผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 โดยอาจจะมีการกดไลค์กดแชร์กดรีทวิตแสดงความเห็นทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ แต่ก็อาจเป็นการโพสต์แสดงความเห็นที่เกิดจากความชอบหรือไม่ชอบต่อเนื้อหาของผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 คน นำเสนอเป็นการส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ในสังกัด ทบ.ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่มีความคิดเห็นต่อเรื่องราวต่างๆ ของตนเองก็เป็นได้ และไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะมีความเห็นไปในทางเดียวกับผู้ฟ้องทั้ง 3 คนหรือทางเดียวกับ ทบ. ทุกคน
อีกทั้งบัญชีที่ถูกปิดเหล่านี้ก็เป็นการปิดด้วยพฤติกรรมที่เป็นการสแปมเนื้อหาที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งประชาชนทั่วไปรวมถึงผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 คนก็อาจถูกปิดด้วยพฤติกรรมสแปมซึ่งขัดต่อกฎการใช้งานแพลตฟอร์มได้ด้วยหลายเหตุผลโดยไม่แน่ชัดว่าเกิดจากเหตุผลอะไรเป็นการแสดงออกต่อโพสต์ใดของผู้ฟ้องคดี
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ว่า ทบ.และเจ้าหน้าที่ในสังกัดเป็นผู้กระทำการโพสต์ข้อมูลบิดเบือนใส่ร้ายผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 คน ด้วยข้อมูลเท็จ
ศาลพิพากษาให้ยกฟ้อง
เมื่อเวลา 16.40 น. ไอลอว์เผยแพร่คำพิพากษาฉบับเต็ม สามารถอ่านได้ที่ลิงก์ คำพิพากษาคดี IO
ยังมีช่องสู้คดีต่อ อย่างน้อยศาลรับเอกสารจริง
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ให้สัมภาษณ์ความเห็นต่อคำพิพากษาวันนี้ว่า ตั้งแต่แรกการพยายามหาความยุติธรรมจากเรื่องนี้ก็ยากอยู่แล้ว เพราะคดีนี้คิดว่าชนะยากแต่ไม่ใช่เพราะพยานเอกสารหลักฐาน แต่เป็นเพราะบรรยากาศทางการเมืองถ้าศาลให้ชนะคดีก็เป็นการตบหน้ากองทัพอย่างมาก ศาลก็คงระวังที่จะทำแบบนั้น
"เรา 3 คนเป็นประชาชนคนธรรมดามีอำนาจขึ้นศาลแล้วเท่าเทียมกับกองทัพบกเท่ากับผู้บัญชาการกองทัพบกคงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ศาลเชื่อเรามาหลายก้าวแบบนี้ถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญ" ผอ.ไอลอว์มองถึงประเด็นที่ศาลยอมเชื่อว่าเอกสารหลักฐานที่ยืนยันการมีอยู่ของหน่วยและปฏิบัติการ IO ที่พวกเขายื่นไปเป็นเอกสารจริงแม้ว่ากองทัพจะบอกว่าเป็นเอกสารปลอมก็ตาม แต่จะให้ถึงกับศาลพิพากษาว่าหน่วยงานต้องรับผิดได้รับค่าเสียหายก็ยังเป็นเรื่องยากในประเทศนี้
สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ เห็นไปในทางเดียวกันว่าอย่างน้อยก็เป็นเรื่องที่มีความก้าวหน้าแล้วที่ศาลยอมรับว่าเป็นเอกสารจริง มีการสั่งการให้ทำปฏิบัติการ IO จริง แล้วศาลยังแยกว่าฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่เป็นเรื่องทั่วไปกับการทำ IO ออกจากกัน แต่ก็ยังไปไม่สุดทางก็จะใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อไป เพราะส่วนตัวเห็นว่าการมีคำสั่งเช่นนี้ก็เป็นเรื่องไม่ถูกต้องแล้วและเป็นไปได้อย่างไรที่เมื่อกองทัพบกมีคำสั่งแบบนี้ออก จะไม่มีการดำเนินการตามคำสั่ง แม้ว่าต่อให้มีเจ้าหน้าที่บางคนอาจมาแสดงความเห็นส่วนตัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีปฏิบัติการ IO ตามคำสั่งด้วย
