ในพม่ามีการสั่งแบนเฟสบุ๊คหลังรัฐประหารครั้งล่าสุด แต่ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นปลายธันวาคมนี้พรรคฝ่ายรัฐบาลทหารก็กลับใช้เฟสบุ๊คเป็นเครื่องมือหาเสียงเสียเอง ทำให้ประชาชนมองว่าเป็นเรื่องสองมาตรฐาน ขณะเดียวกันนักวิจัยเรื่องไอทีก็มองว่าฝ่ายรัฐบาลทหารพม่าไม่ได้แบนเฟสบุ๊คโดยสิ้นเชิงแต่แค่ออกกฎหมายห้ามไว้ เพื่อเอาไว้ใช้อ้างเล่นงานประชาชนได้ตามต้องการ
ภาพจาก: The Irrawaddy
พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา USDP ซึ่งเป็นพรรคตัวแทนกองทัพเผด็จการพม่า กับพรรคการเมืองอื่นๆ ได้ใช้เฟสบุ๊คในการหาเสียงอย่างแข็งขันช่วงก่อนการเลือกตั้งปลายปี 2568 นี้ ถึงแม้ว่าประชาชนชาวพม่าหลายล้านคนจะถูกปิดกั้นไม่ให้ใช้เฟสบุ๊คก็ตาม
ก่อนหน้านี้รัฐบาลทหารพม่าได้ทำการบล็อกเฟสบุ๊คโดยอ้างว่าเพื่อเป็นการยับยั้งการต่อต้าน ควบคุมข้อมูลข่าวสาร และขัดขวางผู้ประท้วงต่อต้านการรัฐประหาร ทำให้ถ้าหากผู้คนต้องการใช้เฟสบุ๊คพวกเขาต้องมุดผ่าน VPNs แต่ทว่า VPNs ก็เป็นสิ่งที่ถูกห้ามในพม่าด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เฟสบุ๊คได้กลายเป็นพื้นที่หาเสียงพื้นที่ใหญ่สำหรับผู้แทนที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในพม่า ซึ่งการเลือกตั้งในครั้งนี้จะแบ่งเป็นสามเฟส เฟสแรกจะมีขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม นี้ และจะมีอีกสองเฟสในปีหน้า คือในวันที่ 11 มกราคม 2569 และ 25 มกราคม 2569 มีผู้แทนบางคนที่ใช้เฟสบุ๊คโพสต์อัพเดทการเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็นประจำทุกวัน
มีการกำหนดให้พรรคการเมืองที่ลงทะเบียนทั้ง 57 พรรคเริ่มหาเสียงได้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม ถึง 26 ธันวาคม นี้ แต่พรรคสายคณะรัฐประหารคือ USDP กลับเริ่มหาเสียงก่อนหน้าที่กำหนดไว้ถึงหนึ่งเดือน คือเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน โดยใช้เฟสบุ๊คและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ
พรรค USDP ได้เริ่มโพสต์โซเชียลมีเดียตั้งแต่ช่วงก่อนหาเสียงอย่างเป็นทางการ โดยมีทั้งวิดีโอรีล รูปภาพ และวิดีโอแสดงความคิดเห็นโต้ตอบ ซึ่งเป็นรูปแบบที่อินฟลูเอนเซอร์โซเชียลมีเดียมักจะใช้เพื่อเพิ่มการโต้ตอบในสื่อของพวกเขา พอถึงช่วงหาเสียงอย่างเป็นทางการ USDP ก็เริ่มเพิ่มการโพสต์ของพวกเขาเป็น 5-7 โพสต์ต่อวัน โดยเน้นนำเสนอเรื่องการหาเสียง การปราศรัย และ การให้สัญญาในการเชิงหาเสียง
Hla Thein โฆษกของ USDP ให้สัมภาษณ์ต่อสื่ออิระวดีว่า "เฟสบุ๊คไม่ได้ถูกแบนอย่างเป็นทางการ พวกเรายังสามารถใช้งานได้ผ่านทาง VPN ได้ ... ภายใต้กฎหมายแล้ว พวกเราคือผู้ใช้งานเท่าน้ัน เป็นเฟสบุ๊คและบริษัทที่ให้บริการการมุดผ่านเซนเซอร์ที่ควรจะเป็นผู้จดทะเบียน ไม่ใช่เราเป็นฝ่ายจดทะเบียน"
ซึ่งในพม่ามีการออกกฎหมายห้ามผู้ให้บริการ VPNs ที่ไม่มีใบอนุญาตเมื่อเดือน มกราคม ที่ผ่านมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาไม่ได้บังคับใช้กฎหมายกับผู้ให้บริการแบบที่กล่าวอ้าง แต่กลับบังคับใช้กฎหมายกับผู้ใช้บริการ โดยการที่ทหารจะสุ่มจับกุมผู้คนเวลาที่พบเห็นว่ามี VPN ในโทรศัพท์มือถือหรือไม่เช่นนั้นก็รีดเงินสินบนจากพวกเขา
Hla Thein บอกอีกว่าถ้าหากทางโซเชียลมีเดียต้องการให้ปลดบล็อก พวกเขาต้องปฏิบัติตามกฎหมายไซเบอร์ของรัฐบาลทหาร
สิ่งที่ย้อนแย้งกันอีกอย่างหนึ่งคือ SDP ได้ให้สัญญาไว้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า พวกเขาจะพัฒนาขยายการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปในพื้นที่ชนบท พัฒนาการคุ้มครองเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ และเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
หลังจากที่มีการออกกฎหมายห้ามเฟสบุ๊คก็มีผู้ใช้งานเฟสบุ๊คในพม่าลดลงอย่างมาก ในปี 2564 มีผู้ใช้งานเฟสบุ๊คในพม่า 28 ล้านราย แต่ในปี 2568 ผู้ใช้งานก็ลดลงเหลือ 13.7 ล้านราย ในทางตรงกันข้ามสื่อโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok ที่ไม่ได้ถูกห้ามในพม่าและไม่ต้องใช้ VPN มุดก็มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเป็น 21 ล้านราย จากข้อมูลของ DataReportal ซึ่งเป็นเว็บไซต์รวบรวมสถิติทางอินเทอร์เน็ตจากทั่วโลก
องค์กรด้านเสรีภาพของสหรัฐฯ "ฟรีดอมเฮาส์" ได้ให้คะแนนเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตของพม่าในปี 2568 อยู๋ที่ 9 จาก 100 คะแนน ลดลงจาก 31 คะแนนเมื่อเทียบกับก่อนหน้าการรัฐประหาร
Thit Nyan นักวิจัยด้านเสรีภาพดิจิทัลจาก เมียนมาร์อินเทอร์เน็ตโปรเจกต์ MIP กล่าวว่ารัฐบาลทหารของพม่าได้ทำให้เฟสบุ๊ค "แขวนอยู่บนเส้นด้าย" คือไม่ได้สั่งแบนอย่างสิ้นเชิง แต่ก็มีการจำกัดการใช้งานเพื่อนำมาอ้างใช้บีบเค้นผู้คนเมื่อใดก็ได้ที่พวกเขาต้องการ ในขณะเดียวกัน พรรคฝ่ายทหาร USDP ก็ยังคงใช้เฟสบุ๊คได้ทำให้พวกเขาหาเสียงได้ไม่เพียงแค่ในเฟสบุ๊คแต่เป็นการหาเสียงกับผู้คนที่อยู่นอกประเทศไปในตัวด้วย
เรื่องนี้ทำให้ประชาชนทั่วไปมองว่าเป็นความสองมาตรฐานที่ฝ่ายรัฐบาลทหารใช้เฟสบุ๊คได้ตามอำเภอใจ แต่ประชาชนทั่วไปถูกจับกุมเพราะอาศัย VPN มุดเช้าใช้เฟสบุ๊ค นอกจากในเฟสบุ๊คแล้ว พรรค USDP ยังได้หาเสียงใน TikTok, เทเลแกรม และยูทูบ ด้วย
การเลือกตั้งในครั้งนี้ถูกมองทั้งจากนานาชาติและกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารภายในพม่าว่า เป็นการเลือกตั้ง "ลวงโลก" ที่ไม่เป็นธรรม และเป็นไปเพื่อเอื้อให้ฝ่ายรัฐบาลทหารหาความชอบธรรมให้ตัวเองเท่านั้น ทำให้มีพรรคการเมืองสายต่อต้านเผด็จการทหาร และกลุ่มต่อต้านอื่นๆ บอยคอตต์การเลือกตั้ง
Daw Hnin Hnin Mway เลขาธิการพรรคประชาธิปไตยเพื่อสังคมใหม่ DPNS ของพม่าซึ่งเป็นพรรคที่บอยคอตต์การเลือกตั้งครั้งนี้ พูดถึงกรณีพรรคฝ่ายทหารใช้เฟสบุ๊คหาเสียงได้ โดยมองว่า "พวกเขาวางแผนมานานแล้วเพื่อที่จะได้แต้มต่อในการเลือกตั้งลวงโลกนี้" โดยที่พรรค USDP ได้อาศัยทรัพยากรที่มีมากกว่าในการผลักดันตัวเองบนโซเชียลมีเดีย และเป็นพรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเผด็จการทหารอย่างชัดเจน
เรียบเรียงจาก
Myanmar Military’s Favorite Election Campaign Platform? Banned Facebook, Irrawaddy, 12-12-2025
พม่าแบน VPN ประชาชนประสบปัญหาการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
