Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

วิกฤตในวงการพยาบาลปะทุมาอีกครั้ง หลังเช้าวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา พยาบาลกว่า 300 คนรวมตัวกันที่หน้าโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ คัดค้านนโยบาย ‘เวร 12 ชั่วโมง’ ระบุพยาบาลเป็นคนไม่ใช่หุ่นยนต์ ขอให้ฝ่ายที่ออกนโยบายรับฟังเสียงคนหน้างาน จุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันของพยาบาลครั้งนี้สืบเนื่องมาจากกองการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เสนอแนวคิดปรับรูปแบบการจัดเวรพยาบาล 8 ชั่วโมง เป็น 12 ชั่วโมงต่อหนึ่งผลัด เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนและลดภาวะลาออกของพยาบาล กลุ่มพยาบาลที่ออกมาคัดค้านมองว่าการทำงานต่อเนื่อง 12 ชั่วโมง ไม่ได้ช่วยลดภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากร แต่เป็นการเพิ่มภาระให้พยาบาล และไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

พยาบาลโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ รวมตัวประท้วง เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2569

ภาพจาก เชียงราย 108

จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนต่อระบบเวร 12 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2569 คณะกรรมการสภาการพยาบาลได้ยอมเลื่อนวันบังคับใช้ประกาศสภาการพยาบาลที่จะมีผลให้พยาบาลต้องขึ้นเวร 12 ชั่วโมงออกไปก่อน เพื่อขอไปศึกษาข้อมูลให้รอบด้านมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พยาบาลไทยน้อยแค่ไหน

Rocket Media Lab เปิดข้อมูลการสำรวจจำนวนพยาบาลทั่วประเทศ พบว่าจากข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2567 กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ประเทศไทยมีพยาบาลในระบบสาธารณสุข ทั้งหมด 198,836 คน จังหวัดที่มีจำนวนพยาบาลมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร จำนวน 41,766 คน ตามมาด้วย นครราชสีมา 6,898 คน ขอนแก่น 6,860 คน เชียงใหม่ 6,851 คน และชลบุรี 6,663 คน

ขณะที่จังหวัดที่มีจำนวนพยาบาลน้อยที่สุด คือ สมุทรสงคราม จำนวน 482 คน ระนอง 512 คน แม่ฮ่องสอน 573 คน สิงห์บุรี 703 คน และอำนาจเจริญ 705 คน

เมื่อนำสัดส่วนของพยาบาลและประชากรในประเทศมาเทียบกันจะพบว่า พยาบาล 1 คน ต้องรับผิดชอบดูแลประชากรกว่า 327 คน

ภาพจาก Rocket Media Lab

จังหวัดที่พยาบาล 1 คนดูแลประชากรมากที่สุด คือ หนองบัวลำภู สัดส่วนประชากร 677 คน ต่อพยาบาล 1 คน ตามมาด้วย บึงกาฬ สัดส่วนประชากร 572 คน ต่อพยาบาล 1 คน ชัยภูมิ สัดส่วนประชากร 551 คน ต่อพยาบาล 1 คน เพชรบูรณ์ สัดส่วนประชากร 550 คน ต่อพยาบาล 1 คน และนครพนม สัดส่วนประชากร 535 คน ต่อพยาบาล 1 คน

ขณะที่จังหวัดที่งานเบาสุดของพยาบาล ได้แก่ กรุงเทพมหานคร พยาบาล 1 คน ดูแลประชากร 128 คน รองลงมาคือนครนายก สัดส่วนประชากร 238 คน ต่อพยาบาล 1 คน เชียงใหม่ สัดส่วนประชากร 239 คน ต่อพยาบาล 1 คน ชลบุรี สัดส่วนประชากร 242 คน ต่อพยาบาล 1 คน และภูเก็ต สัดส่วนประชากร 246 คน ต่อพยาบาล 1 คน

 

ระบบเวร 12 ชม. 4 ชม. ที่เพิ่มมา ได้ 45 บาท/ชม. ผลักพยาบาลออกนอกระบบ 

โม จากกลุ่ม Nurse Connect มองว่าการปรับนโยบายให้พยาบาลขึ้นเวรผลัดละ 12 ชั่วโมง ไม่ใช่หนทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพยาบาลที่ดีนัก และอาจจะยิ่งเพิ่มภาระงานให้ตัวคนทำงานจนกระตุ้นให้พยาบาลไหลออกนอกระบบไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชน หรือไปเป็นพยาบาลในต่างประเทศแทนได้

จากประสบการณ์ส่วนตัวโมเคยเป็นอดีตพยาบาลโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด ตอนนี้เธอเปลี่ยนมาทำงานให้ภาคเอกชนแทน ปัญหาของพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐที่เธอเห็น "พยาบาลคนหนึ่งต้องทำงานหนักมาก" ดูแลผู้ป่วยพร้อมกันเป็นคน 10 วันต่อวัน หรืออาจจะมากกว่านั้นขึ้นอยู่จุดที่ทำงาน ถ้าเป็นพยาบาลในแผนกทั่วไปก็จะต้องรับผิดชอบดูแลคนไข้จำนวนมากกว่าส่วนอื่น ยิ่งในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ไม่จำกัดเตียง คนไข้ก็ยิ่งมีจำนวนมาก อย่างที่เห็นภาพคนไข้นอนหน้าลิฟต์ เตียงที่พยาบาลต้องดูแลก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

ปกติตารางเวรของพยาบาลจะเป็นเวรเช้า บ่าย ดึก อย่างละ 8 ชั่วโมง แต่จะมีรอยต่อในช่วงเวลาของการส่งเวรที่จะกินเวลาเพิ่มไปอีกครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมงขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของอาการคนไข้ ยังไม่นับที่พยาบาลแต่ละคนต้องทำงานเอกสารอย่างบันทึกการพยาบาล (เวชระเบียนคนไข้อย่างหนึ่งที่พยาบาลจะบันทึกอาการคนไข้ในแต่ละเวรไว้) หลังจากดูแลคนไข้อีก ทำให้บางครั้งพยาบาลต้องออกเวรล่าช้ากว่าเวลาจริง เนื่องจากเวลาที่ขึ้นเวร 8 ชั่วโมง ไม่สามารถแบ่งมาทำงานเอกสารได้

โมเข้าใจดีว่านโยบายเวร 12 ชั่วโมง พยายามออกมาเพื่อแก้ปัญหาชั่วโมงการทำงานของพยาบาลที่ยาวนานเกินไป ปัจจุบันมีพยาบาลหลายคนที่ต้องขึ้นเวร 16 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าพยาบาลต้องขึ้นเวรเช้าบ่ายแปลว่าพยาบาลคนนั้นต้องทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึงเที่ยงคืน 

ด้วยความขาดแคลนพยาบาลของประเทศทำให้พยาบาลหนึ่งคนไม่สามารถทำงานแค่ 8 ชั่วโมงต่อวันได้ สภาการพยาบาลจึงพยายามที่จะลดชั่วโมงการทำงานให้บุคลากรจาก 16 ชั่วโมง เหลือ 12 ชั่วโมง

“สภาการพยาบาลเขาเจตนาดี เข้าใจ แต่การปรับชั่วโมงการทำงานเพียงอย่างเดียวโดยไม่แก้ปัญหาอื่นๆ ไม่ได้ช่วยให้ตัวคนทำงานโอเคขึ้นหรือมีสภาพการทำงานที่ดีขึ้น วงจรอุบาทว์ของปัญหานี้คือหนึ่งบุคลากรไม่พอ ทำให้พยาบาลต้องขึ้นเวรโดยไม่สมัครใจ โดนบังคับให้ขึ้นเวรกัน 70 ชั่วโมงต่อสัปดาห์บ้าง แล้วแต่ความขาดแคลนของแต่ละโรงพยาบาล และพยาบาลต้องดูแลคนไข้ที่มากเกินขีดจำกัด ส่งผลให้การให้บริการไม่ได้คุณภาพ ถ้าพยาบาลต้องดูแลคนไข้ทีเดียว 8-10 เตียงเป็นไปไม่ได้เลยว่าเขาจะดูแลได้ดี ควรต้องมีการกำหนดภาระงานด้วยนอกเหนือจากการลดชั่วโมงการทำงานแล้ว ต้องกำหนดภาระงานด้วยว่าพยาบาล 1 คน ไม่ควรดูแลคนไข้เกินกี่คน เพื่อความปลอดภัยของคนไข้ และพยาบาลไม่รับภาระงานหนักเกินไป”

การลดชั่วโมงการทำงานของพยาบาลลงมาเหลือ 12 ชั่วโมง เป็นการแก้ปัญหาแค่ส่วนเดียว แต่การกำหนดภาระงานของพยาบาลให้ชัดเจนจะยิ่งช่วยเซฟทั้งพยาบาลและคนไข้ได้ ทำให้คนไข้ไม่ต้องได้รับบริการจากพยาบาลที่งานล้นมือ จนการดูแลคนไข้กลายเป็นเรื่องของแค่การทำงานให้เสร็จทัน

การคำนวณค่าตอบแทนของระบบเวร 12 ชั่วโมงก็มีปัญหา ตามแนวทางของสภาการพยาบาลที่ออกมา 8 ชั่วโมงแรกจะถูกคิดตามเรทเวรทั่วไปหรือเวรโอที ซึ่งมีเรทค่าตอบแทนอยู่แล้ว ส่วน 4 ชั่วโมงที่เกินมาถูกคิดโดยการเอาค่าเวรมาหารและให้เงินตอบแทน 180 บาทสำหรับการทำงาน 4 ชั่วโมง เมื่อหารเฉลี่ยแล้วตกชั่วโมงละ 45 บาท

“8 ชั่วโมงแรกคิดค่าเวรตามเรทปกติ ส่วน 4 ชั่วโมงที่เกินมา ชั่วโมงละ 45 บาท น้อยมาก 45 บาทกับการต้องแบกรับชีวิตผู้ป่วยค่อนข้างที่จะไม่สมเหตุสมผล การคำนวณแบบนี้เหมือนกับเป็นการเปิดช่องให้โรงพยาบาลได้ลดค่าตอบแทนของพยาบาลลงด้วย จากเดิมสมมติพยาบาลทำงานได้โอที 2 เวรเช้าบ่ายในหนึ่งวัน เท่ากับว่าวันนั้นเขาจะได้เงินประมาณ 1,500 – 1,600 บาท แต่ถ้าปรับเป็นระบบ 12 ชั่วโมง เขาจะได้เงินค่าตอบแทนแค่ 900 – 1,000 บาท”

จากมุมคนที่เคยทำงานเป็นพยาบาลโมมองว่าสภาการพยาบาลควรผลักแก้ปัญหา 3 ส่วนใหญ่ๆ ไปพร้อมกัน “ชั่วโมงการทำงานดี – ภาระงานดี - ค่าตอบแทนดี” เพื่อรักษาพยาบาลในระบบไว้ และพยาบาลที่ออกไปอยู่นอกระบบก็อาจจะอยากกลับเข้ามาทำงานในระบบอีกครั้ง ซึ่งเมื่อมีคนทำงานมากขึ้นก็จะส่งผลให้ชั่วโมงการทำงานและภาระงานลดลงไปตามกลไก

“ตอนนี้เราเสียพยาบาลออกจากระบบไปเรื่อยๆ การปรับเวลาทำงานเป็น 12 ชั่วโมงอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้พูดถึง 2 ปัจจัยที่เหลือ (ภาระงานและค่าตอบแทน) มีแต่จะยิ่งทำให้คนออกจากระบบมากขึ้น 8 ชั่วโมงก็เหนื่อยแล้ว อันนี้เพิ่มมาอีก 4 ชั่วโมงแถมค่าตอบแทนไม่ดี การทำงาน 12 ชั่วโมงจะยิ่งส่งผลให้คน burn out และเสียสุขภาพจิตยิ่งกว่าเดิม”

ปัจจุบันพยาบาลไหลออกไปอยู่นอกระบบทำงานในโรงพยาบาลเอกชนเป็นจำนวนมาก และในช่วงหลังโควิด-19 พยาบาลที่ไทยผลิตได้เลือกไปทำงานในต่างประเทศมากขึ้น เช่นอเมริกาและเยอรมัน เพราะมีชั่วโมงการทำงานและค่าตอบแทนดีกว่าการเป็นพยาบาลในไทย มีพยาบาลหลายคนยอมเรียนภาษาเยอรมันเพิ่ม หรือบินไปสอบที่ฮ่องกงเพื่อให้ได้ใบอนุญาตไปทำงานเป็นพยาบาลที่อเมริกา พยาบาลที่ไทยผลิตได้ในแต่ละปีจึงเสียไปให้กับสัดส่วนของเอกชนและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

โมระบุว่า สภาการพยาบาลเองก็มีข้อมูลว่าพยาบาลที่จบใหม่มีแนวโน้มที่จะลาออกในปีแรก 25 % และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 50 % ในปีที่สอง ทำให้มีพยาบาลมาเติมในระบบได้ไม่เต็ม แม้ว่าแต่ละปีไทยจะผลิตพยาบาลจบใหม่ได้ถึง 10,000 กว่าคน จนตอนนี้กลายเป็นว่าสัดส่วนของพยาบาล 1 คน ต้องดูแลประชากร 300 กว่าคน และในโรงพยาบาลที่มีหมอน้อยมาก เช่นมีหมอคนเดียว พยาบาลก็ต้องมาช่วยงานในส่วนที่เป็นหน้าที่ของหมออีกด้วย

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง