เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) เผยว่าองค์การสหประชาชาติกำลังเผชิญ “วิกฤตการเงินใกล้ล้มละลาย” จากยอดค้างชำระสะสมกว่า 1.57 พันล้านดอลลาร์ และกฎงบประมาณล้าสมัยที่บังคับคืนเงินส่วนเกิน ขณะสหรัฐฯ ลดการสนับสนุน UN อาจเผชิญภาวะเงินสดหมดภายในเดือนกรกฎาคม 2026 นี้
ภาพจาก: UN Photo/Kim Haughton
1 กุมภาพันธ์ 2026 เว็บไซต์ CNN รายงานว่า เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ แจ้งเตือนประเทศสมาชิกว่าองค์กรกำลังเสี่ยงต่อภาวะ "วิกฤตการเงินใกล้ล้มละลาย" โดยระบุสาเหตุมาจากค่าธรรมเนียมค้างชำระและกฎระเบียบงบประมาณที่บังคับให้ต้องคืนเงินส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน
อันโตนิโอ กุแตร์เรส (Antonio Guterres) เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ส่งสัญญาณเตือนเรื่องวิกฤตสภาพคล่องที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในช่วงเวลาที่ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณหลักกำลังลดบทบาทในแนวคิดพหุภาคีนิยม โดยจดหมายลงวันที่ 28 มกราคม 2026 ระบุว่าวิกฤตนี้กำลังคุกคามการดำเนินโครงการต่าง ๆ และสถานการณ์มีแนวโน้มจะเลวร้ายลงในอนาคตอันใกล้
สหรัฐอเมริกา ได้ปรับลดเงินทุนสนับสนุนแบบสมัครใจ และปฏิเสธการจ่ายเงินอุดหนุนบังคับทั้งในส่วนงบประมาณปกติและภารกิจรักษาสันติภาพ ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ตั้งคณะกรรมการแห่งสันติภาพ (Board of Peace) ซึ่งสร้างความกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศที่มีมาตั้งแต่ปี 1945 อย่าง องค์การสหประชาชาติ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 193 ประเทศ
วงจรที่ไร้ทางออกของระบบราชการ
ตามกฎระเบียบของ องค์การสหประชาชาติ เงินสมทบจะคำนวณจากขนาดเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก โดยสหรัฐอเมริกา รับผิดชอบ 22% และจีน 20% อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ้นปี 2025 พบยอดค้างชำระสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.57 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเลขาธิการ องค์การสหประชาชาติ ย้ำว่าทุกประเทศต้องจ่ายเงินให้ครบและตรงเวลา หรือต้องมีการปฏิรูปกฎการเงินขนานใหญ่เพื่อป้องกันการล้มละลาย
แม้ปีที่ผ่านมาจะมีการตั้งคณะทำงานปฏิรูปชื่อ UN80 เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ จนนำไปสู่ข้อตกลงลดงบประมาณปี 2026 ลงประมาณ 7% เหลือ 3.45 พันล้านดอลลาร์ แต่กุแตร์เรส เตือนว่าองค์กรอาจเผชิญภาวะเงินสดหมดภายในเดือนกรกฎาคม 2026 นี้
ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือกฎระเบียบที่ล้าสมัยซึ่งบังคับให้องค์กรต้องคืนเงินส่วนเกินหลายร้อยล้านดอลลาร์ให้แก่ประเทศสมาชิกในทุกปี เลขาธิการ องค์การสหประชาชาติ ได้เปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่าเป็น "วงจรแบบคาฟคา" (Kafkaesque) โดยอ้างถึง ฟรานซ์ คาฟกา (Franz Kafka) เพื่อสะท้อนถึงระบบบริหารจัดการที่ซับซ้อนจนไร้ทางออก ซึ่งบีบบังคับให้องค์กรต้องตกอยู่ภายใต้วงจรการคืนเงินสดทั้งที่ความจริงแล้วไม่มีเงินสดเหลืออยู่ในระบบ
