Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

การโจมตีทางอากาศที่สังหาร อายาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านจนถึงแก่ชะฮีด เกิดขึ้นในเช้าวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ กลางกรุงเตหะราน โดยมีรายงานว่าแผนปฏิบัติการดังกล่าวอาศัยข่าวกรองจากสหรัฐฯ และการโจมตีโดยกองทัพอิสราเอล โดยสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ ได้ติดตามข้อมูลการประชุมของผู้นำทหารระดับสูงอิหร่านซึ่งจะมีคาเมเนอีเข้าร่วม ก่อนส่งต่อข้อมูลพิกัดให้กับอิสราเอล ส่วนประธานาธิบดีสหรัฐโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์หลังปฏิบัติการว่าผู้นำอิหร่าน “ไม่อาจหลบเลี่ยงข่าวกรองและระบบติดตามที่ซับซ้อนอย่างยิ่งของเราได้”

ถึงแม้ยังไม่ชัดเจนว่าสหรัฐฯ ใช้วิธีใดในการระบุตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการดักฟังสัญญาณ การใช้ดาวเทียม หรือเครือข่ายสายลับภาคสนาม แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าน่าจะเป็นการผสมผสานของข่าวกรองหลายรูปแบบ รวมถึงข้อมูลจากเครือข่ายสายลับของอิสราเอลในอิหร่าน

มีรายงานว่าเครื่องบินขับไล่อิสราเอลบินจากฐานทัพในอิสราเอลและใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงก่อนโจมตีพื้นที่กลุ่มอาคารกลางกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานและที่พำนักของผู้นำอิหร่าน ในขณะเดียวกัน กองบัญชาการไซเบอร์ของกองทัพสหรัฐฯ ถูกระบุว่ามีบทบาทในการรบกวนระบบการสื่อสารของอิหร่าน

การโจมตีครั้งนี้ยังคร่าชีวิตผู้นำทหารระดับสูงของอิหร่านหลายคน และนำไปสู่การจัดตั้งคณะผู้นำชั่วคราว 3 คน เพื่อบริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน

หลังจากดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่านมากว่าสามทศวรรษ อายาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ก็ถึงแก่ชะฮีดในเช้าวันเสาร์ (28 ก.พ.) หลังถูกลอบสังหารจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล

ผู้นำซึ่งมีบทบาทนำอิหร่านในสองตำแหน่ง เป็นแกนนำสำคัญของการปฏิวัติอิสลามที่โค่นล้มระบอบกษัตริย์อิหร่านในปี 1979 เริ่มดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 1981 ก่อนขึ้นเป็นอายาตุลเลาะห์ หรือ ผู้นำสูงสุดภายหลังการถึงแก่อสัญกรรมของผู้นำการปฏิวัติ อายาตุลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี ในปี 1989

แฟ้มภาพ อายาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนที่ 2 เมื่อปี 2561 ระหว่างพบกับกองกำลังอาสาสมัครบาซิจ  ที่มา: Wikipedia

แม้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำที่พาเตหะรานผ่านสงครามนองเลือดกับอิรักยาวนานแปดปีในทศวรรษ 1980 และประคับประคองเศรษฐกิจให้ดำรงอยู่ได้ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก แต่ยุคสมัยการปกครองของเขาก็เผชิญการประท้วงครั้งใหญ่จากข้อกล่าวหาเรื่องการเลือกตั้งไม่โปร่งใส การละเมิดสิทธิมนุษยชน และปัญหาความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

ล่าสุด การประท้วงในเดือนธันวาคมและมกราคม ซึ่งเริ่มจากการชุมนุมของพ่อค้าแม่ค้าในกรุงเตหะรานจากปัญหาเงินเฟ้อ ก่อนลุกลามเป็นการเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองทั่วประเทศ ถูกกองกำลังรัฐปราบปรามอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การสังหารหมู่ (หมายเหตุ – ที่ผ่านมามีการชุมนุมประท้วงระบอบการปกครองอิหร่าน ในยุคคาเมเนอีหลายครั้ง ได้แก่ในปี 1994, 1999, 2009, 2011–2012, 2017–2018, 2018–2019, 2022–2023 และ 2025–2026 อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งล้วนจบลงด้วยการปราบปราม การกวาดล้าง จับกุม และสังหาร)

คาเมเนอีเสียชีวิตตั้งแต่ช่วงต้นของการโจมตี พร้อมกับนายทหารระดับสูงอีกหลายราย รวมถึงเจ้าหน้าที่จากหน่วยทหารชั้นแนวหน้าอย่างกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC)

ข้อมูลเมื่อวันจันทร์ (2 ก.พ. 69) สภากาชาดอิหร่านยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตทั่วประเทศแล้วอย่างน้อย 787 ราย โดยในจำนวนนี้มีนักเรียนหญิงและบุคลากรโรงเรียนอย่างน้อย 165 คน ที่เสียชีวิตจากการโจมตีโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองมินับ ทางตอนใต้ของประเทศ เมื่อวันเสาร์

ในรายงานของอัลจาซีราเมื่อ 3 มี.ค. นำเสนอข้อมูลเท่าที่ทราบในขณะนี้เกี่ยวกับเหตุการณ์ลอบสังหารคาเมเนอี

อิสราเอล–สหรัฐฯ รู้พิกัดโจมตีได้อย่างไร

ภาพถ่ายจากดาวเทียมของพื้นที่คอมพาวด์ในเตหะรานหลังการโจมตี อาลี คาเมเนอี และกลุ่มผู้นำอิหร่าน เมื่อ 28 ก.พ. 2569 ที่มา: The Jerusalem Post 

การโจมตีทางอากาศที่พุ่งเป้าไปยังคาเมเนอีและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงระดับสูง เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ (28 ก.พ. 2569) ราวเวลา 09.40 น. ในกรุงเตหะราน (06.10 น. ตามเวลา GMT และ 13.10 น. ตามเวลาประเทศไทย)

คาเมเนอีถูกสังหารในพื้นที่ตอนกลางของกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานและที่พำนักของผู้นำสูงสุด ประธานาธิบดีอิหร่าน และสภาความมั่นคงแห่งชาติของประเทศ

เดอะนิวยอร์กไทมส์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อที่ใกล้ชิดกับปฏิบัติการว่า สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมในเช้าวันเสาร์ ณ สถานที่ดังกล่าว ซึ่งจะมีคาเมเนอีและแกนนำทหารระดับสูงของประเทศเข้าร่วม จากนั้น CIA ได้แบ่งปันข้อมูลนี้กับอิสราเอล

สำนักข่าว CBS ซึ่งอ้างเจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยชื่อเช่นกัน รายงานว่า CIA ได้ส่งต่อข้อมูลพิกัดที่อยู่ของคาเมเนอีให้กับอิสราเอล

ในแถลงการณ์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ภายหลังการสังหารคาเมเนอี เขาระบุว่าผู้นำอิหร่าน “ไม่อาจหลบเลี่ยงข่าวกรองและระบบติดตามที่ซับซ้อนอย่างยิ่งของเราได้ และเมื่อทำงานร่วมอย่างใกล้ชิดกับอิสราเอล เขาและผู้นำคนอื่นๆ ที่ถูกสังหารพร้อมกัน ก็ไม่อาจทำอะไรได้เลย”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าสหรัฐฯ ใช้วิธีดักฟังโทรศัพท์หรือการสื่อสารดิจิทัลอื่น ใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม หรือใช้สายลับภาคสนามเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าว

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดเช่นกันว่าเหตุใดผู้นำทหารระดับสูงที่สุดของประเทศจึงตัดสินใจรวมตัวกันในสถานที่ที่คาดเดาได้ ในช่วงที่มีภัยคุกคามจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างใกล้เข้ามา

ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันว่าอิสราเอลได้สรรหาสายลับลับในอิหร่านมาเป็นเวลานาน และเฝ้าติดตามวงใกล้ชิดของคาเมเนอีมาหลายปี โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างการกินการอยู่ของพวกเขา อดีตเจ้าหน้าที่ CIA ที่ไม่เปิดเผยชื่อให้ข้อมูลกับเดอะการ์เดียน ระหว่างสงคราม 12 วันเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2025 ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์อิหร่าน 6 คนถูกลอบสังหาร บางรายถูกสังหารถึงในบ้านพักของตนเอง

โรสแมรี เคลานิก นักวิเคราะห์ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CBC ของแคนาดาว่า สหรัฐฯ น่าจะใช้ “การผสมผสานของข่าวกรองมนุษย์ภาคสนาม ซึ่งอาจผ่านเครือข่ายของอิสราเอล ร่วมกับข่าวกรองสัญญาณ และขีดความสามารถของสหรัฐฯ ในการใช้ทรัพยากรนอกขอบเขตและทรัพยากรในพื้นที่ เพื่อโจมตีเป้าหมายแทบทุกแห่งบนโลกที่ต้องการ”

ตามรายงานของเดอะไทมส์ CIA ติดตามตำแหน่งของคาเมเนอีมานานหลายเดือนแล้ว แม้ก่อนสงคราม 12 วันจะเริ่มขึ้น หลังความขัดแย้งดังกล่าว สหรัฐฯ ได้เพิ่มระดับการเฝ้าระวังคาเมเนอีและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) โดยจับตาวิธีการสื่อสารและการเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ในช่วงที่เผชิญแรงกดดัน

ทรัมป์ยังเคยกล่าวถึงข่าวกรองของสหรัฐฯ เกี่ยวกับตำแหน่งที่อยู่ของผู้นำสูงสุดอิหร่านเมื่อปีที่แล้วด้วย

“เรารู้แน่ชัดว่าผู้นำสูงสุดที่เรียกกันว่า ‘Supreme Leader’ ซ่อนตัวอยู่ที่ไหน” ทรัมป์โพสต์เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน บน Truth Social ท่ามกลางความขัดแย้งอิหร่าน–อิสราเอลที่ดำเนินตั้งแต่วันที่ 13 ถึง 24 มิถุนายน

“เขาเป็นเป้าหมายที่จัดการได้ง่าย แต่ยังปลอดภัยอยู่ตรงนั้น, เราจะไม่กำจัดเขา (สังหาร!) อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ แต่เราไม่ต้องการให้มีการยิงขีปนาวุธใส่พลเรือนหรือทหารอเมริกัน ความอดทนของเรากำลังร่อยหรอ” ทรัมป์เขียน

ในช่วงเวลานั้น อิสราเอลเคยเสนอแผนลอบสังหารคาเมเนอี แต่ทรัมป์ปฏิเสธ เนื่องจากเกรงว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งในภูมิภาคในวงกว้าง ตามรายงานของสำนักข่าว AP ที่อ้างเจ้าหน้าที่ผู้รับรู้การหารือดังกล่าว

แม้ว่าอิสราเอลและสหรัฐฯ จะวางแผนโจมตีอิหร่านในเวลากลางคืนเพื่ออาศัยความมืดเป็นข้อได้เปรียบ เช่นเดียวกับยุทธการ Operation Midnight Hammer ในช่วงสงคราม 12 วัน แต่ข้อมูลข่าวกรองของ CIA เกี่ยวกับการรวมตัวประชุมดังกล่าว ทำให้ต้องเลื่อนเวลาการโจมตีในวันเสาร์ให้เร็วขึ้น ตามรายงานของเดอะนิวยอร์กไทมส์

รายงานจากสื่อสหรัฐฯ หลายสำนักระบุว่า อิสราเอลเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีคาเมเนอีโดยลำพัง โดยอาศัยข้อมูลข่าวกรองจากสหรัฐฯ

ไมค์ เทอร์เนอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกัน ให้สัมภาษณ์กับ CBS ว่า สหรัฐฯ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการลอบสังหารครั้งนี้ โดยเขากล่าวว่าได้ยืนยันเรื่องดังกล่าวจากมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่ง “ตอบอย่างชัดเจนว่า เราไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คาเมเนอี และไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ผู้นำของอิหร่าน”

ตามรายงานของสื่อ เครื่องบินขับไล่อิสราเอลได้ขึ้นบินจากฐานทัพแห่งหนึ่งในอิสราเอลราวเวลา 06.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นอิสราเอลของวันเสาร์ (04.00 น. GMT หรือ 11.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ยังไม่ชัดเจนว่ามีเครื่องบินเข้าร่วมกี่ลำ หรือมีการทิ้งระเบิดกี่ลูก แต่มีรายงานว่าเป็นเครื่องบินขับไล่ “เพียงไม่กี่ลำ” ที่ติดอาวุธนำวิถีระยะไกลและมีความแม่นยำสูง

เครื่องบินใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงบินไปถึงอิหร่าน ก่อนทิ้งระเบิดใส่พื้นที่กลุ่มอาคารในกรุงเตหะรานซึ่งคาเมเนอีอยู่ในขณะนั้น โดยในช่วงที่โจมตี ผู้นำทหารระดับสูงรวมตัวอยู่ในอาคารหลังหนึ่ง ขณะที่คาเมเนอีอยู่ในอีกอาคารหนึ่งใกล้เคียง ตามรายงานของเดอะไทมส์

ในเวลาเดียวกัน กองบัญชาการไซเบอร์ของกองทัพสหรัฐฯ (US Cyber Command) ดูเหมือนจะดำเนินการปิดกั้นสัญญาณการสื่อสารในอิหร่าน ดาน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐฯ กล่าวในการแถลงหลังเหตุลอบสังหารว่า “ผู้ปฏิบัติการชุดแรกคือ US Cybercom และ US Spacecom ซึ่งใช้มาตรการที่ไม่ใช่การโจมตีโดยตรง ซ้อนทับกันเพื่อรบกวน ลดทอน และทำให้อิหร่านไม่สามารถมองเห็น สื่อสาร และตอบโต้ได้”

เมื่อวันอาทิตย์ ทางการอิหร่านประกาศจัดตั้งคณะผู้นำชั่วคราว 3 คน เพื่อบริหารประเทศในระยะเปลี่ยนผ่าน ได้แก่ โกลามโฮสเซน โมห์เซนี เอเจอี ประธานศาลฎีกา, มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน และ อลิเรซา อาราฟี อิหม่ามอาวุโส และสมาชิกสภาผู้พิทักษ์

ผู้นำคนอื่นใดบ้างที่ตกเป็นเป้าหมาย

ผู้นำทางทหารของอิหร่านหลายคนถูกลอบสังหารพร้อมกับคาเมเนอี (Khamenei) รวมถึงในการโจมตีต่อเนื่องภายหลังจากนั้น

เจ้าหน้าที่ทหารอิสราเอลให้ข้อมูลกับหนังสือพิมพ์ The Guardian ของสหราชอาณาจักรว่า สมาชิกครอบครัวและผู้ติดตามใกล้ชิดของคาเมเนอีราวหนึ่งโหล รวมถึงผู้นำระดับสูงของอิหร่านอีก 40 คน เสียชีวิตจากการโจมตีเมื่อวันเสาร์

อย่างน้อยเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคง 13 คน ยืนยันว่าเสียชีวิตจากการประชุมในวันเสาร์และจากการโจมตีเป้าหมายอื่น ๆ ในวันเดียวกัน ได้แก่

โมฮัมหมัด ปักปูร์ (Mohammad Pakpour) ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน – IRGC

อาซิซ นาซีร์ซาเดห์ (Azis Nasirzadeh) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

อาลี ชัมคานี (Ali Shamkani) ประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ซัยยิด มาจิด มูซาวี (Seyyed Majid Mousavi) ผู้บัญชาการกองทัพอวกาศของ IRGC

อับดอลราฮิม มูซาวี (Abdolrahim Mousavi) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพอิหร่าน

โมฮัมหมัด ชีราซี (Mohammad Shirazi) หัวหน้าสำนักงานทหารของผู้นำสูงสุด

ซาลาห์ อาซาดี (Salah Asadi) ผู้อำนวยการฝ่ายข่าวกรอง

ฮอสเซน ฮาบัล อาเมเลียน (Hossein Habal Amelian) ประธานองค์กรนวัตกรรมและการวิจัยด้านการป้องกันประเทศ (SPND – Organisation of Defensive Innovation and Research)

เรซา โมซัฟฟารี เนีย (Reza Mozaffari Nia) อดีตประธาน SPND

โมฮัมหมัด บาเซรี (Mohammad Baseri) เจ้าหน้าที่ข่าวกรองอาวุโส

บาห์ราม ฮอสเซนี มอตลักห์ (Bahram Hosseini Motlagh) หัวหน้าฝ่ายวางแผนปฏิบัติการ กองบัญชาการทหารสูงสุด

โฆลามเรซา เรเซียน (Gholamreza Rezian) ผู้บัญชาการข่าวกรองตำรวจ

โมห์เซน ดาร์เรบากี (Mohsen Darrebaghi) รองหัวหน้าฝ่ายโลจิสติกส์และสนับสนุน กองบัญชาการทหารสูงสุด

อดีต ปธน.อาห์มาดิเนจาดรอด แต่ใครบ้างที่ตกเป็นเป้าหมายเพิ่มเติม

การโจมตีร่วมกันของสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงดำเนินต่อเนื่องนับตั้งแต่วันเสาร์ โดยพุ่งเป้าไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั่วอิหร่าน รวมถึงโรงพยาบาลและโรงเรียนหลายแห่งในย่านที่พักอาศัย เช่น โรงพยาบาลคานธี (Gandhi Hospital)

ตามข้อมูลของสภากาชาดอิหร่าน (Iranian Red Crescent) มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 787 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน

การโจมตีครั้งหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะพุ่งเป้าไปที่อดีตประธานาธิบดี มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) ในช่วงสุดสัปดาห์ ได้โจมตีโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในย่านนาร์มัก (Narmak) ทางตะวันออกของกรุงเตหะราน และคร่าชีวิตเด็กอย่างน้อย 2 คน

อาห์มาดิเนจาด นักการเมืองสายชาตินิยมซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่างปี 2005–2013 ถูกสื่อรายงานในช่วงแรกว่าเสียชีวิต แต่ต่อมาในวันอาทิตย์ สำนักข่าว Iran Wire รายงานว่าเขายังมีชีวิตอยู่และไม่ได้รับอันตรายใด ๆ โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่อารักขาของเขา 3 นาย ซึ่งเป็นสมาชิกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) เสียชีวิตจากการโจมตี ขณะที่ที่พักอาศัยของอาห์มาดิเนจาดไม่ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ Iran Wire อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับเขา

ในการโจมตีตอบโต้ อิหร่านได้พุ่งเป้าไปยังอิสราเอล รวมถึงทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ในกาตาร์ (Qatar) คูเวต (Kuwait) ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) บาห์เรน (Bahrain) และโอมาน (Oman)

เมื่อวันจันทร์ พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกมาปกป้องการโจมตีดังกล่าว โดยระบุว่ามีความจำเป็นเพื่อทำลายศักยภาพด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ระบุเช่นกันว่า การโจมตีจะดำเนินต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุเป้าหมายที่เขาเรียกว่า “สันติภาพในตะวันออกกลาง”


ที่มา:
Inside the US-Israel plan to kill Iran’s Khamenei, Shola Lawal, 3 March 2026

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง