กรุงเทพมหานคร 24 เมษายน 2569 – พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) นายพร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม 9 องค์กร กลุ่มคนทำงานดูแลผู้ใช้สารเสพติดจังหวัดสงขลา กลุ่มมอบความหวัง กลุ่มส่งเสริมการเข้าถึงการสนับสนุนด้านสุขภาพและสังคม เครือข่ายผู้ใช้ยาประเทศไทย มูลนิธิ ฅ ฅน เพื่อการเปลี่ยนแปลง มูลนิธิดรีมลอปเม้นท์ มูลนิธิเอ็มเฟรนด์อุดรราชธานี มูลนิธิเอ็มพลัสนครราชสีมา และมูลนิธิแอ็คทีมขอนแก่น ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนารูปแบบการลดอันตรายจากยาเสพติด (Harm Reduction) และการฟื้นฟูสภาพ (Recovery) ในชุมชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดแนวใหม่ที่เน้นความสมดุลระหว่างมิติด้านสุขภาพ สังคม และความปลอดภัย
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการดำเนินงานที่สอดรับกับการปรับปรุงนโยบายยาเสพติดของประเทศไทย ตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติดปี พ.ศ. 2564 ที่มุ่งเน้นการให้ความสาคัญกับทรัพยากรบุคคลและการบูรณาการการทำงานในทุกมิติ โดยนำหลักการจากมติการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยพิเศษ (UNGASS 2016) มาเป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบำบัดรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้มีปัญหายาเสพติด ทั้งในเชิงสุขภาพและเชิงสังคม เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งเน้นการสร้างสังคมที่มั่นคงและยั่งยืน
การผสานพลังร่วมกับภาคประชาสังคมใน 23 จังหวัด ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ มูลนิธิรักษ์ไทยและภาคีเครือข่ายทั้ง 9 องค์กร จะเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อป้องกันผู้เสพรายใหม่ และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดให้สามารถดูแลตนเองและอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างปกติสุข ผ่านกลไกการทางานร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน
ทั้งนี้ช่วงเสวนา การปฏิรูปนโยบายยาเสพติดของไทยเปลี่ยนจากปราบปรามสู่ความสมดุลด้านสุขภาพบนความเข้าใจอย่างยั่งยืน คุณปะภาสี คัยนันท์ ผู้อานวยการสำนักพัฒนาการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ให้ความเห็นในประเด็นการปราบปรามไปสู่การมุ่งเน้นด้านสุขภาพว่า แต่เดิม การแก้ไขปัญหายาเสพติดมุ่งเน้นที่การปราบปราม แต่ภายหลังได้ปรับมาเป็นการมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาผู้เสพผู้ติดยาเสพติดโดยใช้สาธารณสุขนำ รวมถึงการพัฒนาแนวทางการลดอันตรายจากยาเสพติด โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่ยั่งยืนต่อไป
ด้าน นายแพทย์สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญของการลดอันตรายจากยาเสพติดเป็นเรื่องความละเอียดอ่อนถือเป็นความท้าทาย เพราะคนมองว่าทำไมผู้ใช้ยานั้นต้องลดอันตราย ทำไมต้องช่วยเหลือ? แต่ ในฐานะ สบยช. เป็นหน่วยงานเฉพาะทางที่บำบัดรักษายาเสพติด ถือว่าผู้ใช้ยาคือผู้ป่วย และหากมองมิติทั้งเศรษฐศาสตร์ สุขภาพ ครอบครัว และสังคม มีความเกี่ยวข้องกันหมด ดังนั้นการที่มีหน่วยงานภาคประชาสังคมเข้ามาช่วยขับเคลื่อนจะช่วยให้ภาครัฐเกิดความคล่องตัวมากขึ้น และยืนยันได้ว่าการทำงานของภาคประชาสังคมเป็นการให้บริการที่อยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 รวมถึงมีเกณฑ์การตรวจสอบให้ตรงตามมาตรฐานบริการลดอันตรายจากยาเสพติดของ สบยช. ซึ่งอิงจากมาตรฐานการรับรองคุณภาพ (Hospital Accreditation)
ดร. นงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผู้แทนนายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่า หลักการที่สำคัญคงไม่ใช่ด้านนโยบายอย่างเดียว แต่มุ่งเสริมการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและภาคประชาชนในการดูแลผู้ใช้สารเสพติด ผ่านกลไกนโยบายและงบประมาณระดับพื้นที่ เช่น กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น/ จังหวัด เพื่อสนับสนุนบริการเชิงป้องกันและฟื้นฟูพร้อมพัฒนาศักยภาพเครือข่ายผู้ให้บริการในชุมชน
และคุณพร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวปิดท้ายว่า จากประสบการณ์ทำงานด้านนี้มากกว่า 20 ปี ความท้าทายของภาคประชาสังคมในการมีบทบาทเป็นทางเชื่อมเข้าสู่บริการด้านการลดอันตรายจากยาเสพติด ทั้งนี้ความร่วมมือกับภาครัฐส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าเชิงนโยบายและการยอมรับมากขึ้น แม้ยังมีข้อจากัดด้านกฎหมายและทัศนคติของสังคม โดยการขับเคลื่อนในอนาคตจาเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบบริการที่ครอบคลุมและยึดหลัก “ทุกคนควรได้รับโอกาส”
