'สถิตย์พงษ์' ราชเลขาฯ เชิญพระราชกระแส ร.10 ห่วยใยสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ และให้รัฐบาลระดมสรรพกำลังช่วยเหลือประชาชน ด้าน ‘อนุทิน’ เร่งนำความช่วยเหลือ อาหาร และทรัพยากรลงพื้นที่ เตรียมตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์รับมืออย่างทันท่วงที
25 พ.ย. 2568 เว็บไซต์ตึกไทยคู่ฟ้า รายงานวันนี้ (25 พ.ย.) เวลา 9.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมแก้ปัญหาน้ำท่วมจังหวัดภาคใต้ โดยมี สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผ่านระบบ Zoom) ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ผ่านระบบ Zoom) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการทหารเรือ และรองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมด้วย และผ่านระบบการประชุมออนไลน์
สถิตย์พงษ์ ในฐานะราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เชิญพระราชกระแสความเป็นห่วงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมายังรัฐบาล ให้รัฐบาลได้น้อมรับและดำเนินการ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานต่อไป
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความห่วงใยต่อประชาชนในภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย โดยท่านทรงพระราชทานความช่วยเหลือทั้งหมดกับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและให้ระดมสรรพกําลังทั้งหมด ทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร ตำรวจ หน่วยราชการต่างๆ ให้ระดมสรรพกําลัง โดยเฉพาะเรือเข้าไปช่วยเหลือราษฎร ผู้ประสบอุทกภัย โดยรับออกมาจากพื้นที่อันตรายมาส่งในพื้นที่ปลอดภัย รวมทั้งปัจจัยต่างๆ ในเรื่องของอาหาร น้ำดื่มก็ทรงพระราชทานความช่วยเหลือ โดยต้องอาศัยสรรพกำลังจากกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกระทรวงมหาดไทย ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพี่น้องประชาชนให้ได้รับความปลอดภัยและได้รับความช่วยเหลือ และการเคลื่อนย้ายต่างๆ ให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด นี่เป็นพระราชกระแสที่ทรงมีความห่วงใย ทั้งหน่วยงานราชการและประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งได้ชื่นชมจิตอาสาทั่วประเทศที่ระดมสรรพกําลัง ไม่ใช่แค่กรณีอุทกภัยในภาคใต้เพียงอย่างเดียว แต่ที่ผ่านมาทั้งหมดได้รับความร่วมมือร่วมใจจากจิตอาสาทุกฝ่ายในพื้นที่ต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยรวดเร็ว”
อนุทิน นายกรัฐมนตรี กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ น้อมเกล้าฯ รับพระราชกระแส ทั้งนี้ รัฐบาลได้ระดมสรรพกำลังทั้งหมดลงพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่จังหวัดสงขลาเพียงแห่งเดียว แต่เกิดขึ้นหลายจังหวัดในภาคใต้ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดที่ประสบภัยได้ประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อให้เกิดการบูรณาการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ในพื้นที่ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกินขีดความสามารถในระดับจังหวัด โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จึงมีความจำเป็นต้องยกระดับสถานการณ์และประกาศเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะเดียวกัน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะยกระดับความเข้มข้นของสถานการณ์เป็นระดับ 4 พร้อมจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์ เพื่อเร่งช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเป็นระบบและทันต่อเหตุการณ์
"ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนอันดับแรก ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งช่วยเหลือผู้ป่วย กลุ่มเปราะบาง ผู้ตกค้างที่ต้องการออกจากพื้นที่ ให้อพยพออกมายังโรงพยาบาลหรือศูนย์อพยพ ในพื้นที่ปลอดภัย รวมทั้งการจัดส่งอาหาร เชื้อเพลิง และการสื่อสาร ขณะนี้ทุกเหล่าทัพ ได้ระดม อากาศยาน เฮลิคอปเตอร์ เรือ เจ็ตสกี เข้าพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยแล้ว" นายกรัฐมนตรี สั่งการ
ต่อมา เมื่อเวลา 14.51 น. อนุทิน นายกรัฐมนตรี โดยได้รับความเห็นชอบจาก ครม. ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่จังหวัดสงขลา พร้อมแต่งตั้งให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายและเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย. 2568 จนถึงวันที่ 25 ก.พ. 2569
