Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เช้าวันนี้ กลุ่มอาสาฯ ผลักดันช้างป่าจาก อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น และ อ.ภูกระดึง จ.เลย ก็ยังรายงานความเคลื่อนไหวของช้างป่าจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงที่กระจายตัวลงมาบุกรุกทำลายพืชผล สิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์สินและชีวิตของประชาชน อยู่เป็นปกติ

เรื่องราวของช้างป่าเริ่มหนาหูมากขึ้นเรื่อยๆ ครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ จากการลงพื้นที่รายงานข่าวเรื่องปัญหา PM 2.5 กับอุตสาหกรรมน้ำตาลในพื้นที่ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ‘เนตร’ ชายวัย 60 ปี ชาวบ้านฝายหิน แรงงานรับจ้างตัดอ้อยได้ให้ข้อมูลว่า ชาวไร่อ้อยบางพื้นที่ใน อ.สีชมพู มีความจำเป็นที่จะต้องเผาไร่อ้อยก่อนเข้าตัดอ้อย เนื่องจากแรงงานรับจ้างตัดอ้อยไม่กล้าเข้าไปทำการตัดสางลำอ้อยในสภาพรกทึบ เพราะอาจถูกช้างป่าทำร้าย 

ก่อนหน้านั้น หากจำกันได้มักมีข่าวช้างป่ารุกล้ำเข้าในเขตที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของประชาชน จนเกิดเหตุบาดเจ็บล้มตายทั้งในส่วนของประชาชนและช้างเอง แต่จะอยู่ในพื้นที่ป่าภาคตะวันออก (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี) เป็นส่วนใหญ่ ส่วนในภาคอีสานนั้น นานๆ จึงจะมีข่าวในพื้นที่จังหวัดเลยและบึงกาฬ การพบว่ามีช้างป่าอยู่ในพื้นที่ อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น จึงเป็นปรากฏการณ์ใหม่

สอบถามกับประเสริฐ ดีนุช ต.ดงลาน อ.สีชมพู ได้ให้ข้อเท็จจริงในลักษณะเดียวกันว่า มีช้างป่าเข้ามาในตำบลดงลานและบ้านไหม ตั้งแต่ปี 2566 โดยช้างแวะเวียนมาจนชาวบ้านจดจำอัตลักษณ์ และตั้งชื่อไว้ได้ถึง 11 ตัวด้วยกัน หนึ่งในนั้นชื่อ ‘พลายไซอิ๋ว’ ได้เสียชีวิตลงบริเวณชายป่าบริเวณอ่างเก็บน้ำตำบลดงลาน ปัจจุบันช้างป่ากลุ่มดังกล่าวยังคงวนเวียนอยู่ในบริเวณพื้นที่อ.สีชมพู และมีบางตัวได้เดินทางไปจนถึง อ.เวียงเก่า และ อ.ภูเวียง 

ความสูญเสียจากการอพยพของช้างป่าจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงเข้ามาในื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่พื้นที่ในจังหวัดขอนแก่นเท่านั้น ข้ามฝั่งเขาไปเป็นพื้นที่ อ.ภูกระดึง จ.เลย ก็พบความเสียหายจากช้างป่าเช่นกัน

โฆษณา - Advertising

ช้างป่าจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง อพยพลงมาบริเวณ ต.ห้วยส้ม อ.ภูกระดึง มากกว่า 70 ตัวในช่วงเวลาเดียวกัน  


ความสูญเสีย

อีฟ วรรณศิริ อายุ 41 ปี เจ้าของกิจการร้านกาแฟ โฮมสเตย์ ลานกางเต็นท์ ใน ต.ดงลาน เธอบอกว่าเธอเกิดและเติบโตที่ ต.ดงลาน อ.สีชมพู และได้ปรับเปลี่ยนที่ดินของพ่อแม่ที่แต่ก่อนเป็นไร่ให้เป็นร้านกาแฟและที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

ที่ดินของเธอเป็นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถือครองชัดเจน ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ถัดจากที่ดินของเธอไปเป็นพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งต่อมาได้ถูกประกาศเป็นเขตพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ และช้างก็ได้เข้ามาหลังจากนั้น โดยเข้ามาบุกรุกทำลายทรัพย์สิน มีประมาณ 5 ตัว ตอนแรกมา 1-2 ตัวก่อน แต่ต่อมาก็ชวนกันมามากขึ้นเรื่อยๆ 

โฆษณา - Advertising

กรณีของอีฟ อาจดูไม่ได้เสียหายมากนักเนื่องจากว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ไม่มีไม้ผลที่เป็นอาหารของช้าง แต่บรรดาช้างที่เดินแวะเวียนมา ก็เบียดทำลายเสารั้วอาณาเขตที่ทำจากปูน และลวดเหล็กไปประมาณ 30 ต้น


อีฟบอกว่าความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่แรงของตัวที่ลงไปและเวลาที่ใช้ในการกั้นรั้วมันก็มูลค่าที่ไม่สามารถประเมินได้

อีฟเล่าว่า ชาวชุมชนพยายามพัฒนาดงลานเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์และวัฒนธรรม ทำกิจกรรมพาเด็กนักเรียนเดินป่าศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่กิจกรรมต้องชะงักไป เพราะมีช้างอยู่ในป่า และช้างเหล่านั้นก็มีประวัติไล่ทำร้ายคน 

จุดที่ช้างป่าเทียวมาประจำอยู่ห่างไม่เกิน 50 เมตร จากบ้านพัก ร้านกาแฟและรีสอร์ทของอีฟ และติดกับที่อยู่ของอีฟก็เป็นโรงเรียนชุมชนที่มีเด็กนักเรียนในตำบลดงลานมาเรียนหนังสือทุกวันจันทร์-ศุกร์ 

อีฟยังชี้ไปที่พื้นที่บริเวณใกล้เคียง ที่มีทั้งผู้เสียชีวิต และผู้ที่สูญเสียพืชผลจากการบุกรุกของช้างป่า

โฆษณา - Advertising


 

แผนผังที่ช้างเข้าหมู่บ้านหนองหญ้าปล้องและวังขอนแดง


อีฟบอกว่าไม่มั่นใจว่าเป็นช้างที่มาจากไหน ขณะที่ช้างบุกเข้ามาก็พยายามที่แจ้งไปที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ทางเขตก็โยนให้ติดต่อไปที่เขตอื่นในบริเวณเดียวกัน โยนกันไปโยนกันมา สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

“หลังการประกาศขยายเขตอุทยานแห่งชาติ จากนั้นช้างก็ตามมา การปล่อยช้างเป็นการขับไล่ชาวบ้านหลังจากที่ทำกินหรือเปล่า” อีฟตั้งข้อสังเกต

ประเสริฐ ดีนุช อายุ 58 ปี   มาอยู่ บ้านหนองหญ้าปล้อง ต.ดงลาน ตั้งแต่ยังเด็กวัยเพียงแค่ 7 ขวบเท่านั้น ประเสริฐบอกว่าสมัยนั้นเคยมีช้างผ่านมาแถวดงลานเป็นระยะ แต่ไม่ได้มาบ่อยเหมือนปัจจุบัน ผ่านมาครั้งหนึ่งก็หายไปเป็นปี 

โฆษณา - Advertising

ช้างที่แวะเวียนมาเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา จะเพียงแค่เดินผ่านเฉยๆ ไม่ได้เข้าบ้านคน ประเสริฐบอกถึงความแตกต่างระหว่างช้างในอดีตกับช้าง ในปัจจุบันที่ชาวชุมชนต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

มีจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ประเสริฐ และชาวบ้านอีกหลายๆ คนสงสัยว่า ช้างที่เพ่นพ่านอยู่ในดงลานปัจจุบันอาจเป็นช้างที่ถูกนำมาปล่อย

“มันเดินตามถนน เข้ามาในบ้าน มารื้อครัว รื้อเล้าข้าว กินข้าวเปลือก กินข้าวสาร กินเกลือ กินปลาร้า แถมรู้ภาษาคนด้วย ช้างป่าไม่น่าเป็นแบบนี้”

แทบทุกคืน ประเสริฐและเพื่อนผู้ชายในชุมชน ต้องได้สะพายย่าม ใส่ประทัดและพลุ พกไฟฉายคาดหน้าผากขับรถออกตะเวนคอยไล่ช้างไม่ให้เข้ามาทำลายผลผลิตของคนในชุมชน

"เหนื่อย ทุกคืนต้องออกไปไล่ช้าง ได้กลับเข้าบ้านก็ตอนตีห้า"

โฆษณา - Advertising

 

“นาฉันไม่ได้เกี่ยวแล้วค่า! ช้างลงไปย่ำจนราบไปหมด” ปาริชาติ นุรัตน์ วัย 61 ปี ชาวบ้าน บ้านซำบ่าง ต.ห้วยส้ม อ.ภูกระดึง พูดออกมา 

เธอว่าช้างไม่ได้มาคืนเดียวแต่มา 3 คืนแทบจะติดต่อกัน ข้าวเริ่มสุกเหลืองในที่นาเกือบ 3 ไร่ ถูกช้างเพียงแค่ 2 ตัวลงมากินและเหยียบย่ำ ราบไปจนแทบไม่เห็นรวง


ภาพ นาของปาริชาติ

นาของปาริชาติอยู่ติดกับเขตป่า ยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ์ แต่หากปล่อยทิ้งรกร้างไม่เข้าทำกินก็จะถูกเจ้าหน้าที่ยึดไปเป็นที่ป่า จึงทำให้สองผัวเมียสูงวัยต้องใช้พื้นที่ทำกิน แม้จะมีความเสี่ยงต่อการถูกช้างทำร้าย

“พอไม่ทำนา พอต้นไม้สูงเท่าแขนเท่าขา ก็จะไปล้มไม่ได้ นายเขาจะจับ แล้วก็จะยึดที่คืน” เพื่อนที่มีที่ดินอยู่บริเวณเดียวกับปาริชาติช่วยขยายความ

ถ้าสังเกต เถียงนาของปาริชาติและเกษตรกรรายอื่นๆ ที่มีที่ทำกินในละแวกเดียวกัน จะยกเสาสูงขึ้นท่วมหัวเพื่อความปลอดภัยในชีวิต เพราะช้างไม่ได้เข้ามากินเพียงแค่ข้าวในนา แต่สวนกล้วยที่ปลูกบนเนิน มันก็เข้ามาหักกินจนแตกหน่อแทบไม่ทัน ห้องน้ำก็ไม่มีฝาเพราะช้างเข้ามาดันจนพัง 


ภาพ เถียงนาและห้องน้ำที่ต้องใช้ผ้าห่มกั้นแทนฝาของปาริชาติ
 

ปาริชาติบอกว่าความสูงของเถียงนายังไม่สามารถประกันความปลอดภัย เวลาที่ช้างมา หญิงชายวัย 61 ปี จะปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคา แต่ถ้าดูท่าไม่ดีก็จะปีนขึ้นต้นประดู่ที่ขึ้นติดกับเถียงนา รอจนย่ำเช้า พอช้างกลับเข้าป่า จึงจะโทรขอแรงเพื่อนในหมู่บ้านให้มาช่วยรับสองสามีภรรยาลงจากหลังคา

เมื่อถามว่าไม่ได้เกี่ยวข้าวแล้วจะทำยังไงต่อ ปาริชาติบอกว่าตนละสามีคงจะต้องออกหาทำงานรับจ้างรายวัน รับจ้างเกี่ยวข้าว ตัดอ้อย ปลูกมัน พอมีค่าใช้จ่ายเลี้ยงชีพ 

ปาริชาติบอกว่าไม่อยากลงไปอยู่กรุงเทพฯ ไม่มีงานทำ ต้องเป็นภาระของลูก


บาดแผลของจิตอาสา ผลักดันช้างป่า 

ช่วงฤดูเกี่ยวข้าว 12 พฤศจิกายน 2566  เป็นวันที่ ‘ช่างปรี’ วัย 53 ปี ตำบลห้วยส้ม อ.ภูกระดึง ดูจะจำแม่นฝังใจ เพราะเป็นวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 02.00 น. ช้างมากินข้าวที่กำลังรอเก็บเกี่ยว ช่างปรีและเพื่อนจึงพากันไปจุดประทัดไล่ แต่ช้างไม่กลัวแล้วกลับวิ่งเช้าชาร์จ  ช้างใช้งวงฟาดเข้าที่ใบหน้าของช่างปรีจนล้มลง จากนั้นเพื่อนที่มาด้วยกันได้ช่วยกันจุดประทัดไล่ช้างจนทำให้มันหนีไป ช่างปรีถูกนำส่งโรงพยาบาลจังหวัดเลย ทางโรงพยาบาลส่งต่อไปที่โรงพยาบาลจังหวัดอุดร กรามของช่างปรีหัก ต้องทำการผ่าตัด 

“ตอนนั้นทางบ้านกางเต็นท์เตรียมจัดงานศพแล้ว แต่โชคดีรอดกลับมาได้” เมียช่างปรีพูดแทรกเข้ามา

ปีนั้นข้าวทั้งแปลงไม่เหลือให้เกี่ยวเลย เพราะช้างย่ำหมด 

“สามปีแล้วไม่ได้เกี่ยวข้าว เดี๋ยวนี้มันเข้ามาถึงในหมู่บ้านเข้ามาถึงในหมู่บ้าน” ช่างปรียังอดที่จะเล่าถึงความสูญเสียพืชผลของตัวเองไม่ได้




ภาพ เสาไฟฟ้า ต้นมะพร้าวและต้นกล้วยที่ถูกช้างเข้าทำลาย บริเวณหมู่บ้านซำบ่าง ต.ห้วยส้ม อ.ภูกระดึง

ภรรยาช่างปรีบอกว่าปีแรกที่ช้างลงมา ทางจังหวัดเอามาม่าปลากระป๋องใส่ในถุงยังชีพมาเยียวยา

“เอามาให้แค่ปีเดียวเท่านั้น ต่อมาก็ไม่มาอีกเลย” เธอว่า

“เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ก็ไม่มา เพราะตอนที่มา ก็ไล่ไม่ให้เข้าบ้าน” ช่างปรีภรรยาและเพื่อนอาสาฯ หลายคนโกรธเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพราะเป็นต้นเหตุที่ผลักดันช้างป่ามาไว้ในป่าอนุรักษ์ที่อยู่ติดกับที่ทำกินและหมู่บ้านของช่างปรี

ปีนั้นแม้แต่รถของนักข่าวช่องเจ็ดก็ยังโดนช้างเหยียบ “หลังจากนั้นก็ไม่เห็นมีนักข่าวมาอีกเลย” ช่างปรีพูดพร้อมเสียงหัวเราะ

ภาพ รอยแผลบริเวณคางของช่างปรี

เวลาผ่านไป 2 ปีแล้ว แต่ทุกวันนี้รอยแผลบริเวณคางที่เกิดจากการผ่าตัดฝังเหล็กเชื่อมต่อกระดูกยังมีน้ำเหลืองไหลออกมาเป็นระยะ 

ทุกวันนี้ช่างปรีและเพื่อนๆ ก็ยังออกตะเวณผลักดันช้างไม่ให้เข้ามาทำลายผลผลิตของคนในชุมชน

ภาพ ช่างปรีกับรถคู่ชีพและอุปกรณ์ที่ใช้ขับไล่ช้าง "ประทัดยักษ์ลูกละแค่สองสามบาท แต่ช้างมันไม่กลัวแล้ว ส่วนพลุไฟนี่พอได้ผล แต่ราคามันแพงมาก อันละแปดสิบบาท" 

 

ภาพ โสภณ ชินโสภา ผู้ใหญ่บ้านสะพานยาว กับเฝือกอ่อนหลังผ่าตัดเอาเหล็กที่ดามแขนออกจากเหตุถูกช้างทำร้าย


“แขนหัก ซี่โครงหัก ม้ามฉีก ลำไส้ขาด”

โสภณ ชินโสภา ผู้ใหญ่บ้านสะพานยาว ต.ห้วยส้ม อ. ภูกระดึง เล่าว่า วันนั้นได้ออกปฎิบัติหน้าที่สนธิกำลังกลับเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าทำการจับกลุ่มผู้ลักลอบตัดไม้ แต่ทางบ้านแจ้งมาว่ามีช้างป่าจำนวน 1 ตัว มา ทำลายข้าวของ ต้นไม้ ถึงหน้าบ้านของเขาเอง โสภณและเพื่อนในหมู่บ้านรีบกลับมาและได้จุดประทัดไล่ แทนที่ช้างจะกลัวเสียงประทัด กลับวิ่งย้อนเข้าหาโสภณและเพื่อน โสภณวิ่งหนีและตัดสินใจกระโดดลงหลุบข้างทาง แต่ช้างก็ยังตามลงมา

โสภณเล่าว่า อยู่ห่างจากช้างราว 100 เมตร ขณะที่ทฤษฎีบอกว่าช้าจะวิ่งเข้าชาร์จได้ในระยะไม่เกิน 40 เมตร เขาจึงคิดว่าปลอดภัยแล้ว แต่มันวิ่งตามทัน 

“ร้อยเมตรนี่มันวิ่งเข้าใส่รวดเดียวเลย กระโดดลงร่องข้างทาง แต่มันก็ยังตามลงมา”  

ช้างเหยียบโสภณบริเวณแขนและลำตัว จากนั้นพรรคพวกจึงได้ช่วยกันจุดประทัดไล่จนช้างได้เลี่ยงออกไป 

“เจ็บจนไม่รู้จะเจ็บยังไง เจ็บไปทั่วทั้งตัว ท้องก็บวมขึ้นเป่งเลย หายใจก็ได้ไม่สุด ต้องค่อยค่อยหายใจ เวลาหายใจก็เจ็บแป๊บ เพราะว่าซี่โครงหักด้วย กว่าจะไปถึงโรงพยาบาลจังหวัดเลยนี่ทรมานมาก” ผุ้ใหญ่บ้านสะพานยาวเล่า

แผลผ่าตัดยาวจากลิ้นปี่ยาวลงไปจรดท้องน้อย เขาบอกว่าต้องเอาสายยางสอดเข้าไปในลำตัว 8 เส้น แล้วยังต้องรัดลำตัวไว้อีกสี่เส้น เพื่อไม่ให้แผลเขยื้อนเวลาที่ไอ แถมยังต้องย้ายลำไส้ใหญ่มาไว้บริเวณหน้าท้อง

ผ่าตัดพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล 15 วัน หมอจึงให้กลับบ้าน ไม่ใช่เพราะอาการหายขาด แต่เพราะโรงพยาบาลมีผู้ป่วยมาก แออัด แพทย์ให้เหตุผลว่าให้กลับบ้านเพราะเกรงว่าแผลผ่าตัดอาจติดเชื้อจากภายในโรงพยาบาลImage


ผญ.โสภณ ชี้จุดเกิดเหตุบริเวณถนนหน้าที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน

เขารักษาตัวอยู่บ้าน ขยับเคลื่อนไหวตัวไม่ได้อยู่หลายเดือน หลังจากอาการดีขึ้นแล้วก็ต้องไปผ่าตัดย้ายลำไส้ใหญ่ไปไว้ที่เดิม และล่าสุดต้องผ่าตัดเอาเหล็กดามกระดูกแขนออกจากร่างกายอีก ในการไปตรวจรักษาต่อเนื่องแต่ละครั้งต้องใช้เงินส่วนตัวทั้งหมด แทบไม่มีการช่วยเหลือใดๆ และตอนนี้ก็ยังทำงานหนักไม่ได้

“ตอนที่โดนช้างเหยียบ มันเจ็บทรมานแบบที่ไม่รู้จะอธิบายยังไง หลังจากนั้นต้องเข้าผ่าตัดอีกสองรอบนี่ไม่รู้สึกเจ็บหรือกลัวอีกแล้ว”

 

ปรีชา หลวงชัย วัย 61 ปี ชาวบ้าน อ.สีชมพู ปลูกบ้านหลังเล็กทำคอกวัวคอกควายอยู่ที่ไร่ ห่างจากหมู่บ้านออกไปเพียง 200-300 เมตร คืนวันนั้นได้ยินเสียงหมาที่เลี้ยงไว้เห่า จึงได้ออกจากบ้านเอาไฟฉายไปส่องดู ปรีชาถูกช้างทำร้าย ในบริเวณที่ทำกินของตัวเอง

เขาถูกเหยียบบริเวณขา ปรีชาล้มคว่ำหน้าลงกับพื้น ช้างตัวนั้นไม่ทำร้ายซ้ำ เพียงแค่เดินวนดูแล้วเดินย้อนขึ้นไปรื้อหากินข้าวสาร หน่อไม้ที่ครัว ปรีชาได้โอกาสเดินลากขาขึ้นไปบนถนนซึ่งก็เจอกับภรรยา (สายหยุด ภูแช่มโชติ วัย 53 ปี ) ที่หนีออกมาจากบ้านพอดี จึงได้พากันเข้าไปแจ้งเหตุในหมู่บ้าน แล้วปรีชาจึงได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

แพทย์เอ็กซเรย์ระบุว่า กระดูกขาของปรีชาร้าว และซี่โครงหัก ต้องเข้าเฝือกประมาณ 2 เดือน และต้องเข้าไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลอำเภอเพื่อถอดและใส่เฝือกใหม่ทุกสัปดาห์ ระหว่างที่รักษาตัวปรีชาไม่สามารถทำงานหนักได้ การดูแลควายจึงต้องให้สมาชิกในครอบครัวคนอื่นรับผิดชอบ

 


ภาพ ปรีชาและครอบครัวรับเงินช่วยเหลือจากทางอำเภอ 

“ปกติจะมีการเตือนทุกครั้งที่ช้างเข้ามาในพื้นที่ ก่อนเกิดเหตุประมาณเดือนเศษ ไม่มีช้างเข้ามาในพื้นที่เลย แล้วจู่ๆ มันก็โผล่เข้ามาเงียบๆ” สินจัย หลวงชัย บุตรสาวของปรีชาบอก

ช่วงเย็นในพื้นที่ตำบลดงลานจะเงียบร้าง ผู้คนจะหลบอยู่ในบ้าน เนื่องจากเป็นเวลาที่ช้างออกจากป่ามาหากินในไร่ สวน และชุมชน มีแต่เสียงประทัดจากชุดผลักดันช้างป่าดังขึ้นเป็นระยะ พอรุ่งเช้า เมื่อช้างกลับเข้าไปพักในพื้นที่ป่า มีสัญญาณว่าปลอดภัย ชาวบ้านจึงจะออกจากบ้านมาใช้ชีวิต ไปไร่ไปนาตามปกติ


ผู้เสียชีวิตที่ไม่เป็นข่าว

นอกจากผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากช้างป่าแล้ว ยังมีอีกบางส่วนที่ไม่เป็นข่าว บุญโฮม อ่อนประทุม วัย 58 ปี เล่าว่า เต้ อรุณ จันทิหล้า อยู่บ้านหนองตูม ต.ห้วยส้ม อ.ภูกระดึง เสียชีวิตในสระน้ำของเขาในช่วงปลายปี 2566 เต้เสียชีวิตวันที่เท่าไหร่ไม่มีใครทราบ ชาวบ้านไปพบศพก็ตอนที่สภาพเน่าเปื่อยแทบจะเหลือแต่โครงกระดูก โดยที่รอบหนองน้ำนั้นมีรอยเท้าช้างเต็มไปหมด ในแฟ้มคดีตำรวจก็เขียนว่าเกิดจากการถูกช้างทำร้าย แต่ญาติสนิทของเต้ไม่ได้ติดตามเรื่องต่อ

บุญโฮม อ่อนประทุม (ขวามือ)


“เจ้านายเขาบอกว่าไม่อยากให้เป็นข่าว เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ขนาดผมถ่ายรูปเค้าก็ยังบอกผมว่าอย่าลงคลิปลงไลน์นะ” เมื่อถามว่าใครสั่งจึงได้ความว่าตำรวจบอกว่านายอำเภอสั่งว่าไม่ให้เป็นข่าว 

“ช้างเป็นสัตว์คุ้มครอง ช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง ใครออกตัวแสดงความคิดเห็นรุนแรง ก็ถูกปรับทัศนคติ” บุญโฮมเล่า

เป็นที่น่าสนใจว่าจะมีผู้เคราะห์ร้ายอย่างเต้อีกกี่รายที่ถูกช้างป่าทำร้าย โดยที่ไม่มีการเผยแพร่ข่าวสารและชดเชยเยียวยาให้กับครอบครัว 

สถิติประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิตจากช้างป่า 

ที่มา รายงาน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามผลการดำเนินงานและศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน รวมทั้งมาตรการเยียวยาความเสียหายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รัฐสภา


ทางออกของปัญหา

หลังจากพยายามสอบถามข้อมูลทางฝั่งรัฐ ทั้งสาเหตุและการแก้ไขปัญหา รวมถึงการชดเชยเยียวยาจากเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯในระดับหัวหน้าส่วนงาน คำตอบที่ได้ออกมาในแนวเดียวกันว่า “ไม่สะดวกให้สัมภาษณ์เพราะเป็นปัญหานโยบาย” เกรงว่าการให้ข้อมูลทัศนะอาจไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน 

สุดท้ายจึงได้พูดคุยกับ หมอเจี๊ยบ นันทิตา รักษาชาติ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า (ผอ.สอส.) สังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (สบอ. ขอนแก่น) ซึ่งดูเหมือนจะเป็นผู้รับผิดชอบในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น-เลย 

เธอเล่าว่าตอนนี้กรมอุทยานฯ อนุมัติงบสำหรับเคลื่อนย้ายช้างมาแล้ว (‘พลายหูแหว่ง’ ที่มีประวัติทำร้ายประชาชนจนเสียชีวิตและอำเภอภูเวียง) ขณะนี้อยู่ระหว่างช่วงเตรียมการ และต้องรออธิบดีเซ็นอนุมัติให้เคลื่อนย้าย แต่ก็ยังไม่รู้จะย้ายไปไว้ที่ไหนอยู่ดี 

โดยปกติแล้วเจ้าหน้าที่จะต้องเคลื่อนย้ายช้างเข้าคอกปรับพฤติกรรม แต่ทางภาคอีสานยังไม่มีคอกปรับพฤติกรรม การบังคับย้ายช้างไปปล่อยในป่าพื้นที่อื่น ช้างก็อาจจะยังกลับเข้ามาในพื้นที่เดิมอีกครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ก็ต้องลองดู ไม่อย่างนั้นก็จะโดนว่าไม่ทำอะไรเลย

เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่า การเคลื่อนย้ายช้างแต่ละตัว มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 200,000 บาทต่อตัว ต้องมีการยิงยาซึม คุมตัวขึ้นรถบรรทุกเพื่อนำไปปล่อย ในระหว่างเคลื่อนย้าย ยาซึมที่ใช้จะต้องออกฤทธิ์โดยตลอด ไม่เช่นนั้นอาจเป็นอันตราเกิดอุบัติเหตุได้

ส่วนเรื่องการเยียวยา หมอเจี๊ยบบอกว่า ก่อนนี้กรมอุทยานฯ จ่ายให้ผู้ที่เสียชีวิตจากช้างป่ารายละ 100,000 บาท แต่ตอนนี้มีระเบียบงบกลาง เสียชีวิตรายละ 500,000 บาท กรณีที่ได้รับบาดเจ็บหรือพืชผลเสียหายก็จะได้รับค่าชดเชยลดหลั่นกันไป แต่การใช้งบกลางฯ ต้องทำเรื่องเบิก ใช้เวลามาก ค่อนข้างล่าช้า

“เราอยากทำให้เห็นว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจ ไม่อยากให้ชาวบ้านรู้สึกว่าต้องเผชิญเหตุโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วมันจะกลับมาใหม่ เพราะมีป่าแหล่งอาหารแหล่งน้ำสมบูรณ์”

หมอเจี๊ยบพูดว่า สำหรับช้างป่าที่มีมีพฤติกรรมก้าวร้าว อาจต้องมีการจับเข้าคอกปรับพฤติกรรม แต่คอก 1 คอกสำหรับช้าง 1 ตัว มีโรงเรือน แหล่งน้ำ ขนาดประมาณ 1-2 ไร่ ต้องใช้งบประมาณถึง 10 ล้านบาท มีช้างที่ต้องนำออกนอกพื้นที่ 5 ตัว ก็ต้องทำถึง 5 คอก เป็นการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมาก หรืออาจต้องกั้นคอกขนาดกว้างล้อมพื้นที่ป่าหลายร้อยไร่ เพื่อกักขังปรับพฤติกรรมกันเป็นฝูง ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณมากยิ่งขึ้นไปอีก

แม้แต่ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า ที่ 4 ที่ตั้งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ช้างก็ยังบุกไปทำลายทรัพย์สิน มากกว่านั้นยังทำลายคอกขังกวางป่า จนหลุดเข้าป่าไปถึง 2 ตัว เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความพยายามและเวลาอย่างมากที่จะตามจับตัวกลับมาได้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นก็คือที่ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าได้กักขังลิงเอาไว้ถึงสองร้อยกว่าตัว หากช้างเข้ามาทำลายกรงขัง ปล่อยให้ลิงหลุดรอดออกไปในป่าหรือในชุมชน ลิงก็อาจอาจจะสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กับประชาชน


ช้างปล่อยหรือช้างป่า ?

ต่อข้อสงสัยว่าช้างที่บุกรุกที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนในหลายพื้นที่เป็นช้างป่า หรือเป็นช้างที่ถูกนำมาปล่อยนั้น รศ.ดร. บัณฑิต ไกรวิจิตร จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตปัตตานี อดีตนักวิจัยเรื่องช้างป่าและช้างเลี้ยงในเขตป่าภาคตะวันตกได้บอกถึงวิธีสังเกตจำแนกช้างป่ากับช้างที่ผ่านการเลี้ยงโดยสังเขปว่า จะต้องดูจากลักษณะภายนอกของช้างประมาณ 3-4 จุด ได้แก่ บริเวณหู กีบเท้า ผิวหนัง และ ตา

ช้างที่ถูกเลี้ยงเพื่อการใช้งาน จะมีกิบเท้าที่ไม่เรียบมีรอยแตก เนื่องจากว่าเป็นช้างที่ถูกใช้ทำงานหนัก ขณะที่ช้างป่าจะมีกีบเท้าที่โค้งมนได้รูปสวยงาม 

ในส่วนของตาช้าง ช้างขอทาน (หมายถึงช้างเลี้ยงที่ถูกนำมาใช้ในการขอบริจาคเพื่อหารายได้ให้กับผู้เลี้ยงและเป็นค่าอาหารเลี้ยงช้าง) นัยน์ตาของช้างจะเป็นฝ้ามัว ไม่สดใส เนื่องจากสายตาของช้างจะได้รับแสงจากเมืองที่มีค่าความสว่างสูงกว่าแสงสว่างจากธรรมชาติเป็นเวลานาน เมื่ออายุมากขึ้น ช้างขอทานบางตัวก็จะอาการเป็นต้อในลักษณะเดียวกับที่คนเป็น แต่สำหรับการจำแนกช้างโดยดูจากดวงตานั้น ไม่สามารถจำแนกช้างที่ใช้ทำงานลากซุงในป่าออกจากช้างป่าได้

การจำแนกจากหูของช้างดูจะเป็นการจำแนกที่ง่ายที่สุด ช้างที่ถูกเลี้ยงโดยมนุษย์จะมีใบหูที่แตกเป็นแฉก เป็นบาดแผลจากขอช้างที่ควานช้างใช้ในการควบคุมบังคับกำหนดพฤติกรรมช้าง ขณะที่ช้างป่าใบหูจะไม่มีรอยแตก หรือหากมีก็เพียงเล็กน้อยเพียงเท่านั้น

บัณฑิตบอกว่า การนำช้างเลี้ยงมาปล่อยป่า ไม่ใช่เรื่องง่าย ช้างเลี้ยงอาจไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ ช้างป่าเองก็ไม่รับเข้าร่วมโขลง ถ้าจับมันมาปล่อยไม่ไกลจากที่อยู่เดิมของมันมาก มันก็จะย้อนกลับไปหาควาญช้างของมัน

อย่างไรก็ตาม ช้างเป็นสัตว์ที่ฉลาด มีความทรงจำดีเยี่ยม ความฉลาดในการปรับตัวของมัน จึงอาจทำให้ถูกเข้าใจผิดว่า เป็นสัตว์ที่เคยผ่านการเลี้ยงจากคนมาก่อน

ที่สำคัญ ปัญหาช้างกระจายตัวออกมาในพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน อาจจะมาจากปัญหาการลดพื้นที่ป่าด้วย 

เขากล่าวด้วยว่า การขยายพื้นที่เกษตรในพื้นที่ป่าของประเทศเพื่อนบ้าน ก็อาจจะทำให้เกิดการอพยพของช้างเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากว่ากฎหมายอนุรักษ์ที่ให้ความคุ้มครองช้าง เข้มแข็งกว่ากฎหมายของชาติอื่น


โซไรดา ซาลวาลา ผู้ก่อตั้งและอดีตเลขาธิการของมูลนิธิเพื่อนช้าง (Friends of the Asian Elephant Foundation) ซึ่งเป็นองค์กรที่เน้นการช่วยเหลือและคุ้มครองช้างเอเชียในประเทศไทย โดยมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการอนุรักษ์ การรักษาพยาบาล และการรณรงค์ประเด็นช้างกับสังคมและหน่วยงานต่างๆ

“ช้างในปัจจุบันราคาสูงมาก สวยๆ ตัวละสามล้านบาท ถ้าเป็นช้างงาราคายิ่งแพงกว่านี้ เขาไม่น่าทำกัน”

เธอบอกว่า ช้างปล่อยตามโครงการนี้ก็มีอยู่ แต่ว่าตรวจสอบได้ นั่นคือโครงการปล่อยช้างคืนสู่ธรรมชาติ ที่จังหวัดลำปางนี่เอง แต่ว่ามีการล้มตายเยอะ แล้วก็อีกที่คือ ที่ป่าซับลังกา จังหวัดลพบุรี ตรงนั้นเป็นทำเลที่ดีเพราะพื้นที่ไม่มีทางออก มีภูเขา มีน้ำล้อมอยู่ ช้างจึงไม่ค่อยไปกวนชาวบ้าน แต่ก็มีการขยายพันธุ์จนมีจำนวนมาก ซึ่งก็เป็นปัญหาอีกรูปแบบหนึ่ง 

สมมติฐานสำคัญของการลักลอบนำช้างไปปล่อยอาจมี 2 สาเหตุคือ 1. ช้างฆ่าคน เลี้ยงต่อไม่ไหว จึงตัดสินใจเอาไปปล่อย 2. ช้างที่ได้มาแบบผิดกฎหมาย ตั๋วรูปพรรณไม่มี ช้างที่ถูกต้อนมาขายจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วไม่สามารถถ่ายทะเบียนได้เลยตัดสินใจทิ้ง 

โซไรดากล่าวว่า การเลี้ยงช้าง 1 เชือก ค่าอาหารเพียงอย่างเดียวก็ตกประมาณ 30,000- 40,000 บาทต่อเดือน ไม่รวมค่าจ้างคนเลี้ยง ช้าง 1 เชือกต้องมีคนดูแล 1 คน

“ตั้งมูลนิธิเพื่อนช้าง ปี 2536 ตอนนั้นในไทยมีช้างป่าไม่ถึง 2,000 ตัว ช้างเลี้ยงมีไม่ถึง 3,000 เชือก แต่ปริมาณการเสียชีวิตของช้าง ปีละ 200 ตัว ดังนั้นหากเป็นแบบนี้ไม่กี่สิบปีช้างสูญพันธุ์แน่ๆ พอเริ่มอนุรักษ์ช้าง มีการติดตามให้ความช่วยเหลือ รักษาพยาบาล ช้างเพิ่มจำนวนขึ้น คราวนี้ต้องกลายเป็นจำเลยสังคมว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา” โซไรดา เล่าว่า 

ผู้มีประสบการณ์ทำงานกับช้างกว่าสามสิบปี กล่าวต่อว่า เดี๋ยวนี้ ช้างที่ชราแล้ว กรามช้างหลุด ไม่สามารถบดเคี้ยวพืชอาหารได้ แต่คนก็ยังเข้าไปรักษาดูแล ไม่ปล่อยให้มันจากไปตามธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ช้างเพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งเป็นภาระในระยะยาว

เฉพาะการดูแลช้างที่ป่วยและชรา ของมูลนิธิเพื่อนช้าง มีค่าใช้จ่ายตกเดือนละ 1 ล้านบาทเศษ

โซไรดาเล่าว่า ได้เคยมีการนำช้างที่ถูกปลดระหว่างจากการชักลากซุงในอุตสาหกรรมป่าไม้ มาปล่อยในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาเมือง จังหวัดลำปางในปี 2542 เป็นโครงการ เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกันระหว่างองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และ กองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ซึ่งเกิดความเสียหายอย่างมาก เพราะช้างเข้าไปทำลายพืชผลของชาวบ้าน ช้างถูกรถบรรทุกเชื้อเพลิงชน จนช้างและผู้ขับเสียชีวิต และถูกรถทัวร์ชนจนช้างเสียชีวิต ซ้ำร้ายจะมีการเอาผิดทางกฎหมายต่อคนขับรถทัวร์ ทั้งที่เป็นการขับบนถนน บนเส้นทางจราจร

สอดคล้องกับรายละเอียดในบันทึกการประชุมของ คณะกรรมาธิการช้างป่า ครั้งที่ 42/2568 (คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามผลการดำเนินงานและศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน รวมทั้งมาตรการเยียวยาความเสียหายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ) อภิชาติ ศรียา หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา ให้ข้อมูลต่อที่ประชุม กมธ.ว่า มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ ได้ทำการปล่อยช้างอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 ถึง 2558 รวมจำนวนทั้งหมด 26 ตัว ซึ่งช้างที่ปล่อยได้มีการขยายพันธุ์เพิ่มจนมีจำนวนทั้งหมด 73 ตัว อภิชาติ ยืนยันว่ายังมีปัญหาที่เกิดจากการที่ช้างออกนอกพื้นที่ ในช่วงที่ผลผลิตการเกษตรพร้อมเก็บเกี่ยว สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้าน แต่ทางมูลนิธิฯ เป็นผู้รับผิดชอบในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

 รภัสสรณ์ นิยะโมสภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลำปาง กล่าวในที่ประชุม กมธ.ตามรายงานการประชุม 42/2568 ว่า ในพื้นที่อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปางได้มีการปล่อยช้างในพื้นที่เกินกว่าพื้นที่นั้นจะรองรับได้ ปัจจุบันพื้นที่ป่าอนุรักษ์ดอยผาเมือง อ.เสริมงาม ต้องรองรับช้างประมาณ 30-40 ตัว ทั้งทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวรองรับได้เพียง 15-16 ตัวเท่านั้น จึงทำให้เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยของประชาชน 

ขณะที่มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ ยืนยันต่อ กมธ.ว่า ยังไม่มีแผนที่จะนำช้างเลี้ยงมาปล่อยในพื้นที่ป่าอีก ตัวแทนมูลนิธิชี้แจงว่า ปัญหาหนึ่งของการที่ช้างออกมานอกเขตป่าอนุรักษ์ เนื่องมาจากรัฐได้อนุญาตให้ชาวบ้านนำวัวควายปศุสัตว์เข้าไปเลี้ยงในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เป็นการแย่งพืชอาหารของช้าง ทำให้ช้างต้องออกมาหากินนอกพื้นที่ป่า

ทั้งนี้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา ตั้งอยู่ในเขตติดต่อ 3 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี เพชรบูรณ์ และชัยภูมิ มีพื้นที่รวม 155 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 96,875 ไร่ และอยู่ในแนวกลุ่มป่าภูเขียว – น้ำหนาว พื้นที่นี้เป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริ “คืนช้างสู่ธรรมชาติ” โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์พระบรมราชินีนาถ และมีช้างที่ป่าซับลังกาจำนวน 71 ตัว (ข้อมูลปี 2558) ที่ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติโดยความร่วมมือระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับมูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ 



 

 

จำนวนประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิต
ที่มาภาพ: สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ศุนย์ช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสัตว์ป่า 

จากรายงานปัญหาช้างป่าบุกรุก โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญ รัฐสภา 2568 ประมาณการว่ามีในปี พ.ศ. 2559 พบว่าช้างป่าอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ประมาณ 3,168 - 3,440 ตัว อาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติจำนวน 69 แห่ง มีผืนป่าที่เป็นแหล่งอาศัยของช้างป่าประมาณ 52,000 ตารางกิโลเมตร พบช้างป่าได้ตั้งแต่น้อยกว่า 10 ตัว ไปจนถึง 200 – 300 ตัว โดยกลุ่มป่าที่มีประชากรช้างป่ามากได้แก่ กลุ่มป่าตะวันออก กลุ่มป่าตะวันตก กลุ่มป่าดงพญาเย็น – เขาใหญ่ กลุ่มป่าภูเขียว – น้ำหนาวและกลุ่มป่าแก่งกระจาน 

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้นำเสนอข้อมูลสถิติ ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน พืชผลการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่าว่า ในปี พ.ศ. 2560 - 2563 มี 16 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่าบุกรุกที่ทำกินทั้งหมด 47 อำเภอ 100 ตำบล 382 หมู่บ้าน แต่ในรายงานของกรรมาธิการฯ ตั้งข้อสังเกตว่า สถิติการทำลายพืชผลทางการเกษตรจากช้างป่าดังกล่าว น่าจะน้อยกว่าความเป็นจริงหลายเท่า เนื่องจากภาครัฐมิได้จ่ายค่าเสียหายตามความเป็นจริง ทำให้ราษฎรรู้สึกไม่คุ้มค่ากับการเสียเวลาในการดำเนินการ 

รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ระบุว่าจำนวนช้างป่า ขนาดพื้นที่และศักยภาพในการรองรับ ช้างป่าของแต่ละกลุ่มป่า โดยอาศัยฐานข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ปี พ.ศ. 2559 คาดการณ์ประชากรช้างป่าในปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้ ว่าในปี พ.ศ.2566 จะมีช้างป่า 5,500 - 5,972 ตัว มีอีก 2 กลุ่มป่าคือ กลุ่มป่าดงพญาเย็น - เขาใหญ่ และ กลุ่มป่า เขาหลวง รวมเป็น 5 กลุ่มป่า ที่มีจำนวนช้างป่าเกินศักยภาพการรองรับของป่า 

ปี พ.ศ. 2570 จะมีช้างป่า 7,539 - 8,186 ตัว มีอีก 1 กลุ่มป่าคือ กลุ่มป่าภูเขียว - น้ำหนาวรวมเป็น 6 กลุ่มป่า ที่มีจำนวนช้างป่า เกินศักยภาพการรองรับของป่า และในปี พ.ศ. 2572 ประเทศไทยจะมีช้างป่ารวมทั้งหมดถึง 8,826 - 9,583 ตัว และจะเหลือกลุ่มป่าที่มีศักยภาพรองรับช้างป่าได้เพียง 3 กลุ่มป่าเท่านั้น คือ กลุ่มป่าตะวันตก กลุ่มป่าคลองแสง - เขาสก และกลุ่มป่าแม่ปิง - อมก๋อย ทำให้เห็นว่าปัญหาช้างป่าจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้ ทั้งในระดับพื้นที่จังหวัดขอนแก่นเลย ซึ่งอยู่ในกลุ่มป่าภูเขียวน้ำหนาว และแทบทุกภูมิภาคในประเทศ หากไม่มีมาตรการป้องกันแก้ไข

ปัญหาช้างป่าในป่าอนุรักษ์เพิ่มจำนวนมากขึ้น บุกรุกที่ดินทำกินของเกษตรกรโดยรอบป่าอนุรักษ์ ทำร้ายร่างกาย ชีวิต ทำลายทรัพย์สิน พืชผลการเกษตรต่อเนื่องมาประมาณ 15 ปี และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จากข้อมูล ปี พ.ศ. 2560 – 2563 ของ 16 กลุ่มป่า พบว่ามีสถิติช้างป่าออกหากิน นอกเขตป่าอนุรักษ์จำนวน 19,537 ครั้ง ทำลายทรัพย์สินราษฎร 364 ราย ทำลายพืชผลทางการเกษตร 3,479 ราย ราษฎรบาดเจ็บ 89 ราย ราษฎรเสียชีวิต 79 ราย ช้างป่าบาดเจ็บ 30 ตัว ช้างป่าตาย 74 ตัว สาเหตุที่ช้างป่าบาดเจ็บคือ ถูกล่า 7 ตัว ป่วย 7 ตัว ต่อสู้กันเอง 4 ตัว ไฟฟ้าช็อต 1 ตัว โดนน้ำกรด 1 ตัว รถชน 8 ตัว ตกหลุมและท่อ 2 ตัว สาเหตุที่ช้างป่าตาย คือ ถูกล่า 9 ตัว ป่วย 19 ตัว ต่อสู้กันเอง 7 ตัว ไฟฟ้าช็อต 10 ตัว สิ้นอายุขัย 3 ตัว รถชน 1 ตัว ตกหน้าผา 11 ตัว จมน้ำตกน้ำแท้งลูก และได้รับอันตราย จากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร 10 ตัว ไม่ทราบสาเหตุ 8 ตัว

ในรายงานตั้งข้อสังเกตว่าความเสียหายที่เกิดจากการทำลายของ ช้างป่าทั้งหมดนี้ น่าจะน้อยกว่าความเป็นจริงหลายเท่า เนื่องจากภาครัฐมิได้จ่ายค่าเสียหายให้เหมาะสมกับ ความเป็นจริง ทำให้ราษฎรรู้สึกไม่คุ้มค่ากับการเสียเวลาในการเดินทางไปเขียนคำร้องต่อทางราชการ 

ช้างป่าออกนอกเขตป่าอนุรักษ์เพราะประชากรเพิ่มขึ้นเกินศักยภาพพื้นที่ ขาดผู้ล่าตามธรรมชาติ ทำให้แหล่งน้ำ อาหาร และเกลือแร่ไม่เพียงพอ ประกอบกับสภาพป่าที่เปลี่ยนไปจนทุ่งหญ้าลดลง การถูกรบกวนจากกิจกรรมผิดกฎหมายในป่า และแรงดึงดูดจากพื้นที่เกษตรรอบป่าที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์กว่า รวมถึงการจัดแหล่งน้ำและอาหารเทียมใกล้ขอบป่า ล้วนกระตุ้นให้ช้างป่าออกมานอกเขตป่าอนุรักษ์

คณะกรรมาธิการฯ เสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาช้างป่าอย่างครบวงจร โดยเร่งสำรวจและควบคุมประชากรช้างป่า พัฒนาทุ่งหญ้า แหล่งน้ำ และโป่งเทียมให้ลึกเข้าไปในป่า บังคับใช้กฎหมายป้องกันการบุกรุกป่าและจัดโซนนิ่งที่ดินให้ชัดเจน ควบคู่กับการสร้างแนวกันช้างและถนนตรวจการณ์ พร้อมรับฟังความเห็นประชาชน ดำเนินการย้ายและปรับพฤติกรรมช้างป่าที่มีความเสี่ยง เร่งเยียวยาความเสียหายอย่างเป็นธรรมด้วยระบบประกันภัยและบัญชีราคากลาง แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และใช้การแก้ปัญหาช้างป่าเป็นโอกาสพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างความปลอดภัยและรายได้อย่างยั่งยืนแก่ชุมชนและประเทศ

12 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกฯ ได้ประกาศยุบสภา ล้างไพ่ทางการเมือง ให้มีการเลือกตั้งใหม่ ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาช้างป่าบุกรุกเข้าในพื้นที่ของประชาชน ที่ผ่านการระดมความคิด ศึกษารวบรวม กินเวลาร่วมปี เพื่อรอบรรจุเข้าวาระพิจารณาเพื่อนำไปประกาศใช้ ก็ได้สิ้นสุดลงด้วย

ยังไม่มีความแน่นอนใดๆ ว่าจะมีการแก้ปัญหาในระดับนโยบายขึ้นอีกหรือไม่ในรัฐบาลหน้า หลังการยุบสภา การเมืองไทยอาจถือเป็นการเริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่การแก้ไขปัญหาช้างป่า คงต้องเริ่มที่ศูนย์ และยังไม่รู้ว่าจะไปได้แค่ไหนในทิศทางไหน ในขณะที่ยอดการสูญเสียเพิ่มขึ้นต่อไป

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising