Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'เพื่อไทย' กาง 4 ข้อ แก้ พ.ร.บ.ประกันสังคม ยกระดับทันสมัย-โปร่งใส

พรรคเพื่อไทย โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในการแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม ว่า กองทุนของคนกว่า 20 ล้านคน กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของความเชื่อมั่น ภายใต้บริบทที่กฎหมายเดิมไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกแรงงาน สังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่เงินไหลออกมากกว่าเงินไหลเข้า การบริหารและการลงทุนถูกตั้งคำถาม และสิทธิประโยชน์ยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตแรงงานยุคใหม่

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงความบกพร่องเชิงระบบ แต่กำลังกลายเป็น ความเสี่ยงต่ออนาคตของแรงงานไทย พรรคเพื่อไทยจึงเสนอการแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม เพื่อปฏิรูปกองทุนทั้งระบบ โดยเริ่มจากการขยายฐานผู้เข้าสู่ระบบ ดึงแรงงานนอกระบบซึ่งมีอยู่จำนวนมากให้เข้ามาอยู่ภายใต้ความคุ้มครอง ผ่านการปรับนิยาม “ลูกจ้าง–นายจ้าง” ให้ครอบคลุมแรงงานแพลตฟอร์ม พร้อมยกระดับสิทธิประโยชน์เพื่อสร้างแรงจูงใจในระยะยาว

ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการบริหารครั้งใหญ่ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น กำหนดกรอบการลงทุนที่มีเป้าหมายชัดเจน ตั้งกลไกกำกับตรวจสอบที่เป็นอิสระ และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้กองทุนสามารถตรวจสอบได้จริง

โฆษณา - Advertising

หัวใจสำคัญคือ การยกระดับประกันสังคมให้เป็นกองทุนที่โปร่งใส ทันสมัย และน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เพียงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เพื่อวางรากฐานระยะยาวของประเทศ

เมื่อสิทธิประโยชน์ดีขึ้น โครงสร้างบริหารมีความเป็นอิสระ และการลงทุนมีประสิทธิภาพ ความเชื่อมั่นจะค่อยๆ ฟื้นกลับมา แรงงานรุ่นใหม่จะเห็นคุณค่าของการอยู่ในระบบ และกองทุนนี้จะกลายเป็นหลักประกันที่มั่นคงของคนไทยในสังคมสูงวัย

นี่ไม่ใช่แค่การปรับปรุงกฎหมาย แต่คือการ “ออกแบบอนาคตใหม่” ของแรงงานไทย ผ่าน พ.ร.บ.ประกันสังคม ที่ยึดผู้ประกันตนเป็นศูนย์กลาง

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 4/4/2569

โฆษณา - Advertising

สปส.ขยายเครือข่ายสถานพยาบาลคู่สัญญา ปี 2570 รองรับผู้ประกันตนเพิ่มขึ้น

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวถึง การเปิดรับสมัครสถานพยาบาลเข้าร่วมเป็นสถานพยาบาลคู่สัญญาเพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตน ประจำปี 2570 เพื่อรองรับจำนวนผู้ประกันตนที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี และเป็นการกระตุ้นให้สถานพยาบาลเกิดการแข่งขันด้านการให้บริการและคุณภาพในการรักษาพยาบาลแก่ผู้ประกันตน โดยสถานพยาบาลที่มีความประสงค์เข้าร่วมเป็นสถานพยาบาลคู่สัญญากับสำนักงานประกันสังคม สามารถยื่นความประสงค์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเว็บไซต์ https://mms.sso.go.th ตั้งแต่บัดนี้ถึง 31 พฤษภาคม 2569

ในส่วนคุณสมบัติของสถานพยาบาลที่จะเข้าร่วมฯ จะต้องเป็นไปตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดมาตรฐานสถานพยาบาล ที่ให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตน พ.ศ. 2563 ซึ่งมีมาตรฐานต่างๆ เช่น ต้องเป็นสถานพยาบาลที่มีขนาดไม่น้อยกว่า 100 เตียง และมีการบริหารจัดการเพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับความสะดวกในการเข้ารับบริการทางการแพทย์ รวมถึงเป็นสถานพยาบาลที่จัดทำข้อตกลงร่วมกับสถานพยาบาลระดับสูง (Supra Contractor) เพื่อรองรับการส่งต่อผู้ประกันตนในกรณีที่เกินขีดความสามารถทางการแพทย์ นอกจากนี้ต้องเป็นสถานพยาบาลที่จัดให้มีบริการทางการแพทย์ 12 สาขาขึ้นไป ได้แก่ 1. อายุรกรรมทั่วไป 2. ศัลยกรรมทั่วไป 3. สูตินรีเวชกรรม 4. ศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ 5. เวชศาสตร์ป้องกัน 6. จักษุวิทยา 7. วิสัญญีวิทยา 8. โสต นาสิก ลาริงซ์ 9. รังสีวิทยา 10. เวชกรรมฟื้นฟู 11. เวชศาสตร์ฉุกเฉิน และหรือประสาทศัลยศาสตร์ 12. กุมารเวชกรรม

ทั้งนี้ สาขาที่ 1- 8 สถานพยาบาลต้องจัดให้มีบริการทางการแพทย์ สาขาที่ 1-3 ต้องมีแพทย์เฉพาะทางประจำทำงานเต็มเวลา สาขาที่ 4 ให้มีแพทย์เฉพาะทางทำงานเป็นเวลาอย่างน้อย 40 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ สาขาที่ 9-12 ควรจัดให้มีแพทย์ให้บริการตามความเหมาะสม โดยให้อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการการแพทย์

โฆษณา - Advertising

ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสต์, 4/4/2569

คณะกมธ.การกฎหมายฯ วุฒิสภา แนะหน่วยงานจังหวัดภูเก็ต บูรณาการทำงานแก้ปัญหาสิ่งผิดกฎหมาย - แรงงานแฝงในพื้นที่

พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย และการยุติธรรม วุฒิส นำคณะกมธ. ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยมี นายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานที่ดินจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัด สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด และสมาคมที่พักบูติกภูเก็ต ให้การต้อนรับและร่วมบรรยายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นสถานการณ์ปัญหาคนต่างด้าวประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย ธุรกิจนอมินี และแรงงานแฝงผิดกฎหมายในพื้นที่ แนวทางการแก้ไขปัญหาและมาตรการป้องกันปราบปรามการกระทำผิดรวมถึงปัญหาและอุปสรรค รวมถึงมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว

โอกาสนี้ คณะกมธ. ได้มีข้อเสนอแนะให้จังหวัดภูเก็ตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันบูรณาการดำเนินการป้องกันและปราบปรามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย ธุรกิจนอมินี และแรงงานแฝงผิดกฎหมายในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบและการจดทะเบียนบริษัท ห้างหุ้นส่วน จำกัด และป้องกันการใช้คนไทยเป็นนอมินีแทนคนต่างด้าวในธุรกิจท่องเที่ยว การพัฒนาเมืองภูเก็ตด้านการจราจร ความปลอดภัยนักท่องเที่ยว รวมทั้งการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ทั้งนี้ จะได้นำข้อมูลที่ร่วมหารือและแลกเปลี่ยนกันในครั้งนี้ไปประกอบการพิจารณาศึกษาเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกมธ. ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการสนับสนุนการดำเนินงานของวุฒิสภาต่อไป

โฆษณา - Advertising

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 3/4/2569

กต.ยืนยันพบชิ้นส่วนมนุษย์บนเรือมยุรีนารี รอพิสูจน์อัตลักษณ์

ตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 เกี่ยวกับความคืบหน้ากรณีลูกเรือไทย 3 คน บนเรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทย “มยุรีนารี” ที่ประสบเหตุขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ซึ่งกระทรวงฯ ได้ติดตามและแจ้งความคืบหน้าให้สื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนทราบมาโดยตลอด นั้น

กระทรวงการต่างประเทศขอเรียนพัฒนาการล่าสุดเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว วันนี้ (3 เมษายน 2569) กระทรวงฯ ได้รับการประสานจากบริษัท Precious Shipping เจ้าของเรือ “มยุรี นารี” ว่า ทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการค้นหาและกู้ภัยที่บริษัทฯ ว่าจ้าง ได้ขึ้นไปบนเรือฯ เพื่อค้นหาลูกเรือไทย 3 คนบนเรือฯ เป็นครั้งที่ 2 โดยทีมค้นหาดังกล่าวตรวจค้นทุกพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้อย่างละเอียดเท่าที่สภาพการณ์จะเอื้ออำนวย เนื่องจากเรือได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้และมีน้ำท่วมขังที่ห้องเครื่องและบริเวณใกล้เคียง และได้พบชิ้นส่วนของร่างกายมนุษย์บางส่วนในบริเวณที่เรือได้รับความเสียหาย แต่ยังไม่สามารถยืนยันอัตลักษณ์บุคคลได้ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้แจ้งให้ครอบครัวของลูกเรือทราบถึงความคืบหน้าดังกล่าวแล้ว

โฆษณา - Advertising

กระทรวงฯ ขอแสดงความเสียใจต่อพัฒนาการในครั้งนี้ และจะประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตไทยที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายอิหร่าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อรับการยืนยันอัตลักษณ์บุคคลโดยเร็วที่สุด โดยกระทรวงฯ จะแจ้งความคืบหน้าต่อไป

กระทรวงการต่างประเทศขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับสู่กระบวนการเจรจาและการทูตโดยเร็วที่สุด เพื่อยุติสถานการณ์ความตึงเครียดตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ โดยให้ความสำคัญแก่ความปลอดภัยของพลเรือน และการเดินเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มา: TNN, 3/4/2569

สส.พรรคประชาชน ชงแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติ หวั่นเสี่ยงหลุดระบบ 1 ล้านคน

นายสหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน พร้อมคณะ แถลงข่าวถึงปัญหาการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติของกระทรวงแรงงาน ว่า ณ วันที่ 1 เมษายน 2569 มีแรงงานข้ามชาติประมาณ 1 ล้านคน มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายทันที เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานได้ทันกำหนดวันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้เป็นหลัก และอาจขยายวงกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวสะสมมาอย่างต่อเนื่อง เกิดจากกระบวนการนำเข้าแรงงานข้ามชาติที่มีขั้นตอนซับซ้อนและใช้ระยะเวลานาน จนทุกครั้งที่มีการต่ออายุต้องออกมติคณะรัฐมนตรีขยายเวลาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า นอกจากนี้ยังพบว่าระบบ e-Work Permit ยังไม่สามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้นายจ้างและแรงงานบางส่วนไม่สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอน รวมถึงยังพบปัญหาการประสานงานระหว่างกระทรวงแรงงานและกระทรวงสาธารณสุข ทำให้โรงพยาบาลของรัฐหลายแห่งไม่สามารถรองรับการตรวจสุขภาพแรงงานได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้แรงงานต้องใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าแทน

ดังนั้น ตนจึงขอเสนอแนวทางแก้ไขเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ให้ออกมติคณะรัฐมนตรีขยายเวลาต่ออายุ พร้อมใช้มาตรการคุ้มครองไม่ให้นายจ้างและแรงงานหลุดออกจากระบบ ระยะกลาง ให้ยกเลิกระบบเดิมและพัฒนาระบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพและพร้อมใช้งานจริงภายใน 1-2 ปี และระยะยาว ให้พิจารณาแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง และพระราชกำหนดการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว เพื่อให้ระบบมีความสะดวก รวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทั้งนี้ ขอให้รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว เนื่องจากทั้งนายจ้างและแรงงานต่างได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 2/4/2569

"รักชนก" ฝาก รมว.แรงงานใหม่แก้ปัญหาประกันสังคม

นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวเรียกร้องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ถึงประเด็นประกันสังคม ว่า ขอเรียกร้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ให้เข้ามาทำอย่างเร่งด่วน โดยคาดหวังว่า

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จะทำหน้าที่ได้ดีกว่ารัฐมนตรีคนเก่า ที่ใช้เวลาเกือบ 4 เดือน ไปอย่างสูญเปล่า สะท้อนให้เห็นถึงการไร้ความสามารถสติปัญญาของรัฐมนตรีคนเก่า และหวังว่ารัฐมนตรีคนใหม่จะไม่ทำผิดแบบเดิม โดยเรียกร้องให้มีการใช้บำนาญสูตรแคร์ ที่มีการทำประชาพิจารณ์และบอร์ดประกันสังคมได้มีมติไปเมื่อปลายปีที่แล้ว 7 เดือนแล้วที่ผู้ประกันตนรอบำนาญสูตรแคร์อยู่ ซึ่งมีประมาณ 600,000 คน และปัจจุบัน 5,000 คนได้เสียชีวิตไปแล้ว จากการรอบำนาญสูตรใหม่นี้ รัฐมนตรีคนใหม่จะเห็นคุณค่าของทุกชีวิตผู้ประกันตนที่ได้ส่งบำนาญและเร่งนำบำนาญสูตรแคร์เข้า ครม. เพื่อประกาศใช้ให้เร็วที่สุด ในเรื่องระเบียบเลือกตั้งใหม่ ที่มีความพยายามล้มระเบียบเลือกตั้ง แต่ล่าสุดความพยายามนั้นถูกสะท้อนผ่านการทำประชาพิจารณ์ ผู้ประกันตน 90%

ไม่เห็นด้วย ที่มีความพยายามล้มระเบียบเลือกตั้ง ดังนั้นอยากให้รัฐมนตรีฟังเสียงผู้ประกันตน และขณะนี้มีความพยายามที่จะล้มประชาพิจารณ์โดยเสนอ 4 สูตรใหม่ เพื่อให้รัฐมนตรีได้เลือกจึงอยากให้รัฐมนตรีใช้ระเบียบเก่า

ปัจจุบันบอร์ดหมดวาระมาเกิน 40 วันแล้ว ถ้าเป็นสส. ต้องเลือกตั้งใหม่แล้วแต่ระเบียบประกันสังคมไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ จึงหวังว่ารัฐมนตรีจะเข้ามาและจัดการเลือกตั้งอย่างเร็วที่สุด พรรคประชาชนและผู้ประกันตนทั่วประเทศต้องการเห็นไทม์ไลน์ ว่าจะเกิดการเลือกตั้งเมื่อไหร่ เพราะขณะนี้บอร์ดเป็นสุญญากาศใช้อำนาจเต็มไม่ได้ ทำให้ผู้ประกันตนไม่สามารถใช้สิทธิ์ของตัวเองได้เต็มที่ ขณะที่โครงงานเว็บแอป 850 ล้านบาทนั้น ผู้ประกันตนไม่สามารถใช้สิทธิ์ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ผ่านแอปพลิเคชั่น

ที่ไม่สามารถใช้งานได้ หากรัฐมนตรีลงพื้นที่ประกันสังคมประจำเขต จะได้เห็นว่าผู้ประกันตนเป็นล้านคนที่เดือดร้อนกับเรื่องนี้ แม้เงินที่จ่ายไปรายเดือนที่อาจจะดูเหมือนน้อย แต่คือเงินทั้งสัปดาห์ของผู้ประกันตน " เราไม่ต้องเขินอายกับเว็บแอป

850 ล้านบาทที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้ประกันตนมาจนถึงทุกวันนี้ ที่ทำให้ทุกคนเดือดร้อนเกิดจากการคอรัปชั่นถึงรากตั้งแต่การเริ่มร่างทีโออาร์ประมูล มาจนถึงการส่งมอบและมาจนถึงทุกวันนี้ ขอให้ท่านตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้ และเปิดเผยข้อมูล เกี่ยวกับโครงการนี้และเร่งดำเนินการ ในการที่จะทำให้ระบบกลับมาใช้ได้โดยเร็ว "นางสาวรักชนกกล่าว นางสาวรักชนก ยังกล่าวถึง การซื้อตึกสกายไนน์ ที่กระทรวงมหาดไทยรายงานไว้ชัดเจน ว่าเป็นการซื้อขายที่แพงเกินจริง และมีการเร่งรีบผิดปกติ

"ซึ่งตลอด 4 เดือนที่ผ่านมารัฐมนตรีตรีนุชได้ปล่อยเกียร์ว่าง ในเรื่องของการสืบสวนหาผู้กระทำผิด ขอไม่พูดแล้วว่าท่านตรีนุช ไร้สติปัญญาไร้ความสามารถแค่ไหนแต่จะขอเรียกร้องกับรัฐมนตรีใหม่ "นายจุลพันธ์" ขอให้เร่งดำเนินการตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน หาผู้กระทำความผิดและหาประธานมานั่งหัวโต๊ะโดยด่วน แล้วต้องการเห็นไทม์ไลน์อย่างชัดเจนว่าจะมีการสืบสวนเรื่องตึกสกายไนน์เสร็จกันเมื่อไหร่ " นางสาวรักชนกกล่าว เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าเรื่องบอร์ดประกันสังคมจะพลิก เนื่องจากพรรคเพื่อไทยที่เคยเห็นด้วยไปเป็นรัฐบาลแล้ว นางสาวรักชนก กล่าวว่า ก็ต้องให้โอกาสนายจุลพันธ์ ได้รักษาสัญญาก่อน ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยพูดไว้อย่างชัดเจนว่าสนับสนุนระเบียบการเลือกตั้งเก่า และพบความผิดปกติในกระบวนการที่เกิดขึ้น จึงอยากให้โอกาสนายจุลพันธ์ได้ทำงานก่อน แต่ถ้าเห็นว่าไม่อยู่กับร่องกับรอยความคืบหน้าไม่เกิดขึ้นค่อยว่ากันอีกทีนายจุลพันธ์คงอยากทำงานก่อนอยากจะแสดงผลงานเช่นเดียวกัน จึงหวังว่ารอบนี้คงได้เห็นความคืบหน้า

เมื่อถามว่าคนที่เกี่ยวข้องในอดีตเป็นรัฐมนตรีที่อยู่ในพรรคภูมิใจไทยเช่นเดียวกัน กังวลหรือไม่ว่าจะมีการแทรกแซงเกิดขึ้น นางสาวรักชนก ยอมรับว่ากังวลมาก ๆ เพราะเป็นบุคคลสำคัญเป็นบ้านใหญ่เป็นกำลังสำคัญ ของพรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลแต่หวังว่านายจุลพันธ์จะทำงานอย่างตรงไปตรงมา ผู้ประกันตนและพวกเราทุกคนก็จะเป็นหลังพิง ให้ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง

"ถ้าท่านจะใช้โอกาสนี้ กำจัดสิ่งโสโครกที่อยู่ภายในกระทรวงแรงงานหรือสำนักงานประกันสังคมก็ขอให้เริ่มจากข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับกรณีกับกรณีตึกสกายไนน์ที่ทุกวันนี้ก็ยังนั่งมีอำนาจอยู่ ในกระทรวงแรงงานและได้ดิบได้ดี ท่านอาจจะใช้โอกาสนี้ในการปัดกวาดเช็ดถู กระทรวงแรงงานโดยเฉพาะสำนักงานประกันสังคม ผ่านกรณีตึกสกายไนน์เลยก็ได้ ดิฉันมั่นใจแน่นอนว่าท่านดำเนินการกับข้าราชการเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าจะดูรุนแรงแต่ท่านจะได้รับคะแนน และได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกันตนอย่างแน่นอน" นางสาวรักชนกกล่าว

เมื่อถามว่าขณะนี้รัฐมนตรีคนใหม่ยังไม่ได้ถวายสัตย์ แล้วรัฐมนตรีคนเดิมก็เป็นผลพวงมาจาก ที่พรรคประชาชนยกมือโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีระกูลเป็นนายกรัฐมนตรี นางสาวรักชนก กล่าวว่า เราเสนอ 4 ข้อ ในวันนี้เพื่อที่ว่าหลังการถวายสัตย์ แล้วจะปฏิบัติหน้าที่โดยรู้แนวทางล่วงหน้าหรือรู้ว่าผู้ประกันตนรออะไรกันอยู่

เมื่อถามว่าในอนาคตจะมีโอกาสเข้าไปยื่นข้อเสนอโดยตรงกับนายจุลพันธ์หรือไม่ นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน กล่าวว่า เราให้โอกาสรัฐบาลได้เท่าไหร่นโยบายก่อนจะไม่พูดว่าจะให้ทำสิ่งไหนหรือไม่ให้ทำสิ่งไหน สมมุติว่าเรื่องที่พูดในวันนี้อยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล และนายจุลพันธ์ออกมารับปากกับประชาชน หลังจากนี้จนถึงวันแถลงนโยบายก็ต้องให้โอกาสทำงาน แต่ถ้าไม่ได้อยู่ในคำแถลงนโยบาย และไม่ออกมารับปาก ก็เป็นเรื่องปกติที่เราจะไปกระทรวงแรงงานเพื่อขอพบรัฐมนตรีและยื่นข้อเสนอ หากรัฐมนตรีมีความตั้งใจแม้จะยังไม่ได้ถวายสัตย์ก็ออกมาพูดเรื่องนี้ได้ ว่าหลังจากรับตำแหน่งแล้วจะทำเรื่องนี้แน่นอน

"กระบวนการหากินกับประกันสังคมมีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ประกันสังคมตั้งขึ้นมา 30 กว่าปีที่ผ่านมาก็ถูกหลบซ่อนในเงามืดมาตลอดไม่แปลกไม่แปลก ที่จะมีบางคนบางกลุ่มจะหากินกับประกันสังคม ฝังรากลึกอยู่ที่นั่น และพยายามสกัดไม่ให้เกิดการแก้ปัญหาเหล่านี้ เพื่อที่จะหากินได้ต่อซึ่งเรื่องนี้จะนำไปสู่วาระการปฏิรูปประกันสังคม ซึ่งเรื่องนี้ในช่วงเวลาหาเสียงทุกพรรคการเมืองเห็นด้วย " นายสหัสวัตกล่าว

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 2/4/2569

เครือข่ายแรงงาน บุกกระทรวงพลังงาน จี้รัฐตรึงราคาน้ำมัน -ควมคุมราคาสินค้า

กลุ่มแกนนำภาคประชาชนและเครือข่ายแรงงาน นำโดย นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) รวมตัวชุมนุมบริเวณหน้ากระทรวงพลังงาน เพื่อกดดันและยื่นหนังสือถึงผู้บริหารกระทรวงฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน คัดค้านการปรับขึ้นราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพ พร้อมจี้ให้รัฐดำเนินนโยบายพลังงานที่โปร่งใส เป็นธรรม และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

นายสาวิทย์ ระบุว่า ปัจจุบันไทยได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากราคาน้ำมัน หากภาครัฐมีหน่วยงานกำกับดูแลที่เข้มแข็งและเห็นแก่ประโยชน์ของชาติ ปัญหาความเดือดร้อนจนนำมาสู่การชุมนุมในวันนี้อาจไม่เกิดขึ้น ที่สำคัญการปรับขึ้นราคาอย่างฉับพลันในเวลากระชั้นชิด (เช่น 21.00 - 22.00 น.) และรุนแรงที่สุดคือการปรับขึ้นทีเดียวถึง 6 บาทต่อลิตร ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เท่ากับ “ลักหลับ” ประชาชน

นายสาวิทย์ กล่าวอีกว่า วิกฤตน้ำมันขาดแคลน ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะต่างจังหวัด มีการจำกัดการเติมเพียง 500 บาท/คัน เกิดภาพรถต่อคิวตามปั๊มยาวเหยียด ขัดแย้งกับคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้ถึง 106 วัน  ปัญหาที่เกิดขึ้นมองว่ามาจาก โครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม ใช้ราคาอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ (ซึ่งรวมค่าขนส่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง และค่าการกลั่นที่พุ่งสูงขึ้นจากเดิม 2 บาท/ลิตร เป็นกว่า 7 บาท/ลิตร

แม้ว่าประเทศไทยจะมีบริษัท ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่เนื่องจากมีการกระจายหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ต้องดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกำไรเป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยตรง จึงเกิดคำถามว่า ประชาชนได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานของ ปตท. มากน้อยเพียงใด และ ปตท. ยังสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกในการถ่วงดุลตลาดเพื่อป้องกันการเอาเปรียบประชาชนได้หรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในหลายภาคส่วน เช่น การผลิตไฟฟ้า ที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จนทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยผลิตไฟฟ้าได้ไม่ถึง 30% ของกำลังผลิตทั้งหมดในประเทศ ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงสร้างดังกล่าวเพียงใด

นายสาวิทย์ ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีข้อครหาเรื่องการกักตุนสต็อกน้ำมันเก่าเพื่อรอขายในราคาสูง รวมถึงปัญหาการกักตุนสินค้าก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งรัฐควรเร่งตรวจสอบเอาผิดอย่างจริงจัง ไม่ใช่โทษประชาชน จึงมีข้อเสนอและแนวทางแก้ไขปัญหาไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ให้ใช้อำนาจหน้าที่อย่างโปร่งใส ดังนี้:

มาตรการระยะสั้น: เร่งตรึงหรือปรับลดราคาน้ำมันลง เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวลดลงแล้ว

มาตรการระยะยาว: ปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ และลดความซับซ้อนของการจัดเก็บภาษี

- ทบทวนและควบคุม “ค่าการกลั่น” ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

-บริหารจัดการทรัพยากรพลังงานในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการ

ข้อเสนอพิเศษ: นำ ปตท. กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐอย่างเต็มรูปแบบ (100%) เพื่อให้สามารถกำหนดนโยบายที่เป็นธรรมต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง

ส่วนกรณีกระแสการแบนสถานีบริการน้ำมันในธุรกิจครอบครัวของ “นายพิพัฒน์” นายสาวิทย์ให้ความเห็นว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงจุดยืนและความไม่พอใจของประชาชน โดยทางกลุ่มสหภาพแรงงานจะมีการหารือแนวทางความเคลื่อนไหวในอนาคต เพื่อติดตามและผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 2/4/2569

กลุ่มแท็กซี่–ไรเดอร์ ร้อง สส. ช่วยผลักดันรัฐตรวจสอบ-ควบคุมค่าคอมมิชชั่นฯ

นายทวีทรัพย์ ตัดสมัย สส.แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคไทยทรัพย์ทวี รับหนังสือจากกลุ่มภาคีเครือข่ายผู้ขับรถจ้างผ่านระบบแอปพลิเคชัน และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการประกอบอาชีพขับรถรับจ้างสาธารณะ ซึ่งประกอบด้วย สมาคมผู้ขับรถแท็กซี่สาธารณะ ชมรมศาลาแท็กซี่สนามบินสุวรรณภูมิ กลุ่มแท็กซี่อิสระเพื่อสังคม กลุ่มผู้ขับรถป้ายคำผ่านแอปพลิเคชัน และเครือข่ายเหนือ–ใต้ เพื่อขอให้เป็นตัวแทนนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภา และผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

ตัวแทนผู้ประกอบอาชีพขับรถรับจ้างสาธารณะ ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยทั้งภายในประเทศและสถานการณ์โลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้สุทธิของผู้ขับรถ ขณะที่รายได้กลับลดลงสวนทางกับค่าใช้จ่าย ทำให้ผู้ประกอบอาชีพจำนวนมากประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญเรื่องโครงสร้างการหักค่าคอมมิชชั่นของแพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้ขับรถมองว่าอยู่ในอัตราสูง ไม่เป็นธรรม และขาดความโปร่งใส อาจเกินกว่ากรอบที่หน่วยงานรัฐกำหนดไว้ ส่งผลให้ผู้ขับรถต้องแบกรับต้นทุนซ้ำซ้อนโดยไม่ได้รับการคุ้มครองที่เหมาะสม

ข้อเรียกร้องสำคัญของกลุ่มผู้ยื่นหนังสือ ได้แก่ ตรวจสอบและกำกับดูแลอัตราค่าคอมมิชชั่นของแพลตฟอร์ม, กำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ขับรถในระบบแอปพลิเคชัน, หาแนวทางช่วยเหลือด้านต้นทุน โดยเฉพาะราคาน้ำมัน, สร้างความเป็นธรรมในระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท

ตัวแทนผู้ประกอบอาชีพขับรถรับจ้างสาธารณะ ย้ำว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบผู้ประกอบอาชีพจำนวนมากทั่วประเทศ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความเป็นธรรมและความยั่งยืนให้ระบบขนส่งของประเทศ

ภายหลังรับหนังสือ นายทวีทรัพย์ ระบุว่า จะนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในระดับนโยบาย และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบต่อไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 1/4/2569

บอร์ดประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน ฝาก รมว.แรงงานคนใหม่ดัน 'สูตรCARE’-ย้ำไม่มีใครได้เงินบำนาญลดลงแน่นอน

นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุตรดี คณะกรรมการ ประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์และการแสดงความคิดเห็นของบุคคลบางส่วนว่าการนำสูตรคำนวณบำนาญแบบ CARE มาใช้ อาจทำให้ผู้ประกันตนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้รับเงินบำนาญลดลง ว่า ข้อกังวลดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และเกิดจากการนำตัวเลขสมมติไปคำนวณโดยไม่สอดคล้องกับหลักการของสูตรจริง ต้องยืนยันชัดเจนว่า ผู้ที่ได้รับบำนาญอยู่ในปัจจุบัน จะไม่ได้รับเงินลดลงแม้แต่รายเดียว ไม่มีแม้แต่ครึ่งคนที่จะได้รับบำนาญน้อยลงจากการปรับสูตร CARE โดยย้ำหลักการสำคัญของสูตร CARE ไม่ใช่การนำค่าจ้างในแต่ละช่วงเวลามาเฉลี่ยแบบตรงไปตรงมา แต่เป็นการปรับมูลค่าเงินย้อนหลังให้สะท้อนสภาพเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา หรือที่เรียกว่า Revaluation ซึ่งจะช่วยให้ค่าจ้างในอดีตมีมูลค่าใกล้เคียงกับปัจจุบันมากขึ้น

นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ยกตัวอย่างกรณีการปรับเพดานค่าจ้างเป็น 17,500 บาท สูตร CARE จะไม่ได้นำตัวเลขค่าจ้างในอดีตที่เคยอยู่ในระดับ 15,000 บาทมาคิดแบบเดิม แต่จะมีการปรับให้สะท้อนมูลค่าที่เหมาะสมในปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้ประกันตนได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น หรือแม้แต่ผู้ที่ส่งเงินสมทบเต็มเพดานมาตลอด ก็ยังได้รับประโยชน์จากการปรับมูลค่าเงิน ไม่ใช่ว่าจะเสียประโยชน์อย่างที่มีการกล่าวอ้าง ซึ่งการกล่าวอ้างว่าจะมีผู้ได้รับบำนาญลดลงจำนวนมากนั้น เป็นการคาดการณ์บนสมมติฐานที่ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ เนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์รายได้ในช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณของผู้ประกันตนได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูง

“การจะบอกว่าใครจะได้มากหรือน้อย เป็นการตั้งสมมติฐานล่วงหน้าทั้งหมด ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าเงินเดือนในอนาคตจะเป็นอย่างไร” นายษัษฐรัมย์ กล่าว

นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ข้อมูลเชิงตัวเลขยังได้สะท้อนถึงผลกระทบจากความล่าช้าในการผลักดันสูตร CARE ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในระบบบำนาญแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 570,000 คน และมีผู้เสียชีวิตในกลุ่มนี้ปีละกว่าหมื่นคน หรือเฉลี่ยประมาณวันละ 50 คน ผู้เสียชีวิตบางส่วนเป็นผู้ที่ควรได้รับประโยชน์จากการปรับสูตรบำนาญใหม่ แต่กลับไม่ได้รับสิทธิ เนื่องจากกระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ ยิ่งล่าช้าเท่าไร ก็ยิ่งมีคนเสียโอกาสมากขึ้น เพราะมีผู้ประกันตนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตไปก่อนที่จะได้รับบำนาญในสูตรที่เป็นธรรมกว่า

นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า เรื่องบำนาญสูตร CARE ขณะนี้เหลือเพียงขั้นตอนการเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย เนื่องจากเป็นการปรับแก้ในระดับกฎกระทรวง ไม่ใช่การออกกฎหมายใหม่ หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีความตั้งใจและเร่งรัดกระบวนการ ก็สามารถผลักดันเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ได้โดยเร็ว และหากได้รับความเห็นชอบ ก็สามารถดำเนินการประกาศใช้ได้ในระยะเวลาไม่นาน

“เรื่องนี้ไม่ได้มีความซับซ้อนในเชิงกฎหมาย เป็นเพียงการแก้ไขกฎกระทรวง ซึ่งหากเสนอเข้า ครม. ก็สามารถพิจารณาได้ทันที” นายษัษฐรัมย์ กล่าวและว่า ตนเชื่อหากมีการเร่งรัดกระบวนการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในกรณีที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่เข้ามารับตำแหน่งในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ก็มีความเป็นไปได้ที่มาตรการดังกล่าวจะสามารถผลักดันให้มีผลใช้ได้ทันช่วงวันแรงงาน 1 พฤษภาคม หรืออย่างช้าภายในระยะเวลาประมาณ 30 วันหลังจาก ครม. เห็นชอบ

นายษัษฐรัมย์ ยังระบุถึงความคาดหวังต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ว่า ควรเร่งดำเนินการใน 2 ประเด็นสำคัญควบคู่กัน ได้แก่ การผลักดันสูตรบำนาญ CARE และการจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม เพื่อให้การปฏิรูปเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม หากรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามาแล้วสามารถผลักดันทั้งสองเรื่องนี้ได้ทันที จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ค้างคามานาน

ที่มา: มติชนออนไลน์, 1/4/2569

เครือข่ายแรงงาน ร้องพรรคประชาชน จี้ ครม. เร่งดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานค้างท่อเข้าสภาฯ

เครือข่ายขับเคลื่อนกฎหมายคุ้มครองแรงงานว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาของแรงงานหญิง เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โดยมีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ และนายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อเรียกร้องให้เร่งนำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับมีเวลาพักผ่อน และฉบับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรโดยด่วน

นายบัณฑิต ป้อมวิเศษ ในฐานะตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวว่า กังวลว่าร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั้งสองฉบับจะถูกหลงลืมและไม่ถูกหยิบยกมาเสนอในสภาฯ ซึ่งขณะนี้ยังค้างการพิจารณาในวาระ 1 และรอเข้าสู่วาระ 2 เพราะมีการยุบสภาไปก่อน โดยขอให้พรรคฝ่ายค้านและพรรคฝ่ายรัฐบาลดำเนินการดังต่อไปนี้

1.การแก้ไขกฎหมายแต่ละฉบับที่ผ่านกระบวนการขั้นตอนของฝ่ายบริหารและฝ้ายนิติบัญญัติ จนได้พิจารณาแล้วเสร็จในวาระที่ 1 เพื่อเข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 มีการใช้งบประมาณในการแก้ไขกฎหมายที่ใช้เงินงบประมาณจำนวนมากอีกทั้งใช้

ทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยการพิจารณาแก้ไขในทุกภาคส่วน รวมถึงการใช้เวลาในการพิจารณาจนได้ร่างการศึกษา รายงานที่จะนำเสนอต่อไปในรัฐสภาวาระ 2 และ 3 เพื่ออกมาเป็นกฎหมายให้ผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศได้ยกระดับ

การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ในการเพิ่มประชากรที่มีคุณภาพบุคคลากรไปอนาคต อีกทั้งเป็นการสร้างแรงจูงใจในการทำงานและการจ้างงานในอนาคต

2.ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทั้ง 2 ฉบับ ถ้ามีการพิจารณาต่อและสามารถใช้ได้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงานและประชาชนโดยรวมให้มีมาตราฐานที่สากลปฏิบัติและยอมรับในการทำงานและการพัฒนาประเทศที่เอาประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาคน เศรษฐกิจ และสังคม ความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ

"เกรงว่าร่างกฎหมายทั้งสองฉบับที่ผ่านการพิจารณาวาระที่ 1 และรอเข้าสู่วาระที่ 2 จะถูกหลงลืมหลังจากการยุบสภาครั้งที่ผ่านมา ทั้งที่กระบวนการพิจารณาในวาระที่ 1 ได้ใช้งบประมาณและทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถไปเป็นจำนวนมาก รวมถึงใช้เวลาศึกษาจนได้รายงานที่จะนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างแรงจูงใจในการจ้างงานในอนาคต ซึ่งหากมีการพิจารณาต่อจนสามารถบังคับใช้ได้ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการสร้างมาตรฐานการทำงานที่เป็นสากลและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม" นายบัณฑิต กล่าว

นายเซีย จำปาทอง กล่าวว่า กฎหมายที่ค้างอยู่นี้เป็นความตั้งใจที่ต้องการผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาคนทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งภาคประชาชนต้องการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐบาลนำกฎหมายทั้ง 2 ฉบับมาพิจารณาต่อในวาระที่ 2 และ 3

ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ยืนยันว่าพรรคประชาชนเห็นความสำคัญของเศรษฐกิจที่เป็นธรรมซึ่งต้องเติบโตควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงาน โดยนายพริษฐ์ชี้แจงว่ากฎหมายที่ค้างจากสภาชุดเดิมยังไม่ตกไปทันที และสามารถดำเนินการต่อได้โดยไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด หาก ครม. ใหม่มีมติรับรองภายใน 60 วันนับจากการเปิดประชุมสภาครั้งแรก หรือภายในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ซึ่งปัจจุบันเหลือเวลาอีกเพียง 40 กว่าวัน จึงขอเรียกร้องให้ ครม. เร่งตัดสินใจรับรองกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน รวมถึง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่จะช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยหากในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้ายังไม่มีความชัดเจน จะมีการติดตามทวงถามอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เกินกรอบระยะเวลา พร้อมขอให้ประธานสภาฯ และ สส. ทุกฝ่ายร่วมกันเรียกร้องรัฐบาลในเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการสูญเสียโอกาสและเวลาที่ได้พิจารณาไปแล้วในสภาชุดก่อน

ส่วนจะขอให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานผู้แทนราษฎร ช่วยหารือกับรัฐบาลหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตามกฎหมายขั้นตอนกฎหมาย ครม.ต้องมีมติ ตนเองจึงขอเรียกร้องไปยังประธานสภาฯ สส.ทุกพรรคทั้งซีกรัฐบาลและฝ่ายค้านให้ร่วมกันเรียกร้องรัฐบาลในเรื่องนี้ เพราะกฎหมายหลายฉบับที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน สภาฯ ชุดที่แล้วก็ใช้เวลาพอสมควรในการพิจารณา มองว่าจะเป็นการสูญเสียโอกาสเรื่องเวลา หากต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

ที่มา: สยามรัฐ, 1/4/2569

เผยไม่พบ 3 ลูกเรือมยุรีนารี หลังบริษัทเจ้าของเรือจ้างทีมผู้เชี่ยวชาญกู้ภัย-ค้นหา

นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า ความคืบหน้าการติดตามลูกเรือไทย 3 คน บนเรือมยุรีนารี ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศได้รับการประสานจากบริษัทเจ้าของเรือมยุรีนารี ว่า บริษัทได้ว่าจ้างทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการค้นหาและการกู้ภัยขึ้นบนเรือ โดยได้รับอนุญาตจากหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อค้นหาในจุดที่เชื่อว่าลูกเรือทั้ง 3 คนประสบเหตุ โดยเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดเท่าที่สภาพการณ์จะเอื้ออำนวย เนื่องจากตัวเรือเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ ยังมีกลุ่มควันตกค้างภายใน มีน้ำท่วมขังบริเวณห้องเครื่อง ทำให้การค้นหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยทีมค้นหาดำเนินการอย่างเต็มความสามารถ แต่ไม่พบลูกเรือทั้ง 3 คนบนเรือ และบริษัทได้แจ้งให้ครอบครัวของลูกเรือทราบแล้ว ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยัน ว่าจะไม่ลดละความพยายาม จะพยายามประสานงานกับอิหร่าน และฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดต่อไป พร้อมขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อเข้าสู่การเจรจาโดยเร็วที่สุด และขอให้ความสำคัญกับลูกเรือ และการเดินเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 30/3/2569

กรมการจัดหางาน หนุนเยาวชนมีงานทำช่วงปิดเทอม สร้างรายได้–เพิ่มประสบการณ์ เตรียมพร้อมสู่ตลาดแรงงานในอนาคต

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน และนักศึกษาซึ่งจะเป็นกำลังแรงงานที่มีคุณภาพในอนาคต โดยการส่งเสริมให้เยาวชนมีงานทำในช่วงปิดภาคเรียน ถือว่าเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ในชีวิตจริงที่ช่วยให้นักเรียน นักศึกษาเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความรับผิดชอบ มีวินัย เข้าใจในคุณค่าของการทำงาน อีกทั้งยังช่วยให้เยาวชนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มีรายได้ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว และสะสมประสบการณ์การทำงานจริง ถือว่าเป็นการเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังจบการศึกษา

นายสมชายฯ  กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมการจัดหางานได้เดินหน้าส่งเสริมการจ้างงาน นักเรียน นักศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมฯ ได้ร่วมมือกับสถานประกอบการในการส่งเสริมการจ้างงาน ส่งผลให้มี นักเรียน นักศึกษาได้รับการบรรจุงานแล้วกว่า 2,600 คน จากผู้ที่มาใช้บริการจัดหางานกว่า 3,000 คน ขณะเดียวกันยังได้เตรียมตำแหน่งงานว่างไว้รองรับทั่วประเทศกว่า 2,000 อัตรา ครอบคลุมหลากหลายสาขา อาทิ พนักงานบริการลูกค้า พนักงานขายสินค้า (ประจำร้าน) เจ้าหน้าที่เก็บเงิน และพนักงานเสิร์ฟ โดยมีสถานประกอบการชั้นนำร่วมเปิดโอกาส ในการจ้างงาน ได้แก่ บริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัทเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) บริษัทซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)

“เงื่อนไขการจ้างงานสำหรับนักเรียนที่ทำงานในสถานประกอบการภาคเอกชน ได้กำหนดระยะเวลาการทำงานให้เหมาะสมกับช่วงวัยและการเรียน โดยในช่วงเปิดภาคเรียน วันเรียนปกติทำงานได้ไม่เกินวันละ 4 ชั่วโมง และไม่เกินวันละ 6 ชั่วโมงในวันหยุด ขณะที่ช่วงปิดภาคเรียนสามารถทำงานได้ไม่เกินวันละ 7 ชั่วโมง และรวมไม่เกินสัปดาห์ละ 36 ชั่วโมง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำกำหนดไว้ไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ 40 บาท ทั้งนี้ งานที่นักเรียน นักศึกษา สามารถทำได้ต้องเป็นงานที่มีความปลอดภัย ไม่เสี่ยงอันตราย และไม่อยู่ในสถานที่ต้องห้าม เช่น สถานที่เล่นการพนัน โรงฆ่าสัตว์ สถานเต้นรำ ร้านอาหารที่มีการจำหน่ายแอลกอฮอล์ เป็นต้น” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษา ที่สนใจสมัครงานสามารถค้นหาตำแหน่งงานได้ผ่านแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ทางเว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ.doe.go.th” หรือแอปพลิเคชัน “ไทยมีงานทำ” หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job Center) โทร. 0 2248 2891-5 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 30/3/2569

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising