ในฐานะที่พรรคส้มประกาศตนเป็นพรรคที่ “ทำการเมืองแบบใหม่” คือ ทำการเมืองที่เปิดเผยตรงไปตรงมา รักษาสัจจะ และมี “มาตรฐานสูง” กว่าการเมืองแบบเก่าๆ ผมขอเรียกให้ผู้บริหารพรรคส้มออกมาเปิดเผยความจริงของ “ความอยุติธรรมทางการเมือง” ที่พรรคส้มมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย 2 เรื่องสำคัญ คือ
1. การเปลี่ยนรัฐบาลจากรัฐบาลพรรคแดงเป็นรัฐบาลพรรคน้ำเงินที่มีการใช้กลไกอำนาจนอกระบบสอยแพทองธาร ชินวัตรพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเบรกการยุบสภาของรักษาการนายกฯ พรรคแดง และใช้กลไกอำนาจในระบบรัฐสภาโดยพรรคส้มโหวตให้อนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ตามข้อเท็จจริงแล้ว “ใคร” หรือ “คนกลุ่มไหน” ของรัฐพันลึกที่ต้องการเขี่ยพรรคแดงพ้นจากการเป็นรัฐบาล เพื่อเอาอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ
เรื่องนี้ผู้บริหารพรรคส้มรู้ๆ กันอยู่แล้ว แต่จะมีความกล้าหาญเปิดเผยความจริงให้ประชาชนทราบตรงไปตรงมาตาม “มาตรฐานสูง” ของการเมืองแบบใหม่ที่ไม่ทำอะไรลับๆ ล่อๆ ตามที่ประกาศหรือไม่
2. อนุทินได้ให้สัญญา “ด้วยวาจา” ว่าอย่างไร ที่ไหน เมื่อไรว่าจะให้ สว.สีน้ำเงินยกมือสนับสนุนการแก้ รธน. แลกกับพรรคส้มโหวตให้เขาเป็นนายกฯ ถ้า “ไม่กล้า” เปิดเผยความจริงนี้ตรงๆ ก็แสดงว่า “ผู้บริหารพรรคส้มสมคบคิดกับอนุทินทำสิ่งที่ผิดหลักการที่เปิดเผยตรงไปตรงมาไม่ได้” ใช่หรือไม่
การออกมาเปิดเผยความจริง 2 เรื่องนี้ตรงไปตรงมาเท่านั้น จึงจะถือได้ว่าเป็นการทำการเมืองใหม่ที่เปิดเผยตรงไปตรงมา และมีมาตรฐานสูงกว่าการเมืองแบบเก่าอย่างแท้จริง ถ้าไม่ออกมาเปิดเผยความจริง ก็แสดงว่าพรรคส้มก็ไม่ได้ทำการเมืองใหม่ที่เปิดเผยตรงไปตรงมาและมีมาตรฐานสูงจริงดังที่โฆษณาชวนเชื่อ
เพราะแท้จริงแล้ว พรรคส้มก็ยังคงทำการเมืองแบบลับๆ ล่อๆ ในการให้ความร่วมมือกับรัฐพันลึกเปลี่ยนรัฐบาลด้วยการใช้อำนาจนอกและในระบบที่เป็นการ “ทำลายความยุติธรรมทางการเมือง” โดยตรง และยังมี “ดีลลับแลกเสียง สว.สีน้ำเงิน” กับอนุทินอีกด้วย
ที่พรรคส้มด่าพรรคแดงว่าทำการเมืองแบบเก่า ไม่ตรงไปตรงตรงมา มีดีลลับ ดีลปีศาจมากว่าสองปี แล้วพรรคส้มทำการเมืองที่มีมาตรฐานสูงกว่าพรรคที่พวกตนด่าจริงๆ หรือ
ผมหวังอย่างยิ่งว่าผู้บริหารพรรคส้มจะมี “ความกล้าหาญทางจริยธรรม” ในการทำตาม “มาตรฐานการเมืองใหม่” ที่พวกตนประกาศต่อสาธารณะ ด้วยการเปิดเผยความจริงสองเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ให้สมกับที่ประกาศตนเป็นพรรคทำการเมืองใหม่ที่มีมาตรฐานสูงกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ อย่างแท้จริง
เพราะการเปิดเผยความจริงสองเรื่องนี้ คือการแสดง “จุดยืน” ที่ชัดเจนว่าพรรคส้มยังคงต่อสู้กับ “อำนาจไม่ชอบธรรม” ของรัฐพันลึกอยู่ โดยเฉพาะยังต่อสู้กับพรรคน้ำเงินที่ “ตระบัดสัตย์” ต่อพรรคส้มโดยตรง ในเมื่อพรรคส้มด่าพรรคแดงตระบัดสัตย์ ทรยศหักหลังมากว่าสองปีแล้ว แต่กลับไม่ด่าพรรคน้ำเงินในแบบเดียวกัน ทำให้เกิดคำถามว่าที่ไม่ด่าพรรคน้ำเงินมากเหมือนด่าพรรคแดง เพราะหวังจะจับมือกันตั้งรัฐบาลในสมัยหน้าหรือไม่
ปัญหาสำคัญอีกอย่างคือ นักวิชาการ ปัญญาชนสาธารณะ สื่อมวลชน และเอ็นจีโอ “ฝ่ายก้าวหน้า” ที่สนับสนุนพรรคส้ม แม้พวกเขาจะวิจารณ์ “การโหวตอนุทิน” ก็วิจารณ์ทำนองว่าพรรคคส้มอ่อนหัด โลกสวย ไม่ทันเกมนักการเมืองเก๋าเกมอย่าง
อนุทิน จึงถูกเขาหลอกได้ง่ายๆ
แต่กลับไม่วิจารณ์ตรงไปตรงมาว่าพรรคส้ม “ทำผิดหลักการ” อะไร อย่างไร หรือวิจารณ์แบบมองข้ามปัญหาการทำผิดหลักการของพรรคส้ม โดยอ้าง “เจตนาดี” ที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ เพื่อประโยชน์ของประชาชนเท่านั้น ไม่ได้โหวตอนุทินเพื่อหวังตำแหน่งและอำนาจทางการเมืองใดๆ
แต่นั่นคือการมองพรรคส้มเป็น “อริยบุคคลทางการเมือง” ที่ “สะอาดหมดจดจากกิเลสการเมือง” มากเกินจริงหรือไม่ ผมคิดว่าคนอย่างธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ปิยบุตร แสงกนกกุล และผู้บริหารพรรคส้มแม้จะแสดงออกว่ามีอุดมการณ์ประชาธิปไตยชัดเจนกว่านักการเมืองคนอื่นๆ หรือพรรคการเมืองอื่นๆ แต่พวกเขาไม่ได้ “อ่อนหัด” ขนาดนั้นหรอก
เพราะพวกเขารู้ดีอยู่แล้วว่าที่อนุทินคุมเสียง สว.ข้างมากได้นั้น มันขัดหลักการ คือ “หลักความยุติธรรมทางการเมือง” (หลักการฟรีแอนด์แฟร์) และรู้ชัดเจนอยู่แล้วว่าการโหวตอนุทิน คือการ “เล่นตามน้ำ” หรือ “เลือกเล่นในเกม” ของรัฐพันลึกผู้ออกใบอนุญาตที่ 2 ที่ใช้กลไกอำนาจนอกระบบและในระบบเปลี่ยนรัฐบาล นี่ไม่ใช่ความอ่อนหัดหรือไร้เดียงสาใดๆ เลย
แต่พรรคส้มมี “วาระทางการเมือง” ของพวกตนอย่างชัดเจน คือหวังจะ “ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว” คือ ได้เสียง สว.สีน้ำเงินโหวตสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อเป็น “ผลงาน” หาเสียงสร้างคะแนนนิยม และได้เขี่ยพรรคคู่แข่งอย่างเพื่อไทยพ้นรัฐบาล กลายเป็นพรรคอันดับ 3 นกตัวแรกยิงพลาด แต่นกตัวที่สองยิงถูก ก็คืออย่างน้อยพรรคส้มได้นก 1 ตัว ทำให้เชื่อมั่นว่าเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นพรรคอันดับ 1 ได้ง่ายขึ้น
ปัญหาสำคัญอีกอย่างของพรรคส้มคือ ปัญหาจริยธรรมของแคนดิเดต รวม กต.ของพรรคส้ม สำหรับคานเที่ยนอย่างผมรับไม่ได้เลยที่พวกปัญญาชนผู้สนับสนุนพรรคส้มออกมาปกป้องอดีตทูตพิศาล มาณวพัฒน์ "เด็กดี" ของ คสช. ที่กลายมาเป็นแคนดิเดต รมว.กต.ของพรรคส้ม เพราะการที่ "อดีตนักการทูตที่เคยเขียนจดหมายปฏิเสธการมีอยู่ของนักโทษการเมืองในไทยต่อสื่อโลก" การกระทำเช่นนี้ก็คือการกระทำที่ "เลือก" ตอบสนองอำนาจของรัฐพันลึก ซึ่งเป็นการกระทำตามหลักคิดเดียวกันกับการตีความกฎหมายตอบสนองอำนาจของรัฐพันลึกของศาลในการตัดสินคดี 112 ของอานนท์ นำภา เป็นต้น
ซึ่งทั้งสองกรณีนั้นไม่ใช่การตัดสินใจกระทำโดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนสากลแต่อย่างใด เมื่อตอนนี้นายพิศาลออกมายืนยันเรื่อง "การทูตที่ยึดถือสิทธิมนุษยชน" มันจึงย้อนแย้งกับสิ่งที่ตนเคยปฏิบัติมาในอดีตโดยสิ้นเชิง
แปลกใจที่พวกปัญญาชนผู้ออกมาปกป้องอดีตทูตคนนี้ เคย "ด่าประชาไท" ที่ "ลงบทความโต้แย้งธงชัย วินิจจะกูล" ของคำ ผกา ทำนองว่าประชาไทละทิ้งจริยธรรมสื่อแล้วอะไรประมาณนั้น
แต่การเป็นนักการทูตแล้ว "โกหก" ชาวโลกว่าไทยไม่มีนักโทษการเมืองในยุค คสช. นี่เป็นการ “ละเมิดจริยธรรมสาธารณะ” อย่างรุนแรง ถ้าแก้ต่างว่าเขาก็ต้องทำตามหน้าที่ภายใต้คำสั่ง คสช. เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะตำหนิศาลที่ตัดสินคดี 112 ของอานนท์เป็นต้นเพื่อตอบสนองอำนาจรัฐพันลึกได้เลย
พูดอย่างรวบรัดคือ สำหรับพรรคส้มอดีตทูตพิศาลคือ “ทางเลือกเดียวที่จำเป็น” เพื่อการทูตที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชน โปรฯ ประเทศไทย ไม่โปรฯ มหาอำนาจ คล้ายกับโหวตอนุทินเป็นนายกฯ คือทางเลือกเดียวที่จำเป็นเพื่อให้ได้เสียง สว.สีน้ำเงินโหวตสนับสนุนการแก้ รธน.
การที่อดีต สว.พิศาลเคยโหวตพิธาเป็นนายกฯ นับเป็นความทรงจำที่ดี แต่พรรคแดงเคยโหวตธนาธรและพิธานับเป็นความจำที่ไม่อยากจดจำ
การเคยรับใช้ คสช.หรือรัฐพันลึกของพิศาลได้รับ ”การล้างบาป“ อย่างหมดจดแล้ว เมื่อเขาโหวตให้พิธา ส่วนทักษิณที่ถูกทำรัฐประหารและถูกดำเนินคดีจากคณะรัฐประหาร แล้วยังดีลกับรัฐพันลึกเพื่อให้ตัวเองได้กลับบ้าน ช่างเป็นความเห็นแก่ตัว เลวทรามต่ำช้า ผิดบาปอย่างมหันต์ เกินที่พรรคไม่เทาจะยอมรับได้ ต้องตรวจสอบเอาเป็นเอาตายแบบกัดไม่ปล่อยจนติดคุกในที่สุด ส่วนอนุทินที่ต้องคดีทุจริตเลือก สว.พรรคไม่เทาที่ทำการเมืองอย่างซื่อตรง เปี่ยมด้วยการรักษาสัจจะต้องโหวตให้เป็นนายกฯ ให้ได้เพื่อแลกเสียง สว.ที่ต้องคดี
ดังนั้น แม้เราจะเชื่อว่าพรรคส้มเป็นความหวังในการเปลี่ยนแปลงมากกว่าพรรคอื่น และยังสนับสนุนพรรคส้มให้ได้เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่เราก็ไม่ควรมองข้าม “ความจริง” ในด้านที่เป็นปัญหาของพรรคส้ม ควรวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา ไม่เช่นนั้นเราก็จะเอาแต่ประณามพรรคคู่แข่งของพรรคส้มเกินจริง ยกย่องพรรคส้มเกินจริง และแก้ต่างทุกเรื่องแบบข้างๆ คูๆ
