กสม.ตรวจสอบกรณีพลทหารศูนย์สงครามพิเศษ จ. ลพบุรี ถูกธำรงวินัยจนได้รับบาดเจ็บ ชี้กองทัพบกชดเชยเยียวยาและออกระเบียบป้องกันแก้ไขปัญหาแล้ว - ตรวจสอบกรณีอดีตพนักงานราชการหญิง ศรชล. ร้องเรียนถูกผู้บังคับบัญชาคุกคามทางเพศแนะหน่วยงานเยียวยาความเสียหายและปลูกฝังวัฒนธรรมการเคารพสิทธิมนุษยชนในที่ทำงาน
เมื่อที่ 20 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวศิริลดา ผิวหอม หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 สำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 38/2568 โดยมีวาระสำคัญดังนี้
กสม. ตรวจสอบกรณีพลทหารศูนย์สงครามพิเศษ จ. ลพบุรี ถูกธำรงวินัยเกินกว่าเหตุจนได้รับบาดเจ็บ ชี้กองทัพบกชดเชยเยียวยาและออกระเบียบป้องกันแก้ไขปัญหาแล้ว
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวกรณีเจ้าหน้าที่ทหารศูนย์สงครามพิเศษจังหวัดลพบุรีลงโทษพลทหาร (ผู้เสียหาย) รายหนึ่งเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 1 และ 2 ตุลาคม 2567 เวลากลางคืน และต่อมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2567 กองทัพบกแถลงข่าวว่าได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2567 พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารในเรื่องนี้อาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงเห็นสมควรหยิบยกขึ้นตรวจสอบ
จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 และวันที่ 2 ตุลาคม 2567 เวลากลางคืน พลทหาร ผู้เสียหายได้รับการปรับปรุงวินัยจากเหตุลักลอบสูบบุหรี่ โดยมีเจ้าหน้าที่สิบเวรที่ได้รับมอบหมายรายหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการ แต่ผู้เสียหายไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เจ้าหน้าที่สิบเวร จึงออกคำสั่งให้ทหารกองประจำการ 2 นาย จับผู้เสียหายถอดเสื้อและลากไปบนพื้นปูน ระยะทางประมาณ 20 เมตร เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บที่บริเวณหลัง หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่สิบเวรรายดังกล่าวได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบถึงการปรับปรุงวินัยทหารกองประจำการ แต่ไม่ได้รายงานว่ามีการลงโทษผู้เสียหายด้วยการถอดเสื้อและลากตัวไปบนพื้นปูน ซึ่งต่อมาได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจนกระทั่งมีการลงทัณฑ์นายทหารสัญญาบัตรและลงโทษทางวินัยนายทหารชั้นประทวนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีการลงโทษดังกล่าว
กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช 2476 มาตรา 5 กำหนดให้ทหารทุกนายจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเคร่งครัด ห้ามมิให้ทหารนายใดฝ่าฝืนวินัยทหาร หลีกเลี่ยง ขัดขืน หรือละเลยการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเหนือตน การที่เจ้าหน้าที่สิบเวรได้ขออนุมัติผู้บังคับบัญชาปรับปรุงวินัยทหารกองประจำการที่กระทำผิดวินัยทหารด้วยท่าพลศึกษา ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบว่าด้วยการลงทัณฑ์ แต่กลับใช้อำนาจลงโทษทหารกองประจำการและผู้เสียหาย ด้วยวิธีการอื่นที่นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในระเบียบจนเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บ การกระทำในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นการลงโทษที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ และเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา
นอกจากนี้ การที่เจ้าหน้าที่สิบเวรลงโทษปรับปรุงวินัยผู้เสียหายด้วยวิธีการดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้กระทำมีเจตนาลงโทษผู้เสียหายด้วยวิธีการทารุณโหดร้ายและทรมานผู้เสียหาย การลงโทษดังกล่าวย่อมกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายจนเกินสมควรแก่เหตุ และเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่า เจ้าหน้าที่ทหารศูนย์สงครามพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการลงโทษกรณีนี้ กระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
อย่างไรก็ตาม กองทัพบกในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนและลงโทษเจ้าหน้าที่สิบเวรและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช 2476 มาตรา 8 แล้ว ประกอบกับหลังเหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่งที่ 1379/2567 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 กำหนดมาตรการควบคุมและป้องกันการลงทัณฑ์หรือลงโทษที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายและแบบธรรมเนียมทหาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกรอบในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือมีการปฏิบัติในลักษณะกระทำทรมาน กระทำการอันโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่อพลทหาร รวมถึงมีการเน้นย้ำและเผยแพร่มาตรการดังกล่าวให้บุคลากรของกระทรวงกลาโหมทราบและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และต่อมากองทัพบกได้ออกคำสั่ง ที่ 499/2567 เรื่อง มาตรการควบคุมและป้องกันการลงทัณฑ์หรือลงโทษที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายและแบบธรรมเนียมทหาร โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2567 ซึ่งเป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและสอดคล้องกับนโยบายของผู้บัญชาการทหารบกในการป้องกันการลงทัณฑ์หรือลงโทษที่ขัดต่อกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนต่อไปด้วย
อีกทั้งกองทัพบกได้เยียวยาผู้เสียหายตามสมควรแก่กรณีแล้ว จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานได้ดำเนินการแก้ไขอย่างเหมาะสมแล้ว ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 จึงมีมติให้ยุติเรื่องกรณีดังกล่าว
“กสม. ยืนยันในหลักการป้องกันการทรมานและการลงโทษที่โหดร้ายทารุณทุกรูปแบบและเน้นย้ำว่าการปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชาต้องอยู่บนพื้นฐานของการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่กระทำเกินกว่าเหตุ และมีกลไกตรวจสอบภายในที่เข้มแข็ง ซึ่ง กสม. ยินดีที่กองทัพบกเห็นความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ อันจะช่วยลดความเสี่ยงในการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่าสิทธิและเสรีภาพของบุคคลจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย” นายวสันต์ กล่าว
กสม. ตรวจสอบกรณีอดีตพนักงานราชการหญิง ศรชล. ร้องเรียนถูกผู้บังคับบัญชาคุกคามทางเพศ แนะหน่วยงานเยียวยาความเสียหายและปลูกฝังวัฒนธรรมการเคารพสิทธิมนุษยชนในที่ทำงาน
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งซึ่งเป็นอดีตพนักงานราชการหญิง สังกัดศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ระบุว่า ถูกผู้ถูกร้องซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาใช้คำพูดในลักษณะเชิงชู้สาวและมีพฤติการณ์คุกคามทางเพศโดยใช้ฐานะผู้บังคับบัญชาและเหตุผลในเรื่องการต่อสัญญาจ้างงาน ข่มขู่กดดันให้ต้องยอมทำตามความพึงพอใจต่อเนื่องหลายครั้ง จนกระทั่งผู้ถูกร้องได้เร่งรัดลงนามในคำสั่งให้ผู้ร้องไปปฏิบัติราชการเป็นหน้าห้องของผู้ถูกร้องและให้การปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อผู้ถูกร้องนับตั้งแต่วันที่มีคำสั่ง ทั้งที่ในขณะนั้นมีผู้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวอยู่แล้ว ทำให้ผู้ร้องรู้สึกกังวลใจ รู้สึกไม่ปลอดภัย และเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางเพศ จึงได้นำเรื่องดังกล่าวไปปรึกษาผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไป เมื่อผู้ถูกร้องทราบจึงได้ใช้วาจาข่มขู่กดดันให้เลือกว่าจะลาออกจากราชการเอง หรือถูกประเมินผลการปฏิบัติงานไม่ผ่านและให้ออกจากราชการ หรือไม่ต่อสัญญาจ้างงาน ทั้งนี้ ผู้ร้องได้ยื่นหนังสือต่อหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ถูกร้องแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้า จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย พยานหลักฐานต่าง ๆ ประกอบหลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเคยทำงานที่ ศรชล. เป็นพนักงานราชการ ปัจจุบันไม่ได้ต่อสัญญาจ้างแล้ว ส่วนผู้ถูกร้องเป็นข้าราชการ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง เมื่อเดือนกันยายน 2567 ผู้ถูกร้องส่งข้อความถึงผู้ร้องผ่านแอปพลิเคชันไลน์มีข้อความในเชิงเย้าแหย่และกล่าวถึงการต่อรองเรื่องการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ร้อง ต่อมาผู้ถูกร้องได้ลงนามในคำสั่ง ศรชล. (เฉพาะ) ให้ผู้ร้องปฏิบัติราชการเป็นหน้าห้องของผู้ถูกร้องและให้การปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อผู้ถูกร้องนับตั้งแต่วันที่มีคำสั่ง นำไปสู่การที่ผู้ร้องนำเรื่องดังกล่าวไปร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูง กระทั่งเลขาธิการ ศรชล. มีคำสั่งลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวสรุปว่า ผู้ถูกร้องมีการพูดคุยกับผู้ร้องผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์โดยมีเนื้อหาเชิงชู้สาวจริง แต่อ้างว่าผู้ร้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นความสัมพันธ์ก่อน แม้ไม่ปรากฏประจักษ์พยานหลักฐานใดยืนยันชัดเจนว่าผู้ถูกร้องมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศต่อผู้ร้อง แต่เห็นควรให้ว่ากล่าวตักเตือนผู้ถูกร้องให้ประพฤติปฏิบัติตนให้เหมาะสมต่อไป
กสม. เห็นว่า กรณีนี้แม้จะไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าผู้ถูกร้องมีพฤติการณ์ไม่สุภาพด้วยการสัมผัสร่างกายผู้ร้อง แต่การที่ผู้ถูกร้องส่งข้อความหาผู้ร้องในทำนองชู้สาวและใช้คำพูดข่มขู่กดดันผู้ร้อง โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการให้ประโยชน์หรือโทษจากงานหรือการใช้อำนาจให้คุณให้โทษจากงานมาเป็นเงื่อนไขเพื่อให้ได้มาซึ่งความพึงพอใจส่วนตนย่อมทำให้ผู้ร้องอยู่ในสถานการณ์กดดัน รู้สึกถูกข่มขู่และรู้สึกกระอักกระอ่วนและรำคาญใจ และเนื่องจากผู้ถูกร้องมีสถานะเป็นผู้บังคับบัญชามีอำนาจเหนือผู้ร้องในทุกด้าน หากไม่มีเหตุการณ์เช่นว่านี้จริงหรือหากเกิดขึ้นโดยความยินยอมด้วยความสมัครใจของผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องคงไม่ทำหนังสือร้องเรียนต่อหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานภายนอก เนื่องจากจะทำให้ผู้ร้องมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานและย่อมส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความเป็นอยู่ของผู้ร้องเอง
นอกจากนี้ แม้ผู้ถูกร้องจะอ้างว่าผู้ร้องเป็นฝ่ายเริ่มความสัมพันธ์ก็ตาม แต่คำกล่าวอ้างดังกล่าวย่อมเป็นการผิดปกติวิสัยของการเป็นผู้บังคับบัญชาที่จะประพฤติปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชา กล่าวคือ เมื่อเกิดสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสมขึ้นผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ห้ามปรามหรือตักเตือนผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อไม่ให้แสดงพฤติกรรมดังกล่าว อีกทั้ง ผู้ถูกร้องย่อมต้องเล็งเห็นหรือรู้ได้ว่าการกระทำเช่นว่าจะส่งผลกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและภาพลักษณ์ของหน่วยงาน สอดคล้องกับรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ศรชล. ที่แม้จะระบุว่าไม่ปรากฏประจักษ์พยานหลักฐานชัดเจนว่าพฤติการณ์การกระทำของผู้ถูกร้องมีมูลตามที่ผู้ร้องกล่าวหา แต่การที่คณะกรรมการฯ มีความเห็นให้ว่ากล่าวตักเตือนผู้ถูกร้องไม่ให้มีพฤติการณ์ดังกล่าวอีก ย่อมเป็นการยอมรับอย่างมีนัยยะสำคัญว่าผู้ถูกร้องมีพฤติการณ์ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างตามคำร้อง
พฤติการณ์ของผู้ถูกร้องกรณีนี้จึงมีลักษณะเป็นการบีบบังคับด้วยการใช้อำนาจไม่พึงปรารถนาหรือการก่อความเดือดร้อนรำคาญทางเพศในที่ทำงาน และมีลักษณะเป็นการคุกคามทางเพศในการทำงานตามนิยามความหมายที่ปรากฏในคู่มือมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงานของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว และตามที่คณะกรรมการประจำอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) ได้อธิบายถึงการคุกคามทางเพศไว้ว่าเป็นพฤติกรรมที่ผู้ถูกกระทำไม่พึงปรารถนาและไม่ต้องการซึ่งอาจมีลักษณะของพฤติกรรมในรูปแบบของการกระทำด้วยวาจา การแสดงกิริยาท่าทางต่าง ๆ การสัมผัส หรือจับต้องร่างกาย รวมทั้งการสร้างบรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่ไม่ต้องการ อันกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวและสิทธิในการทำงานของผู้ร้อง ตามที่ได้การรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 มาตรา 32 รวมทั้งกติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 17 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ข้อ 7 ในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องมีพฤติการณ์คุกคามทางเพศในการทำงานอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยัง ศรชล. ให้กำหนดมาตรการเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ร้องอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การแสดงความเสียใจ การขอโทษอย่างเป็นทางการ หรือการกระทำในรูปแบบอื่นที่เหมาะสมตามพฤติการณ์ รวมถึงให้ติดตามการทำหน้าที่ของผู้ถูกร้องเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นอีก และให้กำกับดูแลและติดตามให้ผู้บังคับบัญชาและบุคลากรในหน่วยงานปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน และแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมและนำไปปฏิบัติโดยเคร่งครัด
ทั้งนี้ ให้ประชาสัมพันธ์เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงานแก่บุคลากรในสังกัด รวมถึงปลูกฝังวัฒนธรรมการเคารพสิทธิมนุษยชนในที่ทำงาน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาและป้องกันเหตุเกิดผลในทางปฏิบัติ
