Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'เซีย' สส.พรรคประชาชน โต้ กกร. ชี้นายจ้างต้องเปลี่ยนมุมมอง ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานทั้ง 3 ฉบับ ช่วยยกระดับสิทธิพื้นฐานและสวัสดิการแรงงาน สร้างมาตรฐานความเที่ยงธรรม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หมุนเวียนกำไรคืนสู่ภาคเอกชน พัฒนาเศรษฐกิจแห่งอนาคต

 

13 พ.ย. 2568 ทีมสื่อเซีย จำปาทอง รายงานว่า เมื่อวานนี้ (12 พ.ย.) ที่อาคารรัฐสภา เซีย จำปาทอง สส.พรรคประชาชน แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ชี้แจงเรื่องร่างแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานทั้ง 3 ฉบับ หลังจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แถลงคัดค้านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่เสนอโดยพรรคประชาชน ทั้ง 3 ฉบับ และยังชี้ด้วยว่าการพิจารณากฎหมายขาดการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ไม่เป็นไปตามหลักการขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และปฏิบัติไม่ได้จริง พร้อมเสนอให้กระทรวงแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ทำประชาพิจารณ์อีกครั้ง

เซีย กล่าวว่า จากการที่เขาได้ฟังการแถลงชี้แจงของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่มีต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่ยื่นโดย สส.พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงานและคณะทั้ง 3 ฉบับ เป็นที่น่าเสียดายว่า กกร.ยังยึดกระบวนทัศน์ในการแข่งขันทางเศรษฐกิจมิติเดียวและแข็งตึงว่าจะต้องมีค่าแรงที่ต่ำเพื่อดึงดูดนักลงทุน

เซีย กล่าวต่อว่า เขาอยากให้ กกร.ลองทบทวนแนวทางการแข่งขัน และถอยหลังออกมาจากจุดยืนของภาคเอกชนไทยว่าเราจะเป็นอย่างไรในการแข่งขันทางเศรษฐกิจบนเวทีโลก ตอนนี้ประเทศไทยเป็นประเทศมีรายได้ระดับกลางบน ในอนาคตอันใกล้ ประเทศไทยจะต้องมุ่งหน้าสู่ภาคการผลิตสมัยใหม่ อุตสาหกรรมใหม่ สิ่งที่พรรคประชาชน ตั้งแต่ยังเป็นพรรคก้าวไกล หรือย้อนกลับไปถึงพรรคอนาคตใหม่ ก็เสนอแนวทางเช่นนี้ เราจะไม่สามารถแข่งขันในตลาดที่มีมูลค่าต่ำเช่นนี้ต่อไปได้อีกแล้ว นอกจากการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรม นโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องสอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายฝั่งแรงงาน การอุดหนุน (incentive) จากภาครัฐ และสิทธิประโยชน์ด้านภาษีต่างๆ เพื่อให้มุ่งหน้าสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคตได้ ดังนั้น การสร้างระบบนิเวศด้านแรงงานเป็นส่วนที่สำคัญอีกด้านหนึ่งที่เขาและเครือข่ายรับผิดชอบ นอกจากการยืนยันสิทธิขั้นพื้นฐาน นี่คือการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรงที่สุดในประวัติศาสตร์แรงงานไทย เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้า โดยเขาขอชี้แจงแสดงความเห็นต่อ กกร. ทีละ พ.ร.บ.ดังนี้

ฉบับที่ 1 ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ...) พ.ศ. … ของ สส.จรัส คุ้มไข่น้ำ และคณะ ที่ กกร.ให้ความเห็นว่าจะมีผลกระทบ 3 ด้านคือ 1. ความยืดหยุ่นทางการเงินของแรงงานไทยลดลง (Income Shock) 2. กำลังการผลิตของชาติลดลง และ 3. ระบบการจ้างงานซึ่งไม่เกิดผลดีต่อลูกจ้าง ซึ่งปัญหาที่ทาง กกร.อ้างจะส่งผลทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว เขาคิดว่าหากไม่ปรับมาตรฐานเวลาการทำงานที่เหมาะสม แรงงานก็จะขาดประสิทธิภาพ ไม่สามารถสร้างผลิตผลที่ดีมีคุณภาพให้กับบริษัทได้ การกำหนดเวลา 40 ชม.ต่อสัปดาห์นั้นเหมาะสม และเป็นข้อเสนอที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของแรงงาน การลดชั่วโมงการทำงานจะทำให้แรงงานมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้แรงงานได้ใช้เวลาว่างที่เพิ่มขึ้น เข้าอบรม เทรนนิ่ง พัฒนาทักษะ เพื่อปูพื้นสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตต่อไป

ฉบับที่ 2 ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ของ สส.วรรณวิภา ไม้สน และคณะ โดย กกร. ให้ความคิดเห็นว่า การออกกฎหมายฉบับนี้เป็นการออกกฎหมายที่เกินความจำเป็น เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานในปัจจุบัน เป็นกฎหมายที่ครอบคลุมและดูแลลูกจ้างดีแล้ว, ข้อเสนอนี้ กกร.ไม่มีเหตุผลอะไรมาโต้แย้งอย่างเป็นรูปธรรม อ้างเพียงว่ากฎหมายเดิมดีอยู่แล้ว แต่สำหรับเขา กฎหมายฉบับนี้เป็นข้อเสนอที่ก้าวหน้า และเหมาะสมกับสถานการณ์ด้านแรงงานของไทยในปัจจุบันแม้จะยังล้าหลังอยู่เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ได้นำร่องบังคับใช้ไปแล้ว การห้ามเลือกปฏิบัติการจ้างงาน การมีมุมปั้มนมหลังจากคุณแม่ลาคลอด การลาปวดท้องประจำเดือน เป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ไม่ได้เป็นเรื่องเกินเลยใดๆ ดังนั้น การยืนยันสิทธิเช่นนี้จะช่วยตั้งค่าบรรทัดฐาน ตั้งแต่การเข้าสู่ตลาดแรงงานของแรงงานในระบบ ให้เที่ยงธรรมยิ่งขึ้น

สุดท้าย ฉบับที่ 3 ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ของ สส.เซีย จำปาทอง และคณะ โดย กกร. เห็นว่าการกำหนดให้เพิ่มบทนิยามคำว่า "การจ้างงานรายเดือน" เป็นการจ้างงานที่มีลักษณะเป็นงานประจำ และเต็มเวลา โดยลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน เป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในการทำสัญญาเกินความจำเป็น และขัดต่อหลักเสรีภาพในการทำสัญญา, ภาคการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของประเทศคือ “นอกภาคการผลิต” การเพิ่มบทนิยมเพื่อป้องกันการผลักภาระของนายจ้าง และผู้ว่าจ้างทำของ จะช่วยเพิ่มสวัสดิการและความมั่นคงของแรงงาน เมื่อแรงงานมีรายได้ที่มั่นคง เงินเหล่านั้นจะหมุนเวียนกลับไปอยู่ในมือผู้ประกอบการคืนผ่านการซื้อสินค้าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชนคนทำงาน จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้น และด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานให้ดีขึ้นจะเป็นหลักประกันว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะเดินหน้าสู่การแข่งขันใหม่ เศรษฐกิจใหม่ และเงื่อนไขใหม่กับนานาอารยประเทศ

เซีย ทิ้งท้ายว่าเขาขอยืนยันในฐานะ สส. สัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงานว่า เนื้อหาของกฎหมายทั้ง 3 นี้ล้วนเป็นข้อเสนอของแรงงานที่เสนอผ่านรัฐบาลมาแล้วหลายยุคหลายสมัย แต่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนนำมาดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาให้ผู้ใช้แรงงาน การเสนอกฎหมายที่ประชาชนเห็นด้วยผ่านการเลือกตั้ง สส. ที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติเข้าไปเสนอกฎหมาย ถือเป็นฉันทามติของประชาชน ไม่เพียงเท่านี้ขอยืนยันว่ากฎหมายทุกฉบับล้วนแล้วแต่ผ่านกระบวนการในรัฐสภา เช่น การเปิดรับฟังความคิดเห็น มีคนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวนมากและส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนทำงานการประชุมพิจารณากฎหมายในวาระที่ 1 สส.เสียงส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย เขาขอยืนยันอีกครั้งว่า กฎหมายทุกฉบับออกแบบมาเพื่อยืนยันบนหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แรงงาน ซึ่งสอดคล้องกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ทั้งในด้านชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสม สิทธิการลา การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และนี่จะเป็นรากฐานในการสร้างระบบนิเวศของเศรษฐกิจไทย ที่นายจ้างและลูกจ้างอยู่ในสถานะพึ่งพาอาศัยกัน เพื่อสร้างการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศที่ยั่งยืนต่อไป

กกร. ค้านร่างแก้คุ้มครองแรงงาน ขาดความเห็นรอบด้าน ปฏิบัติไม่ได้จริง 

ทั้งนี้ การแถลงของเซีย เกิดขึ้นหลังจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย แถลงข่าวย้ำจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ โดยหนึ่งในนั้นคือร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ทั้ง 3 ฉบับที่เสนอโดยพรรคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด และ พ.ร.บ.โรงงาน

สำหรับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า หลังจากที่สภาฯ รับหลักการวาระที่ 1 ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ... จำนวน 2 ฉบับ และอยู่ในระหว่างเสนอสภาฯ จำนวน 1 ฉบับ กกร.ได้รับเรื่องร้องเรียนและความกังวลจากสมาชิกทั่วประเทศ อาทิ หอการค้าจังหวัดมากกว่า 70 จังหวัดทั่วประเทศ สภาอุตสาหกรรมจังหวัด กลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ สมาคมการค้ามากกว่า 90 สมาคม และหอการค้าต่างประเทศอีกจำนวนหนึ่ง ที่ไม่เห็นด้วยและคัดค้านกับร่างกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกฎหมายที่ขาดการประเมินผลกระทบกฎหมาย (Regulatory Impact Assessment : RIA) อย่างรอบด้าน ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการพิจารณาความเหมาะสม และผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ

พจน์ มองว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม และเพิ่มภาระต้นทุนการจ้างงานให้กับนายจ้าง ในภาวะเศรษฐกิจผันผวน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) ที่ต้องเผชิญต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น จากการปรับข้อกำหนดของกฎหมายใหม่ นอกจากนี้อาจส่งผลให้เกิดการลดลงของความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการดึงนักลงทุนมาประกอบธุรกิจในประเทศไทยในภาพรวม 

พจน์ ได้แจกแจงปัญหาของ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แต่ละฉบับ ประกอบด้วย ฉบับที่ 1 ของจรัส คุ้มไข่น้ำ สส.พรรคประชาชน และคณะ จะมีผลกระทบ 3 ด้าน ดังนี้ 1. ความยืดหยุ่นทางการเงินของแรงงานไทยลดลง (Income Shock) 2. กำลังการผลิตของชาติลดลง และ 3. ระบบการจ้างงานซึ่งไม่เกิดผลดีต่อลูกจ้าง

ฉบับที่ 2 ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … ของ สส.วรรณวิภา ไม้สน และคณะ กกร. คิดเห็นว่าการออกกฎหมายฉบับนี้เป็นการออกกฎหมายเกินความจำเป็น เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานในปัจจุบัน เป็นกฎหมายที่ครอบคลุมและดูแลลูกจ้างดีแล้ว

ฉบับที่ 3 ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ของ สส.เซีย จำปาทอง และคณะ กกร. เห็นว่า การกำหนดให้เพิ่มบทนิยามคำว่า “การจ้างงานรายเดือน” เป็นการจ้างงานที่มีลักษณะเป็นงานประจำและเต็มเวลา โดยลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน เป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในการทำสัญญาเกินความจำเป็น และขัดต่อหลักเสรีภาพในการทำสัญญา

อีกทั้งการกำหนดให้คณะกรรมการค่าจ้าง ต้องปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มทุกปี โดย กกร. เห็นว่าการปรับอัตราจ้างขั้นต่ำย่อมขึ้นอยู่กับตัวเลขทางเศรษฐกิจ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง และค่าครองชีพของลูกจ้างตามที่บัญญัติไว้แล้วในกฎหมายปัจจุบัน โดยให้ความสำคัญกับคณะกรรมการค่าจ้างฯ คณะกรรมการไตรภาคีจังหวัด และมาตรา 87 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นต้น

พจน์ กล่าวว่า คณะกรรมการ กกร. สนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานตามหลักสากล หรือองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ทั้งในด้านชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสม สิทธิการลา การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสนับสนุนการกลไกแรงงานสัมพันธ์ภายในองค์กรในการกำหนดแนวทางที่เหมาะสม เพื่อประเมินผลกระทบเชิงปริมาณและจัดทำมาตรการรองรับอย่างรอบคอบ

"ขอย้ำให้เห็นว่า กระบวนการจัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก หรือกฎหมายมหาชน ควรมีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ซึ่งในกรณีนี้ ยังขาดข้อมูลที่เพียงพอ และอาจส่งผลต่อกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรง" ประธานสภาหอการค้าไทย ระบุ

พจน์ ยืนยันว่า กกร. ยังคงคัดค้านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับใหม่ ทั้ง 3 ฉบับ ที่ไม่สอดรับกับข้อกำหนดองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ขาดการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน และเห็นควรให้มีการทำประชาพิจารณ์ใหม่อย่างรอบด้านทั้งให้มีตัวแทน สภาอุตสาหกรรมจังหวัด หอการค้าจังหวัด องค์กรนายจ้าง องค์กรลูกจ้าง (ไตรภาคี) ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยให้กระทรวงแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นตัวกลางในการดำเนินการดังกล่าว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง