“อิหร่านคือบ้านของผม ครึ่งหนึ่งของผมอยู่ที่นั่น ครอบครัวผมอยู่ที่นั่น และผมอยู่อิหร่านมาตลอดจนกระทั่ง 3-4 เดือนที่ผ่านมา เพราะต้องออกมาทำแคมเปญออสการ์ ลูกชายผม คุณแม่ พี่น้อง เพื่อนร่วมงาน ทุกคนอยู่อิหร่าน เมื่อครึ่งหนึ่งของคุณอยู่ที่นั่น คุณจะออกจากที่นั่นได้อย่างไร”
จาฟาร์ ปานาฮี (Jafar Panahi) ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิหร่าน กล่าวไว้ในรายการ The Daily Show
เดือนธันวาคมที่ผ่านมา เขาถูกตัดสินจำคุก 1 ปี จากการขาดนัดต่อศาล และห้ามเดินทางออกนอกประเทศจากข้อหา ‘กิจกรรมโฆษณาชวนเชื่อ’ เป็นเวลา 2 ปี และห้ามปานาฮีเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองหรือสังคมใดๆ ปานาฮีทราบผลการตัดสินโทษขณะขึ้นรับรางวัล Gotham Awards โดยไร้การแจ้งเตือนใดๆ
ที่มาของความผิดครั้งนี้ เกิดจากการลักลอบสร้างภาพยนตร์เรื่อง It Was Just an Accident (2025) และส่งไปฉายในต่างประเทศ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์จำคุกในปี 2022 ปานาฮีได้พูดคุยกับเหล่านักกิจกรรมและเพื่อนผู้ต้องขังเกี่ยวกับการถูกทรมานจนกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ตั้งคำถามถึงความยุติธรรมและการล้างแค้น
การทำงานในหนังเรื่องนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก เขาต้องแอบถ่ายแบบกองโจร เลือกใช้กล้องขนาดเล็กที่เน้นความคล่องตัวสูง ใช้แสงธรรมชาติ เพื่อป้องกันการสะดุดตาจากเจ้าหน้าที่ ขณะที่การตัดต่อหนังต้องแอบทำงานในเซฟเฮาส์ลับ โดยมีกฎเหล็กคือห้ามต่ออินเทอร์เน็ต ห้ามส่งไฟล์เข้าคลาวด์ เพื่อป้องกันการโดนแกะรอย ส่วนฟุตเทจต้นฉบับมีการคัดลอกใส่ฮาร์ดดิสก์หลายชุดก่อนนำไปซ่อนทั่วเมือง เพราะถ้าคนทำหนังถูกจับ ผลงานต้องรอด
ภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังคงเลือกท้าทายอำนาจรัฐเหมือนอย่างเคย ตั้งแต่การให้ตัวละครช่างภาพหญิงในเรื่อง ปรากฏตัวโดยแทบไม่สวมใส่ฮิญาบ เพื่อสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวของสตรีในอิหร่าน การรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐ และสะท้อนความรู้สึกประชาชนที่มีต่อรัฐบาล
แม้ปานาฮีทราบดีว่าหากทำหนังเรื่องนี้ คงถูกจับเข้าคุกอีกครั้ง แต่ทุกครั้งที่เขาได้ออกมาใช้ชีวิตในโลกภายนอก เขามักจะนึกถึงเพื่อนนักโทษคนอื่นเสมอว่าคนเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร สิ่งนี้มันติดค้างอยู่ในใจเขา การทำหนังเรื่องนี้จึงเป็นเหมือนการวางความรู้สึกที่หนักอึ้งลงและถ่ายทอดความจริงของสภาพจิตใจนักโทษหลังการเมืองจากต้องเผชิญเหตุการณ์เหล่านี้
สกู๊ปนี้พาไปดูว่าเบื้องหลังกล้องที่ถูกยึด คุกที่รอคอย ระบบที่กีดกัน ทั้งจากกรณีปานาฮี รวมถึงผู้กำกับคนอื่นๆ มีภาพยนตร์เรื่องอะไร เกิดขึ้นในบริบทแบบไหนบ้าง
It Was Just an Accident ภาพยนตร์ที่เกิดจากความเจ็บปวด
ภาพยนตร์เรื่อง It Was Just an Accident (2025) ว่าด้วยช่างซ่อมรถธรรมดาคนหนึ่งถูกเตือนความทรงจำเกี่ยวกับช่วงเวลาที่อยู่ในคุกอิหร่าน เมื่อเขาได้พบกับชายคนหนึ่งที่เขาต้องสงสัยว่าเป็นผู้คุมที่เคยทรมานเขาในคุก เขาจึงลักพาตัวชายคนนั้นมาโดยที่ไม่รู้เลยว่าใช่ผู้คุมคนนั้นจริงไหม เขารวบรวมเพื่อนอดีตนักโทษสองสามคนเพื่อยืนยันตัวตนชายคนนั้น
ภาพยนตร์ได้รับคำวิจารณ์ในเชิงบวกทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์ Robert Daniels บรรณาธิการรองของ RogerEbert.com วิจารณ์ว่า It Was Just an Accident เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงคุกหลายชั้น ทั้งคุกที่ขังเราไว้ในช่วงเวลาและคุกทางความทรงจำที่สร้างขึ้นจากจิตใจเรา และชวนตั้งคำถามว่า ‘คนเราจะเป็นมนุษย์ได้อย่างไร เมื่อความเป็นมนุษย์ถูกพรากไป’
ปานาฮีไม่ได้สนใจปริศนาตัวตนของชายผู้คุมมากนัก แต่โฟกัสผลกระทบทางอารมณ์ของ วาฮิด (ตัวเอก) เมื่อชายผู้เคยทรมานเขาปรากฏตัว วาฮิดพยายามหาหลักฐานยืนยัน โดยนำเพื่อนักโทษที่เคยถูกกระทำเช่นกันมาชี้ตัว ซึ่งตัวละครแต่ละคนมีวิธีจดจำที่ต่างกัน บางคนจำจากเสียง บางคนจำจากกลิ่น และบางคนจำจากการสัมผัสแผลเป็นบนขา ซึ่งสื่อให้เห็นว่าการกระทำครั้งนี้พวกเขาถูกขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณและอารมณ์ มากกว่าเหตุผล
หนังสร้างเสียงหัวเราะด้วยการใส่เหตุการณ์ไม่คาดฝัน ขณะที่อารมณ์ขันบางส่วนมาจากบทที่เฉียบแหลม และการเคลื่อนกล้องที่ยอดเยี่ยม ฉากที่โดดเด่นในเรื่องนี้มาจากการระบายความโกรธของฮามิดในทะเลทราย ตัวละครระเบิดอารมณ์ใส่ทุกคนในกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนที่เฉยชา คนที่อยากลืมอดีต หรือคนที่ยอมจำนน และแต่ละคนล้วนเป็นตัวแทนของวิธีที่ผู้คนใช้เอาตัวรอดภายใต้ระบอบกดขี่
และยังทิ้งคำถามสำคัญไว้ว่า ทั้งสามคนจะทรมานผู้คุมแบบเดียวกับที่เคยถูกกระทำหรือไม่ และวิธีการเหล่านั้นจะช่วยให้พวกเขาเอาชนะบาดแผลทางใจของตนเองได้จริงหรือ หนังเรื่องนี้ใช้เวลาได้คุ้มค่าทุกวินาที เพราะมันทำให้เข้าใจว่าหนังคือชีวิต หนังมีพลังในการค้นพบอดีต ปกป้องปัจจุบันและจินตนาการถึงอนาคต ซึ่ง It Was Just an Accident ทำทั้งสามสิ่งนี้พร้อมกัน

ภาพยนตร์เรื่อง It Was Just an Accident (2025) ภาพจากเว็บไซต์ imdb
รางวัลกับคำพิพากษา
ในด้านรางวัล It Was Just an Accident เดินหน้าคว้ารางวัลในเทศกาลภาพยนตร์หลายแห่ง เช่น รางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ 2026 ในสาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยมและบทดั้งเดิมยอดเยี่ยม
วันที่ 1 ธันวาคม 2025 It Was Just an Accident คว้า 3 รางวัลใหญ่จาก Gotham Awards ในคืนเดียวกัน อิหร่านตัดสินจำคุกปานาฮี เป็นเวลา 1 ปี และห้ามเดินทางออกนอกประเทศเป็นเวลา 2 ปี และห้ามเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองหรือสังคมใดๆ เวลาต่อมาทีมทนายปานาฮีประกาศว่าจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสิน ส่วนทางปานาฮีให้คำมั่นสัญญาว่าจะกลับไปรับโทษแน่นอนหลังจากเดินสายรับรางวัลเสร็จสิ้น
แม้ตัวหนังจะเป็นที่ชื่นชอบในหมู่นักวิจารณ์และผู้ชม แต่เมื่อมองกลับมาที่จุดเริ่มต้นของไอเดียนี้ รัฐบาลอิหร่านไม่ได้มองว่าเขาเป็นผู้กำกับที่ยิ่งใหญ่ แต่มองว่าเป็นภัยความมั่นคงไม่ต่างจากอาชญากร
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อิหร่านสั่งจำคุกผู้กำกับ และอิหร่านก็ไม่ใช่ประเทศเดียวที่กระทำแบบนี้ สาเหตุที่หลายประเทศแบนภาพยนตร์ มักมีสาเหตุมาจากความรุนแรงและขัดต่อหลักคำสอนของศาสนา โดยเฉพาะประเทศในตะวันออกกลางที่นำอิทธิพลของศาสนาอิสลามมาใช้ในนโยบายการเซ็นเซอร์สื่อ
อิหร่านเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัด นับตั้งแต่การปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 ได้กำหนดเสรีภาพของสื่อไว้ว่า ‘สิ่งพิมพ์และสื่อมีเสรีภาพในการแสดงออก ยกเว้นในกรณีที่เป็นอันตรายต่อหลักการพื้นฐานของศาสนาอิสลามหรือสิทธิของประชาชน’ เสรีภาพในการแสดงออกควรอยู่ภายใต้ขอบเขตหลักสองประการ ได้แก่ ไม่เป็นอันตรายต่อหลักการของศาสนาอิสลาม และไม่เป็นอันตรายต่อสิทธิของประชาชน
บทที่ 4 ขอบเขตของสื่อมวลชน มาตราที่ 6 กำหนดว่าสื่อมีเสรีภาพ ยกเว้นในกรณีที่บ่อนทำลายรากฐานและบทบัญญัติของอิสลาม และสิทธิสาธารณะและส่วนบุคคล เช่น
- ห้ามพูดดูหมิ่น ไม่ให้เกียรติศาสนาอิสลามในแง่ร้าย
- ห้ามเผยแพร่ภาพการร่วมประเวณีและการกระทำต้องห้าม เช่น ผู้หญิงไม่สวมฮิญาบในที่สาธารณะหรือการแสดงความรักที่ใกล้ชิด
- การโฆษณาชวนเชื่อและการบริโภคเกินตัวและความฟุ่มเฟือย
- การสร้างความขัดแย้งในสังคมและยุยงส่งเสริมเกี่ยวกับการทำลายความมั่นคง ชื่อเสียง และผลประโยชน์ของสาธารณรัฐอิสลาม ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
- การเปิดเผยข้อมูลและเอกสารลับของกองทัพ ห้ามวิจารณ์ผู้นำสูงสุด การโจรกรรมทางวัฒนธรรม ปล่อยข่าวปลอม ห้ามนำเสนอประเทศในเชิงลบ เป็นต้น
การถ่ายทำภาพยนตร์ในอิหร่าน มีขั้นตอนที่ตรวจเข้ม ตั้งแต่ช่วงก่อนถ่ายทำที่ต้องส่งบทภาพยนตร์เต็มฉบับให้กับ Gasht-e-Ershad หรือตำรวจศีลธรรมตรวจสอบเนื้อหา และหลังจากถ่ายทำเสร็จสิ้น ต้องส่งภาพยนตร์ไปตรวจที่เดิมเพื่อขอใบอนุญาตฉาย หากมีเนื้อหาที่ไม่ตรงกับบทที่เคยส่งไป หรือมีนัยยะทางการเมืองที่สังเกตเห็น ภาพยนตร์เรื่องนั้นจะถูกสั่งแบนหรือถูกทำลายทิ้งทันที
ด้วยข้อจำกัดที่มากมายนี้ จึงทำให้ผู้กำกับหลายคนในอิหร่านเลือกจะทำหนังใต้ดิน คือแอบทำแบบลับๆ และส่งออกไปฉายยังเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ นั่นทำให้หลายเทศกาลในทุกวันนี้เป็นพื้นที่ของหนังที่ไม่มีโอกาสได้ฉายในประเทศตัวเอง ส่งผลให้รัฐบาลหลายประเทศจับตามองไปที่เทศกาลเหล่านี้และไล่แบนหรือจับคนที่ทำผิดกฎหมาย
เคสตัวอย่างที่โลกแบน
การแบนหนังของเหล่าผู้กำกับเป็นเพียงหนึ่งในวิธีการที่รัฐกระทำต่อคนทำหนัง ขณะที่ผู้กำกับคนอื่นโดนกระทำด้วยวิธีการต่างกันออกไป
ในปี 2024 Mohammad Rasoulof ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง The Seed of the Sacred Fig ได้รับเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ถูกอิหร่านตัดสินจำคุก 8 ปี พร้อมโทษเฆี่ยนตี ปรับเงิน และริบทรัพย์สิน ส่วนทีมงานที่ถูกสอบสวนถูกสั่งห้ามออกนอกประเทศ แต่เขาและทีมงานบางส่วนสามารถหลบหนีออกมาจากอิหร่านได้สำเร็จ

ภาพยนตร์เรื่อง The Seed of the Sacred Fig (2024) ภาพจากเว็บไซต์ imdb
หรือ โอเลก เซนต์ซอฟ (Oleg Sentsov) ผู้กำกับที่เกิดในเมือง Simferopol เขตไครเมีย สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตยูเครน ในช่วงฤดูร้อนปี 2014 เขาเลื่อนการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องใหม่ออกไปเนื่องจากการเข้าร่วมประท้วงออโตไมเดนและยูโรไมเดน โดยในช่วงวิกฤตการณ์ไครเมียปีเดียวกัน เขาได้ช่วยส่งเสบียงให้กับทหารยูเครนที่ติดอยู่ในฐานทัพในไครเมีย
จนกระทั่งวันที่ 11 พฤษภาคมปี 2014 ทางการรัสเซียจับกุมเขาได้ที่เมืองไครเมียในข้อหาต้องสงสัยว่า ‘วางแผนก่อการร้าย’ จากการพยายามโจมตีสะพาน สายไฟฟ้า และอนุสาวรีย์ เขาถูกตัดสินจำคุก 20 ปี
ตามคำกล่าวของอัยการรัสเซีย เซนต์ซอฟและเพื่อนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางเพลิงขนาดเล็กสองครั้ง ต่อสำนักงานพรรค United Russia และองค์กร "ชุมชนรัสเซียแห่งไครเมีย" ในซิมเฟโรโพล เมื่อวันที่ 14 และ 18 เมษายน 2014 ตามลำดับ เซนต์ซอฟได้รับโทษหนักกว่าเพราะอัยการระบุว่าเขาเป็นผู้จัดการโจมตี อ้างอิงหลักฐานจากคำรับสภาพของ เกนนาดี อาฟานาซิเยฟ (Gennady Afanasyev) และ อเล็กเซย์ ชีร์นี (Alexei Chirnigo) แต่ภายหลังทั้งสองถอนคำให้การในศาลโดยอ้างว่าถูกทรมานบังคับให้สารภาพ หรือวิดีโอกล้องซ่อนที่ FSB ให้ อเล็กซานเดอร์ ปิโรกอฟ (Alexander Pirogov) นักศึกษาผู้แจ้งเบาะแสบันทึกบทสนทนากับชีร์นี ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับแผนวางระเบิด แต่ไม่มีเซนต์ชอฟปรากฏตัวในวิดีโอเลย
ในปี 2018 เซนต์ซอฟอดอาหารประท้วงนาน 145 วัน เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองชาวยูเครนทุกคนที่ถูกคุมขังในรัสเซีย แต่สุดท้ายจะต้องยุติการประท้วงเพราะสุขภาพที่ทรุดหนักและเสี่ยงถูกบังคับให้กินอาหาร การกระทำนี้ส่งผลให้ผู้กำกับทั่วโลกเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขาและอีกหลายคน เทศกาลภาพยนตร์บางแห่งเปิดเก้าอี้ว่างในคณะกรรมการตัดสินเพื่อแสดงสัญลักษณ์ นอกจากนี้เขายังได้รับรางวัล Sakharov Prize for Freedom of Thought จากรัฐสภายุโรปในปี 2018 จนในปี 2019 เขาได้รับการปล่อยตัวในการแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างรัสเซียและยูเครนรวม 70 คน หลังติดคุกมากกว่า 5 ปี
แม้ผู้กำกับทั้งสามคนนี้จะถูกจับแล้วนำไปขังคุกเหล็ก แต่สำหรับผู้กำกับบางคน เขาถูกกีดกันจากระบบของ Hollywood
Haile Gerima ผู้กำกับชาวเอธิโอเปีย เขาทำภาพยนตร์เรื่อง Sankofa (1993) ที่พูดถึงผู้หญิงผิวดำถูกย้อนเวลากลับไปยุคทาสในไร่ ที่ซึ่งเธอได้สัมผัสกับความโหดร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจของการเป็นทาส ตัวหนังได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน และ สถาบันภาพยนตร์อเมริกา (AFI) แต่กลับถูกสื่อและผู้จัดจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาเพิกเฉยทั้งการหาทุนและจัดจำหน่าย เขาจึงก่อตั้งบริษัทขึ้นมา เพื่อจัดจำหน่ายหนังอิสระและระดมชุมชนนักเคลื่อนไหวและบุกเบิกเครือข่ายทางวัฒนธรรมด้วยตนเอง จนสามารถฉายภาพยนตร์ในโรงได้ทั่วประเทศ
ภาพยนตร์เรื่อง Sanfoka (1993) ภาพจากเว็บไซต์ imdb
หลังจากถูกกีดกันมานาน ในปี 2021 Academy Museum of Motion Pictures มอบรางวัล Inaugural Vantage Award ให้เขาเป็น และ Sankofa ถูกนำไปฉายในสตรีมมิงอย่าง Netflix ผ่านค่าย Array ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเขา
แม้เกริมาจะไม่ได้ถูกจับเข้าคุกแบบคนอื่น แต่สิ่งที่เขาเผชิญไม่ได้ต่างกับคุก เพียงแต่คุกแห่งนี้ถูกขังโดยระบบทุนนิยมที่กีดกันจากวิธีคิดและจุดยืนที่ไม่ตรงกับความต้องการของ Hollywood
เกริมาให้สัมภาษณ์กับ Blackstar ไว้ว่า เขาไม่ได้ต้องการสร้างภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องการสร้างภาพยนตร์จากเรื่องจริงเพราะมันทำให้เราพบชิ้นส่วนความเป็นมนุษย์ในเรื่องราว หากทำภาพยนตร์ที่มีแต่ความสมบูรณ์แบบโดยไม่มีความขัดแย้งใดๆ มันไม่ต่างกับภาพยนตร์ฟาสต์ซิสก์ การที่ต้องทำหนังเพื่อให้คนขาวสบายใจจะทำลายศักยภาพของคนผิวดำ เราต้องปลดปล่อยวิสัยทัศน์ ความคิดเกี่ยวที่โลกที่คนผิวดำต้องการ จากมุมมองเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม
ในมิติที่ต่างออกไปของการแบนภาพยนตร์ ไม่ใช่เรื่องของผู้กำกับถูกจับ แต่เป็นเรื่องของเนื้อหาที่ทำให้รัฐกลัว ภาพยนตร์เรื่อง Wonder Woman (2017) ถูกห้ามเผยแพร่ในคูเวต, เลบานอน, กาตาร์ และตูนิเซีย เนื่องจากมีนักแสดงในเรื่องเป็นชาวอิสราเอล
ภาพยนตร์เรื่อง Noah (2014) ถูกห้ามเผยแพร่ในบาห์เรน, อินโดนีเซีย, กาตาร์, ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เนื่องจากมีภาพศาสดา
แอนิเมชันเรื่อง Lightyear (2022) ถูกห้ามเผยแพร่ในบางประเทศสมาชิกขององค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) และประเทศในละแวกนั้น เนื่องจากมีฉากตัวละครเพศหญิงจูบกัน
หากมองในไทย ภาพยนตร์หลายเรื่องถูกรัฐเซ็นเซอร์หรือถูกสั่งห้ามฉาย เช่น ภาพยนตร์เรื่อง เชคสเปียร์ต้องตาย (2011) ที่ถูกห้ามเผยแพร่ในไทย เนื่องจากมีเนื้อหาที่ก่อให้เกิดการขัดแย้งระหว่างคนในชาติและขัดต่อศีลธรรมอันดี รวมถึงขอให้แก้ไขเนื้อหาบางส่วนที่อ้างอิงหลายเหตุการณ์ทางการเมือง จนในปี 2024 ศาลปกครองสูงสุดได้เปลี่ยนคำตัดสินให้กระทรวงวัฒนธรรมยกเลิกการแบนพร้อมชดใช้ค่าเสียหายจากการที่ไม่สามารถฉายภาพยนตร์ได้ในปี 2012
แม้เหตุผลของการแบนจะต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นศาสนา ความต่างทางชาติพันธุ์ หรือการเมือง แต่รากของมันมาจากที่เดียวกันคือความกลัว ต่างจากการลงโทษผู้กำกับที่เป็นการจงใจปิดปากคนที่กล้าเห็นต่าง
บทสรุปของการต่อสู้
ทุกวันนี้ การต่อสู้ผ่านศิลปะมีมากขึ้น ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงหรือเน้นความสมจริงถูกสร้างมากขึ้น เพราะมันสามารถทำให้เห็นภาพจำลองเหตุการณ์ ส่งเสียง และสร้างความรู้สึกเพื่อทำให้เกิดการรับรู้ ผู้กำกับหลายคนเลือกทำภาพยนตร์เพื่อสะท้อนและสร้างความตระหนักรู้ผ่านศิลปะรูปแบบนี้ ถึงต้องเผชิญกับการถูกกีดกันหรือสั่งลงโทษก็ตาม
แม้บริบทของแต่ละคนจะต่างกัน ทั้งประเทศ ระบบการเมือง และวิธีที่ถูกกระทำ แต่การต่อสู้ของ Jafar Panahi สะท้อนให้เห็นเหตุผลร่วมที่ทำให้พวกเขายังคงยืนหยัดได้ชัดเจน
ในปี 2010 เขาถูกจับกุมข้อหาโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านการปกครอง หลังแสดงตัวว่าสนับสนุนขบวนการสีเขียว ที่ออกมาประท้วงผลการเลือกตั้งในอิหร่านปี 2009 ศาลสั่งจำคุกเขา 6 ปี และห้ามสร้างภาพยนตร์ 20 ปี
3 เดือนหลังถูกจำคุก เขาถูกปล่อยตัวออกมาหลังอดอาหารประท้วงและแรงกดดันจากคนทำหนังทั่วโลก 12 ปีหลังถูกปล่อยตัว เขาถูกจับตาจากรัฐบาล จึงแอบลักลอบทำหนังมาโดยตลอด ตั้งแต่ This is not a Film (2011) ที่ถ่ายชีวิตประจำวันตัวเองในบ้านแล้วแอบส่งไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์
Taxi (2015) เขารับบทเป็นคนขับแท็กซี่ โดยผู้ใช้บริการจะต้องจ่ายค่าบริการเป็นเรื่องเล่าของพวกเขา ภาพยนตร์สามารถสะท้อนถึงความเป็นจริงและสิ่งที่ประชาชนต้องเผชิญผ่านบทสนทนา จนสามารถคว้ารางวัลหมีทองคำในเทศกาลหนังเบอร์ลิน
สำหรับปานาฮี การทำหนังไม่ใช่การต่อต้านทางการเมือง แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เขาต้องทวงคืน ตั้งแต่เขาสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Circle (2000) เขาเลือกข้ามเส้นด้วยการพูดถึงสิ่งที่ระบอบห้ามพูด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนักโทษหญิง ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น โสเภณี และเมื่อข้ามไปแล้ว ก็ไม่มีทางถอยกลับ
เขามองว่าผู้กำกับในโลกนี้มีอยู่สองประเภท 95% สร้างภาพยนตร์เพื่อตอบสนองผู้ชมและทำตามที่ผู้ชมต้องการ ส่วนอีก 5% เลือกเดินตามรสนิยมและวิสัยทัศน์ของตัวเอง โดยปล่อยให้ผู้ชมตามหาพวกเขา ปานาฮีอยู่ในกลุ่มหลัง และนั่นทำให้เขาไม่อาจถูกหยุดได้ด้วยอำนาจใด ไม่ว่าจะการเมือง เศรษฐกิจ หรือการจำคุก เพราะเขาไม่ได้ไล่ตามใคร แต่เป็นคนอื่นต่างหากที่ไล่ตามเขา
แม้แต่ในห้องสอบสวน เขายังบอกกับผู้สอบสวนตรงๆ ว่า ‘ดูสิ ตอนนี้คุณกำลังสอบสวนผมอยู่ สิ่งนี้จะปรากฏในภาพยนตร์ของผมสักเรื่อง’
ปานาฮีเคยกล่าวว่า รัฐอาจยึดกล้อง ยึดทีมงาน แต่ไม่อาจพรากความคิดและเรื่องราวของเขาไปได้ เพราะในแง่หนึ่ง เขาบอกว่าตัวเองไม่ใช่คนสร้างหนังเรื่อง It Was Just an Accident แต่เป็นอิหร่านต่างหากที่สร้างมันขึ้นมา เพราะรัฐขังพวกเขา (ศิลปิน) เข้าคุก มันจึงเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาจะเริ่มเล่าเรื่องราวที่ได้พบเจอในคุกเพราะไม่อาจเพิกเฉยต่อสภาพแวดล้อมนี้ได้ และบางทีรัฐอาจควรต้องคิดใหม่ หากต้องการให้พวกเขาหยุดพูดก็ควรเลิกขังพวกเขา
“ถ้าภาพยนตร์คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับคุณ ไม่มีระบอบการปกครองใด ไม่มีเซ็นเซอร์ใด และระบบเผด็จการใดที่จะหยุดคุณได้” ปานาฮีกล่าว
คำตอบของปานาฮีเป็นเหมือนภาพสะท้อนของเหล่าคนทำหนังที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ หากคุณรักสิ่งที่ทำมากพอ ไม่ว่าจะอุปสรรคใดก็ไม่สามารถหยุดคุณได้ ภาพยนตร์อาจจะเป็นสื่อที่สร้างเพื่อความบันเทิง แต่อีกใจความสำคัญหนึ่ง มันสามารถสร้างอารมณ์ ความรู้สึกและประสบการณ์ร่วมได้ และยังทำหน้าที่ตีแผ่ความจริง
