Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

หลังจากที่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ยกเลิกมาตรการการขึ้นภาษีศุลกากรของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ นักวิเคราะห์ก็มองว่า เรื่องนี้จะส่งผลให้ทรัมป์เกิดความเสียเปรียบและเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับจีนก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่างสองประเทศ และจีนอาจจะอาศัยโอกาสนี้ในการกดดันสหรัฐฯ ในหลายด้าน แต่นักวิเคราะห์ก็มองว่าทรัมป์ควรจะหันไปใช้มาตรการอื่นๆ ซึ่งจะให้ผลเชิงโครงสร้างมากกว่า แทนการใช้ภาษีมาเป็นเครื่องมือต่อรอง


ภาพจาก: AccountingDepartment.com (CC)

หลังจากที่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ตัดสินให้มีการยกเลิกนโยบายภาษีศุลกากร ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ประกาศตอกย้ำแบบไม่ยอมถอยว่าจะเพิ่มภาษีศุลกากรทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% นอกจากนี้ยังกล่าววิพากษ์วิจารณ์ศาลสูงสุดว่าพวกเขาได้ตัดสินโดยพิจารณาจากสิ่งที่ "น่าขัน เขียนออกมาไม่ดี และเป็นการตัดสินใจที่ขัดกับความเป็นอเมริกันเป็นอย่างยิ่ง"

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินด้วยมติ 6 ต่อ 3 ว่า การสั่งปรับภาษีแต่ฝ่ายเดียวของทรัมป์นั้นเป็นสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ เพราะอำนาจในการกำหนดภาษีขึ้นอยู่กับสภาคองเกรส ไม่ใช่แค่กับประธานาธิบดีคนเดียวเท่านั้น

มาตรการภาษีของทรัมป์ มีการอ้างใช้โดยอาศัยกฎหมายอำนาจพิเศษฉุกเฉินที่เรียกว่า กฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หรือ IEEPA และหลังจากที่ศาลสูงสุดตัดสินยกเลิกมาตรการนี้ ทรัมป์ก็ลงนามคำสั่งพิเศษฝ่ายบริหารโดยอ้างมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เพื่อขึ้นภาษีศุลกากร 10% แบบปูพรม ซึ่งต่อมาก็มีการปรับเพิ่มเป็น 15%

อย่างไรก็ตามมาตรภาษีจากกฎหมายนี้จะจำกัดการใช้งานอยู่ที่ 150 วัน เว้นแต่สภาคองเกรสจะมีมติสั่งให้ยืดเวลาออกไป โดยที่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดเลยที่บังคับใช้มาตรา 122 และการสั่งบังคับใช้มาตรานี้ก็อาจจะก่อให้เกิดการโต้แย้งทางกฎหมายตามมาหลังจากนี้ได้

อำนาจต่อรองในช่วงประชุมสุดยอดผู้นำ

คำตัดสินของศาลออกมาในช่วงก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่างสหรัฐฯ กับผู้นำจีนสีจิ้นผิง ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 31 มีนาคม-2 เมษายน นี้ มีนักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่ามันจะทำให้อำนาจต่อรองของทรัมป์ลดลง

เวนดี คัตเลอร์ รองประธานอาวุโสของสถาบันนโยบายสังคมเอเชียและอดีตผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวว่า การยกเลิกมาตรการภาษีทรัมป์เป็นเสมือนการ "ตัดปีก" นโยบายเศรษฐกิจที่มีลักษณะเฉพาะของเขา

นักวิเคราะห์อีกคนหนึ่งคือ ดัน หวัง ผู้อำนวยการแผนกจีนจากยูราเซียกรุ๊ป กล่าวว่า คำตัดสินนี้อาจจะเปลี่ยนพลวัติทางอำนาจต่อรองในเรื่องที่ทรัมป์พยายามต่อรองทางการค้ากับจีนตั้งแต่ปีที่แล้ว เช่นเรื่องการผลักดันให้จีนรับซื้อถั่วเหลือง, เครื่องบินโบอิง และพลังงานจากสหรัฐฯ มากขึ้น เรื่องการผ่อนคลายการเข้าถึงแร่แรร์เอิร์ธ ในขณะเดียวกันก็ให้จีนได้อำนาจต่อรองในการยกเลิกภาษีศุลกากรที่เหลืออยู่ 10% เกี่ยวกับเฟนทานิล

นอกจากนี้จีนยังอาจจะได้อำนาจต่อรองมากขึ้นในด้านอื่นๆ นอกเหนือจากการค้าด้วย ซินป๋อ อู่ ผู้อำนวยการศูนย์เพื่ออเมริกันศึกษาของมหาวิทยาลัยฟูตันกล่าวว่า จีนอาจจะอาศัยโอกาสนี้ในการกดดันสหรัฐฯ ให้ผ่อนคลายการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี ถอนนิติบุคคลจีนบางส่วนจากรายชื่อคว่ำบาตร และลดการขายอาวุธให้กับไต้หวัน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญก็เสนอแนะว่าถึงแม้ทรัมป์จะมีอำนาจต่อรองจากการใช้ภาษีลดลง แต่เขาก็ยังคงสามารถใข้การต่อรองด้วยวิธีอื่นได้ เช่นการกดดันด้วยการควบคุมเทคโนโลยีและการคว่ำบาตรนิติบุคคลจีน

หวัง มองว่าวิธีการกดดันโดยไม่ใช้เรื่องภาษีจะได้ผลในเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริงมากกว่าเมื่อเทียบกับการใช้นโยบายภาษี เช่น การเพิ่มการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีชิพไอทีระดับสูง และใช้มาตรการจำกัดบริษัทเทคโนโลยีที่มาจากจีนมากขึ้น

ในการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ กับจีน นังมีประเด็นเรื่องอื่นๆ เช่น เรื่องของไต้หวัน เรื่องข้อพิพาททะเลจีนใต้ และเรื่องความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่งต่างก็เป็นประเด็นที่ต้องขึ้นอยู่กับการเจรจาของทรัมป์เป็นส่วนมาก


เรียบเรียงจาก
China’s leverage rises before high-stakes summit as Supreme Court curbs Trump tariffs, CNBC, 23-02-2026
Trump to raise US global tariff to 15% after Supreme Court ruling, Aljazeera, 22-02-2026
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง