เครือข่ายภาคประชาสังคม และนักวิชาการ ร่วมวงถก เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาสังคมสูงวัย แก้กฎหมายให้แรงงานข้ามชาติทักษะสูงทำงานตรงสาย ดึงศักยภาพและเศรษฐกิจช่วยไทย ด้าน ดร.สุรสักย์ ตัวแทนสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ช่วยทลายมายาคติ แรงงานข้ามชาติเป็นภาระ สธ.ไทย เพราะ รพ.ที่แรงงานข้ามชาติใช้บริการหนาแน่น กลับมีเงินบำรุงเหลือจำนวนมาก จากการขายประกันสุขภาพ
เมื่อ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา ทางเครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน หรือ Thailand Migration Reform Consortium (TMR) ได้จัดงานประชุมแลกเปลี่ยนเชิงนโยบาย "ฉากทัศน์ความมั่นคงและเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้ง 2569 เมื่อการย้ายถิ่นคือกลไกขับเคลื่อนชาติ" ณ โรงแรมไอบิส สไตล์ กรุงเทพ รัชดาภิเษก
กัณวีร์ สืบแสง ประธานมูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ (PRF) และที่ปรึกษาเครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน เป็นคนกล่าวเปิดประชุมโดยเน้นย้ำว่า วันนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองที่มองต่อกลุ่มผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ และคนไร้รัฐไร้สัญชาติ จากการเป็นภาระของสังคม ให้กลายเป็นพลังส่วนหนึ่งของสังคมไทย
กัณวีร์ มองว่า อคติเหล่านี้เกิดจากการหล่อหลอมของสังคมไทยที่มักมองคนจากประเทศเพื่อนบ้านด้วยสายตาหวาดระแวง
"เรามองพม่าว่าเคยยึดครองประเทศไทยว่าเป็นศัตรู เรามองลาวว่าเป็นน้อง ยกตัวเองเป็นพี่ใหญ่ เรามองกัมพูชาว่าคืออริ เรามองมาเลเซียเป็นคู่แข่งด้านการค้าหรือกีฬา" กัณวีร์ กล่าว
กัณวีร์ สรุปว่า ในขณะที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับการขาดแคลนประชากร และหาทางเติมกำลังแรงงานขาดหายไป ท่ามกลางกระแสชาตินิยมและความขัดแย้งที่โหมกระพือขึ้นทั่วโลก ยิ่งทำให้เขาประเมินว่าการมองเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานและทดแทนประชากรจะไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลชุดนี้และสังคมไทยจัดอันดับความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ แม้ว่าในระยะยาวปัญหาการขาดแคลนประชากรจะเป็นเรื่องที่ประเทศไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ตาม
'ฟูอาดี้' เสนอมาตรการดึงศักยภาพชนชั้นกลางเมียนมาช่วยทำงานให้ไทย
ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ขึ้นมานำเสนองานวิจัยล่าสุดภายใต้การดำเนินการของมูลนิธิสุรินทร์ พิศสุวรรณ ภายใต้หัวข้อเรื่อง 'Potential Socio-Economic Contribution of Myanmar Middle-Class Migrants in Chiang Mai City'
ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ
ข้อมูลภายใต้งานวิจัยชิ้นนี้มีการประมาณการว่ามีชนชั้นกลางชาวเมียนมาที่พิจารณาจากศักยภาพทางทุนมนุษย์ ทั้งระดับการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไป และประกอบวิชาชีพเฉพาะ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ใน จ.เชียงใหม่ หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 2564 มีประมาณ 6,000 คน
งานวิจัยได้ทำการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 179 คน โดยในจำนวนนี้มี 129 คนเป็นกลุ่มนักศึกษา และ 59 คนเป็นวัยทำงาน และในจำนวน 59 เป็นเป็นเจ้าของธุรกิจจำนวน 30 คน โดยผลการวิจัยพบว่า ในจำนวน 69% ที่หนีมายังประเทศไทย เนื่องจากเกิดสงครามในเมียนมา คนเหล่านี้มีค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายที่แทบไม่ได้แตกต่างจากชนชั้นกลางไทย อีกทั้ง 55% ของคนที่สัมภาษณ์ที่ไม่ใช่กลุ่มนักเรียน ใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของโรงพยาบาลเอกชนที่ให้ข้อมูลว่าใน จ.เชียงใหม่ ลูกค้าที่เป็นต่างชาติทั้งหมด 1 ใน 3 คือลูกค้าจากพม่า
มากไปกว่านั้น ฟูอาดี้ พบสถิติที่น่าสนใจว่ามีเพียง 30% เท่านั้นของคนกลุ่มเหล่านี้ที่ส่งเงินกลับบ้านเกิด ในขณะที่เหลือ 70% เงินส่วนใหญ่ถูกใช้จ่ายอยู่ในประเทศไทย หลายคนย้ายถิ่นฐานมาพร้อมกันทั้งครอบครัว และวัตถุประสงค์หนึ่งคือเพื่อให้ลูกๆ ของพวกเขาได้รับการศึกษาที่ดี เนื่องจากระบบการศึกษาของเมียนมาล้มเหลว เด็กส่วนใหญ่ของลูกหลานชนชั้นกลางในเมียนมาเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนนานาชาติที่มีการเก็บค่าเทอมรายปีตั้งแต่ 160,000 บาท ถึง 500,000 บาทต่อปี
"เชียงใหม่กลายเป็นจุดหมายที่คนเมียนมาจากทั่วโลกอยากจะมาพักผ่อน นัดเจอเพื่อนฝูง และญาติพี่น้อง" ฟูอาดี้ กล่าว
ฟูอาดี้ ระบุว่า ปัญหาที่สังคมไทยเผชิญต่อเรื่องนี้คือ 'ความสูญเปล่าทางความรู้' เพราะกลุ่มชาวเมียนมาเหล่านี้ไม่ได้นำเข้ามาเพียงแค่ทรัพย์สินเท่านั้น แต่หลายคนมีวุฒิการศึกษา
และประสบการณ์จากวิชาชีพตนเองทั้งหมอ พยาบาล อาจารย์ และผู้ประกอบการ เป็นต้น หลายคนลงเอยด้วยการต้องทำงานที่ไม่ได้ใช้ทักษะที่ตนเองมี
ฟูอาดี้ ให้ข้อเสนอว่า ณ ขณะนี้กลุ่มแรงงานข้ามชาติ คิดเป็นประมาณ 10% ของกำลังแรงงานของประเทศไทย และมีส่วนร่วมในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประมาณ 6.6% ดังนั้น เพื่อให้สังคมไทยสามารถได้รับประโยชน์จากคนกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น การออกใบอนุญาตทำงาน ควรมีความหลากหลายและยืดหยุ่นมากกว่านี้ ภาครัฐจำเป็นต้องมองนโยบายการบริหารจัดการแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านโดยออกจากกรอบที่มองว่าพวกเขาเป็นแรงงานทักษะต่ำเพียงอย่างเดียว
การบริหารแรงงานข้ามชาติแบบเฉพาะหน้า กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยหยุดชะงัก
ขวัญฤทัย ศิริพัฒนโกศล จากเครือข่าย Global Compact Network Thailand ได้นำเสนอถึงการบริการจัดการแรงงานข้ามชาติ ที่เธอมองว่ายังคงติดกรอบการทำงานเฉพาะหน้าที่ไร้ความยั่งยืน
สำหรับ Global Compact Network Thailand เป็นเครือข่ายท้องถิ่นของโครงการ UN Global Compact แห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นเครือข่ายของภาคธุรกิจในประเทศไทย ที่มีสมาชิกจำนวน 125 องค์กรธุรกิจ ครอบคลุมพนักงานในธุรกิจประมาณ 1.2 ล้านคน ขวัญฤทัย มองว่า ปัญหาที่ภาคธุรกิจไทยวันนี้ประสบ คือ สถานประกอบการมีแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานเติมเต็มให้กับองค์กรในฐานะแรงงานไร้ทักษะ แต่เมื่อหลายคนมีประสบการณ์ทำงานจนเชี่ยวชาญแล้ว สถานประกอบการกลับไม่สามารถผลักดันทักษะการทำงานที่สูงขึ้นให้กับกลุ่มแรงงานข้ามชาติได้ เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายต่อประเภทงานที่แรงงานข้ามชาติทำได้
ขวัญฤทัย ชี้ว่า วันนี้ประเทศไทยยังคงใช้กฎหมายที่มีความล้าหลังในการบริหารจัดการแรงงานในสมัยใหม่ ที่เผชิญกับการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ท้าทายขึ้น ภายใต้โครงสร้างดังกล่าวนี้ไม่สามารถสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์ทางนโยบายในการแข่งขันได้
"สมาชิกของเราบางบริษัทบอกว่ามีความต้องการแรงงานข้ามชาติในคราวเดียว 15,000 คน เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ แสดงให้เห็นว่ามีความต้องการแรงงานที่สูงมาก" ขวัญฤทัย กล่าว
ขวัญฤทัย เน้นย้ำว่า วันนี้ภาคธุรกิจต้องการทำทุกอย่างให้ถูกต้อง เพราะภาคธุรกิจอยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chian) ผู้ประกอบการตระหนักดีว่า เรื่องของการคุ้มครองแรงงานเป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจไม่อาจมองข้าม เพราะปัญหาการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labour) แค่กรณีเดียว สามารถทำให้ธุรกิจดังกล่าวถูกตัดออกจากระบบห่วงโซ่อุปทานที่เป็นคู่ค้ากับธุรกิจดังกล่าวได้เลย อย่างไรก็ดี ในวันที่ภาคธุรกิจพยายามปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานในระดับสากล พวกเขายังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย จากนโยบายบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติของรัฐไทย
"ปัญหาการจัดการแรงงานข้ามชาติของภาครัฐ ทำให้ผู้ประกอบการหมดกำลังใจ มันเหนื่อยมากๆ กับนโยบายที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอด" ขวัญฤทัย กล่าวทิ้งท้าย
'สภาพัฒน์' มองนโยบายกระตุ้นการเกิดจะไม่ได้ผล
ถัดมา ภัทรพร เล้าวงค์ จากสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้นำเสนอ แผนพัฒนาประชากรเพื่อการพัฒนาประเทศระยะยาว (พ.ศ. 2565 - 2580) ภายใต้แนวคิด ‘เกิดดี อยู่ดี แก่ดี’ โดยโครงสร้างประชากรไทยปัจจุบัน จำนวนเด็กและแรงงานไทยจะลดลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยที่มีจำนวนสูงขึ้นมากเมื่อเปรียบเทียบทับอดีต สะท้อนถึงสัดส่วนการพึ่งพิงของผู้สูงอายุต่อวัยแรงงานที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ 86% ของแรงงานทั้งหมดในประเทศ เป็นแรงงานทักษะระดับต่ำถึงระดับกลาง และ 14% เป็นประเภทแรงงานช่างเทคนิคและผู้เชี่ยวชาญ
"อีกไม่ถึงสิบปีวัยแรงงานจะลดลงอีก 4.6 ล้านคน ทำให้เกิดคำถามว่าเราจะนำใครมาเติมเต็มคนส่วนนี้ ถ้าเรายังต้องการแรงงานลักษณะเดิม" ภัทรพร กล่าว
ภัทรพร เล้าวงค์
ภัทรพร ได้นำเสนอการทดแทนแรงงานไว้หลายช่องทาง เช่น หากเราสามารถเพิ่มผลิตภาพแรงงานได้ 5% จะลดจำนวนความต้องการแรงงานลงได้ประมาณ 2 ล้านคน หรือการนำคนกลุ่ม 60-69 ปี ที่มีอยู่ประมาณ 8 ล้านคน กลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมทั้งวันนี้ในสังคมไทยยังมีกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ที่เราเห็นทักษะและมีเขาอยู่แล้วในสังคม แต่ว่ายังคงไม่ถูกนับรวม
ในฝั่งของนโยบายจูงใจให้คนมีลูกเพิ่มมากขึ้น ภัทรพร พบว่า นโยบายดังกล่าวถูกพิสูจน์แล้วว่าทั่วโลกใช้ไม่ได้ผล แต่ระบบที่ดีคือระบบที่เอื้อผลต่อการเลี้ยงดูบุตร ทั้งสิทธิประโยชน์การสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการผดุงครรภ์
กรณีศึกษาแดนปลาดิบ มิตินโยบายกลมกลืนในสังคม
สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปด้วย ตัวแทนสภาพัฒน์ มองว่า เป็นนโยบายการย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากร (Replacement Migration) ซึ่งในประเทศไทยแผนดังกล่าวอยู่ในยุทธศาสตร์การเพิ่มผลิตภาพของแผนพัฒนาประชากรฯ ในขั้นตอนของการศึกษาข้อมูล และต้องหาความต้องการแรงงานในแต่ละอุตสาหกรรมต่างๆ ให้ชัดเจน
ภัทรพร ได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาในประเทศญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในประเทศที่นำนโยบายเรื่องการเคลื่อนย้ายประชากรมาใช้อย่างยาวนาน โดยปัจจุบัน ประเทศญี่ปุ่นยอมรับว่านโยบายเรื่องของการเคลื่อนย้ายแรงงานไม่สามารถดูแค่มิติเรื่องการเคลื่อนย้ายอย่างเดียวได้ แต่ต้องมีการเพิ่มมิติใหม่ๆ เช่น การให้แรงงานที่เข้ามาได้เรียนภาษาญี่ปุ่น และได้หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของสังคม รวมทั้งการจัดระบบสวัสดิการ โดยในประเทศญี่ปุ่นมีระบบการให้บำนาญแห่งชาติ กับแรงงานที่เป็นคนต่างชาติมาตั้งแต่ปี 2525
"สังคมไทยยิ่งต้องคิดหนัก” ภัทรพร กล่าวสรุป "การแค่ทำให้ระบบสวัสดิการของคนในชาติยั่งยืนก็ท้าทายอยู่แล้ว หากเราต้องหลอมรวมคนข้ามชาติเข้ามาในระบบสวัสดิการของไทย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องมาคิดกันอย่างจริงจัง"
สาธารณสุขคนข้ามชาติภาระหรือโอกาสของโรงพยาบาลไทย
เมื่อกล่าวถึงเรื่องระบบสวัสดิการของกลุ่มแรงงานข้ามชาติและผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน หนึ่งวาระที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงพูดถึง และเป็นประเด็นที่สังคมไทยถกเถียงกันมาตลอดคือมิติด้านสาธารณสุข ดร.สุรสักย์ ธไนศวรรยางกูร สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ว่า กลุ่มแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ 65% กระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยพื้นที่ที่มีความหนาแน่นเชิงประชากรข้ามชาติสูงที่สุด อยู่ในเขตคลองสามวา มีนบุรี ลาดกระบัง สะพานสูง และหนองจอก
สุรสักย์ ธไนศวรรยางกูร
สิ่งที่ตามมาและต้องเฝ้าระวังคือเรื่องของโรคติดต่อที่มักเกิดขึ้นในพื้นที่แออัดอย่างวัณโรค ดร.สุรสักย์ แสดงความกังวลว่า แนวโน้มผู้เป็นวัณโรคในกลุ่มแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2568 ผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ที่เป็นกลุ่มประชากรข้ามชาติ จำแนกตามสัญชาติ แบ่งเป็นเมียนมา 3,470 คน กัมพูชา 427 คน และลาว 357 คน
"ถ้าเราไม่มีระบบการรักษาพยาบาล การป้องกันโรคที่ดีสำหรับคนกลุ่มนี้ ให้สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้ ประชาชนคนไทยก็มีโอกาสที่จะติดโรคเหล่านี้ได้ง่ายเช่นกัน" ดร.สุรสักย์ กล่าว
เมื่อวันนี้ประเทศไทยปฏิเสธการพึ่งพิงแรงงานข้ามชาติไม่ได้ ดร.สุรสักย์ ได้เสนอยุทธศาสตร์
การจัดการสุขภาพของกลุ่มผู้โยกย้ายถิ่นดังนี้
- จัดหน่วยบริการสุขภาพที่เข้าถึงง่าย เข้าใจวัฒนธรรมการย้ายถิ่น ลดการเลือกปฏิบัติในระบบบริการ ภายใต้ทัศนคติของผู้ปฏิบัติงานที่ต้องมองว่าผู้ย้ายถิ่น (แรงงานข้ามชาติ) ที่สุขภาพดี เท่ากับทุนมนุษย์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เสริมสร้างศักยภาพให้อาสาสมัคร /NGOs / บุคลากรการแพทย์ และสาธารณสุขต่างชาติ เป็นส่วนหนึ่งในระบบบริการสุขภาพไทย
- มีระบบประกันสุขภาพภาคบังคับที่หลากหลายครอบคลุมและทั่วถึง เพื่อแก้ไขข้อจำกัดทางการเงิน
สำหรับเรื่องที่สังคมไทยมองการให้บริการสาธารณสุขแก่กลุ่มคนข้ามชาติว่าเป็นภาระนั้น ดร.สุรสักย์ ชวนมองอีกมุมหนึ่งว่า รพ.สมุทรสาคร ที่มีกลุ่มแรงงานข้ามชาติเข้าใช้บริการอย่างหนาแน่น กลับเป็นโรงพยาบาลที่มีเงินบำรุงเหลือมากที่สุดในประเทศไทย ตามมาด้วย รพ.มหาราชนครราชสีมา, รพ.ชลบุรี และ รพ.บางละมุง ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่แรงงานข้ามชาติหนาแน่นทั้งสิ้น
"คนเหล่านี้ซื้อบัตรประกันสุขภาพจำนวนมาก" ดร.สุรสักย์ กล่าวถึงรูปแบบการใช้จ่ายทางสาธารณสุขของกลุ่มคนข้ามชาติ “เอาแค่ตรวจสุขภาพแรงงานข้ามชาติ 500 บาทต่อคน คูณจำนวนแรงงานเข้าไปก็เป็นรายได้มหาศาลแล้ว ทั้งที่ต้นทุนตรวจสุขภาพแค่ร้อยกว่าบาท”
ถึงเวลาปรับภูมิทัศน์ด้านนโยบายประชากร แรงงาน และการย้ายถิ่นเป็นเรื่องเดียวกัน
ช่วงสุดท้าย ภาณุภัทร จิตเที่ยง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ฉายภาพใหญ่ของประเด็นดังกล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา (2568) มีความขัดแย้งเกิดขึ้นเยอะทั่วโลก รวมทั้งความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านของไทย นำมาซึ่งโจทย์ที่สังคมไทยต้องมาคิดร่วมกันว่า ประเทศไทยจะไปต่ออย่างไร โดยเฉพาะท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับประเทศอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
"เราต้องสแกนภูมิทัศน์เหล่านี้เพื่อให้เห็นถึงผลประโยชน์ของชาติไทย ว่าจริงๆ ผลประโยชน์ของเราในทางเศรษฐกิจคือเรื่องอะไร เราอยากจะไปต่อด้วยตำแหน่งตรงไหนในการแข่งขัน" ภาณุภัทร กล่าว
อาจารย์จุฬาฯ กล่าวต่อว่า เรื่องของนโยบายแรงงานกับนโยบายประชากรเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พูดถึงและไม่จัดการไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงวันนี้ นโยบายเรื่องดังกล่าวยังย่ำอยู่กับที่ด้วยการจัดการแบบเฉพาะกิจ ประเทศไทยยังคงไม่มีฐานข้อมูลที่สามารถระบุได้ว่า แรงงานที่เข้ามาในประเทศมีทักษะแบบใดบ้าง และความต้องการแรงงานของแต่ละภาคอุตสาหกรรมมีปริมาณเท่าไหร่ ทั้งยังขาดการบูรณาการมองเรื่องของการลดลงของประชากร และกำลังแรงงานที่เชื่อมโยงกัน
"เราต้องเลิกคิดว่าเรื่องของประชากรและแรงงานเป็นคนละเรื่องกัน เรื่องประชากร, แรงงาน, และการย้ายถิ่นจำเป็นต้องเป็นนโยบายเดียวกัน" อาจารย์จากจุฬาฯ กล่าว
นอกจากนี้ ในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิประชากรข้ามชาติ ภาณุภัทร อยากให้มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่มีความสำคัญ เพราะความสามารถการแข่งขันของธุรกิจ ไม่ได้วัดกันที่ต้นทุนอย่างเดียว แต่ทุกวันนี้มันหมายถึงมาตรฐานแรงงาน, ความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทาน, ภาพลักษณ์ของประเทศ และเรื่องสิทธิก็เป็นสิ่งช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจ
ภาณุภัทร จิตเที่ยง
'สังคมสูงวัย' โอกาสพัฒนา-ดึงกำลังแรงงานเพิ่ม
ประเด็นสุดท้ายที่อาจารย์ภาณุภัทร ได้ฝากไว้คือเรื่องของเศรษฐกิจการดูแล (Care Economy) ที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องไม่มองว่าสังคมผู้สูงวัยเต็มขั้นนั้น เป็นเพียงแต่ภาระเพียงอย่างเดียว แต่ในอีกมุมหนึ่งสังคมผู้สูงวัยยังก่อให้เกิดความต้องการแรงงาน และบริการในรูปแบบใหม่อีกมหาศาล เป็นโอกาสของประเทศไทย ในแง่การพัฒนาสินค้าและบริการ รวมทั้งคนดูแลผู้สูงวัยมืออาชีพ ในฐานะที่ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศแรกๆ ในเอเชียที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์ โดยมีอีกกว่า 40 ประเทศที่กำลังเดินตามเรามา
"ถ้าเราเข้าสู่สิ่งนี้ก่อน มีโอกาสเตรียมพร้อมก่อน เราสามารถส่งออกสิ่งเหล่านี้ไปประเทศอื่นและกลายเป็นผู้นำตลาด" ภาณุภัทร กล่าว
ภาณุภัทร กล่าวถึงเรื่องของเศรษฐกิจการดูแล ก่อนที่จะปิดท้ายการบรรยายด้วยการกล่าวสรุปว่า "โลกวันนี้การย้ายถิ่นจะไม่ได้เป็นเรื่องของแรงงานอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการบริหารงานชายแดน, อาชญากรรมข้ามชาติ, ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ผนวกรวมกันหมด จนการย้ายถิ่นจะอยู่กับเราไปอีกเป็นศตวรรษ และชายแดนจะไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความมั่นคง แต่จะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจและมนุษยธรรม ผ่านการรองรับการย้ายถิ่นที่ผสมผสานมากขึ้น"