อย่างไรก็ตาม สฤณียังเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ศาลพูดถึงประเด็นที่ต่อสู้ไปว่ากองทัพบกอ้างอิงหลักของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของสหรัฐฯ เป็นต้นแบบแล้วก็ได้นำเสนอเอกสารที่ยืนยันว่าสหรัฐฯ มีการทำ IO จริงแต่ไม่ได้ทำกับประชาชนเป็นข้อห้ามที่ชัดเจน ศาลก็ให้น้ำหนักตรงนี้แล้วก็เอามาเชื่อมโยงว่าดังนั้นในทางสากลแม้จะมีการทำ IO แต่ก็ทำกับอริราชศัตรูส่วนประชาชนในชาติคนที่เห็นต่างทางการเมืองไม่ใช่อริราชศัตรู
ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มองเรื่องที่ศาลเห็นว่าการเก็บรวมรวมข้อมูลมาทำการตอบโต้กับประชาชนเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำกันทำไมรัฐจะทำบ้างไม่ได้อย่างไร
สฤณีตอบว่า ตรงนี้เป็นเรื่องของการเชื่อมโยงจากเอกสารทางการมากกว่า ซึ่งที่ศาลพูดก็ไม่ผิดว่าสื่อสังคมออนไลน์เป็นพื้นที่เปิดและทั้งเธอ ยิ่งชีพและวิญญู ต่างก็มีผู้ติดตามพอสมควรแล้วก็เปิดให้ใครก็มาแสดงความเห็นก็ได้ ถ้าจะมองแบบนี้ก็ถูกต้อง แล้วศาลก็เชื่อมโยงไปว่าเจ้าหน้าที่มาแสดงความเห็นในแง่ลบก็อาจทำในทางส่วนตัว ในแง่นี้ก็เหมือนศาลตัดตอนจากส่วนที่เป็นเอกสารสั่งการที่เป็นเอกสารจริง แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังแสดงความเห็นส่วนตัวได้ ก็เป็นเรื่องที่จะยังต้องทำงานหนักต่อในชั้นอุทธรณ์
ส่วนคำพิพากษาจะกลายเป็นความชอบธรรมให้กองทัพทำ IO ต่อไปหรือไม่นั้น ยิ่งชีพมองเรื่องนี้ว่า ไม่ว่าจะชนะคดีนี้หรือไม่ก็จะไม่ถึงกับหยุดปฏิบัติการ IO ได้ทั้งหมดเพราะยังมีหน่วยอื่นๆ ทั้งกองทัพเรือ กองทัพอากาศ หรือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) อีก และที่ฟ้องกองทัพบกครั้งนี้ก็เพราะมีเอกสารถึงกองทัพบกเท่านั้น
"ยังไงปฏิบัติการ IO ไม่ได้หยุดได้ง่ายๆ หรือต่อให้ชนะมากกว่านี้กองทัพหรือหน่วยงานอื่นถ้าเขาอยากจะทำก็ยุติโครงการนี้ไปเปิดโครงการใหม่ได้ เพียงแต่ว่าเราต้องการคำพิพากษาบรรทัดฐานยืนยันว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผิดแล้วสิ่งนี้ทำไม่ได้ ซึ่งช่วงต้นของคำพิพากษาก็ยืนยันว่าการที่หน่วยงานราชการจะใช้ภาษีใช้งบประมาณเพื่อดำเนินการข้อมูลข่าวสาร ด้อยค่าผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองเพื่อสนับสนุนรัฐบาลบางรัฐบาลทำไม่ได้"
อย่างไรก็ตาม ผอ.ไอลอว์ก็มองว่าสำหรับคดีนี้ยังสามารถอุทธรณ์ได้ง่าย
วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ สื่อมวลชน เล่าว่าตอนแรกเรื่องเอกสารหลักฐานจะทำให้เรื่องไปได้ถึงไหนศาลจะยอมรับตัดสินว่าเป็นของจริงหรือไม่ แต่เมื่อศาลตัดสินมาก็คิดคล้ายๆ กับอีกสองคน
