มีความกังวลว่าในแอฟริกาใต้กำลังมีการปั่นกระแสต่อต้านผู้อพยพเพิ่มมากขึ้น จากคำกล่าวหาที่ว่าชาวต่างชาติเหล่านี้เข้ามาแย่งงานพวกเขา มีการประท้วงจากกลุ่มต่างๆ เรียกร้องให้เนรเทศผู้อพยพที่ผิดกฎหมายและเพิ่มมาตรการคนเข้าเมือง ในขณะเดียวกันก็มีนักวิเคราะห์มองว่าการปลุกกระแสต่อต้านผู้อพยพเช่นนี้ก็เพื่อเป็นเครื่องมือหาเสียงทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่น และถ้าปล่อยให้มันลุกลามต่อไปอาจจะกลายเป็นปัญหาการเกลียดกลัวคนต่างชาติต่างวัฒนธรรมได้
องค์กรภาคประชาสังคมเข้าร่วมการเดินขบวนในเมือง Durban เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2026 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแอฟริกาใต้ ดำเนินการต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ การประท้วงครั้งนี้สะท้อนถึงข้อเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้มีการจัดการนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่ชัดเจนยิ่งขึ้น | ภาพจาก: timeslive.co.za/Sandile Ndlovu
กรมตำรวจของแอฟริกาใต้ได้ออกคำเตือนอย่างจริงจังว่า ทางการจะปฏิบัติการอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีการรีรอ ถ้าหากพบว่ามีกรณีความรุนแรงต่อชาวต่างชาติเกิดขึ้น ในช่วงที่มีประชาชนแอฟริกาใต้เริ่มรวมกลุ่มกันเองเพื่อแสดงการต่อต้านผู้อพยพ หลังจากที่มีการจุดกระแสในเรื่องนี้
คาโมเกโล โมโกตซี โฆษกกรมตำรวจแอฟริกาใต้กล่าวว่า ทางกรมตำรวจขอประณามการก่อเหตุรุนแรงหรือการข่มขู่คุกคามใดๆ ก็ตามต่อชาวต่างชาติ เพราะ "การทำเช่นนี้เป็นเรื่องผิดกฎหมายและเป็นสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์โดยตรงกับค่านิยมเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์, ความเท่าเทียม และสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ก่อตั้งอยู่บนรากฐานประชาธิปไตยของพวกเรา"
โมโกตซี กล่าวอีกว่า ทางกรมตำรวจได้เรียกร้องให้เหล่าผู้นำชุมชน ภาคประชาสังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนร่วมมือกันกับหน่วยงานบังคับกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ได้เกิดความรุนแรงไปมากกว่านี้ และส่งเสริมให้มีการหารือและเสริมสร้างความเข้าใจกัน
การปั่นกระแสต่อต้านผู้อพยพในแอฟริกาใต้
คำเตือนของกรมตำรวจแอฟริกาใต้ ออกมาในช่วงที่มีความกังวลเกี่ยวกับการใช้วาทะปลุกปั่นให้มีการต่อต้านผู้อพยพเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในแอฟริกาใต้ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมากระแสในเรื่องนี้ดูจะจุดติดในทางการเมือง มีบางส่วนอ้างว่าชาวต่างชาติเข้ามาแย่งงานชาวแอฟริกาใต้และเข้ามาใช้บริการสาธารณะอย่างไม่เป็นธรรม
กระแสการต่อต้านคนต่างชาติต่างวัฒนธรรมหรือ Xenophobia นั้น เป็นประเด็นมายาวนานแล้วในแอฟริกาใต้ ซึ่งการประท้วงต่อต้านผู้อพยพก่อนหน้านี้ก็มักจะปะทุกลายเป็นความรุนแรง
สำหรับกระแสล่าสุดนี้ ก็มีกลุ่มจัดการประท้วงในเชิงต่อต้านผู้อพยพ เช่น ขบวนการ March and March ที่ได้กลุ่มอื่นๆ มาสมทบอย่าง Operation Dudula, ActionSA, พรรค Inkatha Freedom Party (IFP) และพรรค MK Party พวกเขากล่าวหาว่ามีชาวต่างชาติที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย และมีผู้นำศาสนาที่ไม่ได้รับอนุญาต พวกเขาอ้างว่าผู้คนเหล่านี้ได้ก่ออาชญากรรมในแอฟริกาใต้ นอกจากนี้ยังได้กล่าวหาว่ารัฐบาลไม่ได้จัดการอย่างเด็ดขาดมากพอต่อการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย
การประท้วงของพวกเขาดำเนินไปภายใต้การดูแลของกำลังตำรวจที่หนาแน่น ความตึงเครียดก็ยกระดับสูงขึ้นตอนที่มีการเคลื่อนขบวนไปย่านธุรกิจใจกลางเมืองโจฮันเนสเบิร์ก เมื่อกลุ่ม March and March ได้เข้าไปขู่เจ้าของกิจการที่เป็นชาวต่างชาติสั่งให้พวกเขาปิดกิจการของตัวเอง โดยมีผู้ประท้วงบางส่วนที่ถือแส้หนังสัตว์รวมอยู่ด้วย และเมื่อมีการข่มขู่คุกคามหนักขึ้น ก็ส่งผลให้มีธุรกิจหลายแห่งปิดทำการ
จาซินตา โงบีเซ-ซูมา ผู้นำขบวนการ March and March ได้เรียกร้องให้มีการส่งตัวชาวต่างชาติที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายกลับสู่ประเทศของตัวเอง ซูมา อ้างว่ามี "พวกที่ได้เอกสารมาอย่างผิดกฎหมายที่ยังคงอยู่ในประเทศ" และอ้างว่าตำรวจมีการทุจริตจนทำให้เกิดกรณีชาวต่างชาติผิดกฎหมาย รวมถึงเรียกร้องว่าร้านค้าทุกแห่งในเมือง "ควรจะต้องมีเจ้าของเป็นชาวแอฟริกาใต้เท่านั้น"
ซูมา ยังได้เรียกร้องให้มีการคุมเข้มมากขึ้นด้านคนเข้าเมือง ขอให้มีมาตรการเข้มงวดมากขึ้นในกระบวนการออกวีซากับกระบวนการคัดกรองผู้ลี้ภัย และขอให้มีการปราบปรามธุรกิจที่จ้างงานชาวต่างชาติโดยไม่มีใบอนุญาต และขอให้จำกัดการให้บริการสาธารณะต่อผู้อพยพที่ไม่มีใบอนุญาต
มีการวิพากษ์วิจารณ์ต่อกลุ่มต่อต้านชาวต่างชาติเหล่านี้ว่า พวกเขากำลังปลุกประแสการเกลียดกลัวคนต่างชาติต่างวัฒนธรรมแบบไม่มีเหตุผลที่เรียกว่า xenophobia
แต่กลุ่มต่อต้านชาวต่างชาติอีกกลุ่มหนึ่งคือ ActionSA ได้อ้างกรณีที่มีคนอายุ 27 ปี หายตัวไป โดยอ้างว่าเขาถูกลักพาตัวไปโดยชาวต่างชาติ รวมถึงอ้างว่าถ้าไม่มีมาตรการใดๆ ที่เหมาะสม ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดกระแส xenophobia อย่างแท้จริง
แฮร์มาน มาชาบบา หัวหน้ากลุ่ม ActionSA บอกว่าควรจะมีการส่งตัวคนเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายออกนอกประเทศเพื่อแก้ปัญหา xenophobia เขาอ้างว่าพวกเขากำลัง "ถูกยึดครองโดยกลุ่มแก๊งอาชญากรรม" และมองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่มีมานาน 20 ปีแล้วโดยที่รัฐบาลไม่แก้ไข
ผู้เชี่ยวชาญมอง มีการปลุกกระแสต่อต้านคนต่างชาติ เพื่อเรียกคะแนนช่วงเลือกตั้ง
เครก สมิทธ์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายคนเข้าเมืองกล่าวว่า ในแอฟริกาใต้กำลังจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นภายในช่วงปลายปี 2026 นี้ และมีการปลุกปั่นให้เกิดกระแสต่อต้านผู้อพยพเพื่อใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง
สมิทธ์ กล่าวว่าประเด็นการต่อต้านผู้อพยพนั้นเป็นประเด็นร้อนที่มักจะถูกนำมาใช้แบบไร้ความรู้ความเข้าใจ ทำให้ประชาชนจำนวนมากพ่นวาทกรรมต่อต้านชาวต่างชาติแต่ก็ไม่ได้มีความรู้ว่าอะไรที่ทำให้พวกเขา "ผิดกฎหมาย" อย่างที่กล่าวอ้าง และนับเป็นเรื่องน่าเศร้าที่วาทกรรมโจมตีเช่นนี้นำไปสู่ความรุนแรงและการกระทำผิดกฎหมายเสียเอง ทำให้เรื่องนี้ต้องมีการจัดการที่รอบคอบ
สมิทธ์ เสนอว่านักการเมืองไม่ควรจะเป็นฝ่ายพูดถึงปมเรื่องผู้อพยพเพราะมันมักจะนำมาสู่ความรุนแรง ทำให้ต้องมีการจำกัดเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดหายนะต่อแอฟริกาใต้ได้ และต่อมาหลังจากนั้นจึงควรสร้างความรู้ความเข้าใจว่า ทำไมถึงมีผู้อพยพที่ยังไม่มีเอกสารรับรอง ผู้คนต้องทำความเข้าใจสภาพกฎหมายผู้อพยพของแอฟริกาใต้เสียก่อนถึงจะเข้าใจเรื่องนี้ได้
"พวกคุณต้องรู้อย่างชัดเจนว่าพวกเขา(ผู้อพยพ)ผิดกฎหมายจริงหรือไม่ ในกรณีจำนวนมากมีการใช้คำๆ นี้ (คำว่าผู้อพยพผิดกฎหมาย-ผู้แปล) ในแบบที่หละหลวมมาก และผมก็อยากจะบอกว่ามันเป็นการใช้คำๆ นี้แบบไร้ความรับผิดชอบ" สมัทธ์กล่าว
สมิทธ์ ยังได้วิจารณ์การประท้วงต่อต้านผู้อพยพในแอฟริกาใต้ว่ามีลักษณะแบบเกลียดกลัวคนต่างชาติต่างวัฒนธรรมหรือ xenophobia อย่างแน่นอน
ขณะเดียวกัน สมิทธ์ ก็วิจารณ์ว่าฝ่ายกระทรวงมหาดไทยของแอฟริกาใต้ก็ไม่ได้แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ดีพอด้วย ทางกระทรวงควรหาวิธีจัดการให้เกิดอาสาสมัครหรือการจ้างงานคนอายุน้อยให้เป็นคนตรวจสอบตามบ้านว่าผู้อพยพมีสถานะทางกฎหมายแบบใด ซึ่งจะเป็นทั้งการสร้างงานและเป็นทั้งการทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นจนไม่นำไปสู่การใช้ศาลเตี้ยตัดสินเอาเองจนเกิดเป็นความรุนแรงและกลายเป็นการละเมิดกฎหมายเสียเอง
ซึ่งในช่วงที่ใกล้การเลือกตั้งเข้ามาแบบนี้ ผู้อพยพทั้งที่มีเอกสารรับรองและไม่มีเอกสารรับรองต่างก็เสี่ยงจะตกเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ เพราะนักการเมืองจะอาศัยประเด็นร้อนแบบนี้มาสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง แล้วก็ส่งผลให้ผู้คนที่เสพวาทกรรมโจมตีคนต่างชาติพากันทำตัวเป็นศาลเตี้ยใช้ความรุนแรง
เฟเรียล ฮัฟฟาจี ผู้ช่วยบรรณาธิการของสื่อ เดลีมาเวอริค ของแอฟริกาใต้ ระบุว่า กลุ่มนักการเมืองประชานิยมผู้แสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว ได้อาศัยโซเชียลมีเดียกับปมปัญหาในสังคมเป็นเครื่องมือในการปลุกปั่นความเกลียดชังต่อคนต่างชาติ ทั้งนี้ก็เพื่อเรียกคะแนนเสียงให้ตัวเอง และเป็นการปกป้องกลุ่มนักการเมืองใหญ่กับกลุ่มชนชั้นสูงไม่ให้ต้องรับผิดชอบกับปัญหาสังคมไปในตัวด้วยเพราะได้มีการโบ้ยให้ผู้อพยพไปแล้ว
รัฐบาลแอฟริกาใต้ยอมรับจะปรับระบบคนเข้าเมืองให้ทันสมัยขึ้น แต่ก็ประณามความรุนแรง
ฝ่ายรัฐบาลแอฟริกาใต้ก็แสดงออกว่าพวกเขายอมรับฟังเรื่องที่ประชาชนกล่าวหาเกี่ยวกับประเด็นผู้อพยพและยืนยันว่าพวกเขามีความมุ่นมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยของแอฟริกาใต้ ปกป้องความมั่นคงและปกป้องหลักนิติธรรม ไปพร้อมๆ กับการรักษาหลักการรัฐธรรมนูญและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
โฆษกของรัฐบาลแอฟริกาใต้ วิลเลียม บาโลยี ยืนยันว่าพวกเขาจะเพิ่มมาตรการเข้มงวดขึ้นในการตรวจคนเข้าเมืองเพื่อป้องกันการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายรวมถึงการกระทำผิดอื่นๆ อย่างการหลอกลวงต้มตุ๋นหรือการค้าขายที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งยังจะทำให้ระบบตรวจคนเข้าเมืองทันสมัยขึ้นเพื่อตอบรับกับระบบเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม บาโลยี ก็แถลงยืนยันว่า แอฟริกาใต้ควรจะทำตัวเป็นสมาชิกประชาคมโลกที่มีความรักสันติและมีความรับผิดชออบ ควรจะทำตามกฎหมายและเสริมสร้างสังคมในทางบวก รวมถึงเรียกร้องให้ประชาชนชาวแอฟริกาใต้ร่วมมือกับผู้บังคับใช้กฎหมายแทนที่จะทำตัวเป็นศาลเตี้ย
บาโลยี เปิดเผยว่านับตั้งแต่เดือน เมษายน 2023 มีกรณีการส่งตัวคนข้ามชาติกลับประเทศเพิ่มขึ้น 46% ซึ่งหน่วยงานบริหารจัดการชายแดนของแอฟริกาใต้ระบุว่ามีการส่งตัวคนกลุ่มประเทศ 500,000 ราย
ทางด้านประธานาธิบดี ไซริล รามาโฟซา ของแอฟริกาใต้ ได้กล่าวเรียกร้องให้ประชาชนมีความอดกลั้น และเตือนว่าอย่าทำตัวเป็นพวกเกลียดกลัวคนต่างชาติต่างวัฒนธรรม
รามาโฟซา ได้พูดถึงเรื่องนี้ในวันอิสรภาพแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นวันเฉลิมฉลองการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยครั้งแรกที่ไม่แบ่งแยกสีผิวเมื่อวันที่ 27 เมษายน 1994 ถือเป็นการสิ้นสุดยุดแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้
"พวกเราไม่ได้เดินอย่างโดดเดี่ยวในเส้นทางอิสรภาพ พวกเราได้ว่ายไปตามกระแสธารของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันพร้อมกับประเทศต่างๆ ในแอฟริกา และประเทศอื่นๆ" รามาโฟซากล่าว
"ประเทศเหล่านี้ต่างก็เคยเปิดพรมแดนต้อนรับนักสู้ปลดแอกของพวกเรา พวกเขาให้อาหารและที่พักพิง พวกเขาพูดเป็นปากเสียงให้กับพวกเราตอนที่พวกเราพูดเองไม่ได้ เหล่าผู้นำและประชาชนในทวีปแอฟริกาต่างก็ช่วยต่อลมหายใจให้กับการต่อสู้ของพวกเรา" รามาโซฟา กล่าว
"มันจึงไม่ควรเลย ที่พวกเราจะเหยียบย่ำมิตรภาพของชาวแอฟริกันที่ทำให้เรามีอิสรภาพด้วยกันได้จนมันกลายเป็นผุยผง" รามาโฟซา กล่าว
สำนักงานสถิติแห่งชาติของแอฟริกาใต้ระบุว่ามีผู้อพยพราว 3 ล้านรายอาศัยอยู่ในประเทศคิดเป็นราว 5% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมาจากกลุ่มประเทศประชาคมเพื่อการพัฒนาแอฟริกาตอนใต้ SADC
ชาวไนจีเรียพากันออกจากประเทศหลังกระแสต้านผู้อพยพ สะเทือนการทูตระหว่างประเทศ
ทางการไนจีเรียได้ประกาศโครงการ "อาสากลับประเทศด้วยตนเอง" เพื่อรองรับชาวไนจีเรียที่อาศัยอยู่ในแอฟริกาใต้ หลังจากที่มีกระแสต่อต้านผู้อพยพ โดยมีชาวไนจีเรียลงทะเบียนในโครงการกลับประเทศด้วยตนเองแล้วมากกว่า 130 ราย
นอกจากนี้ไนจีเรียยังได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศของพวกเขาเข้าพบที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อแสดงความกังวลเกี่ยวกับเรื่องกระแสการประท้วงต่อต้านผู้อพยพ
อีกประเทศหนึ่งที่เคยแสดงความกังวลในเรื่องนี้มาก่อนคือกานา รัฐมนตรีต่างประเทศของกานาเคยพูดแสดงความกังวลในเรื่องกระแสความเกลียดกลัวคนต่างชาติต่างวัฒนธรรมในแอฟริกาใต้ และมีการเรียกทูตแอฟริกาใต้เข้าพบเช่นกัน
ทางสหประชาชาติก็ได้แสดงความกังวลต่อเรื่องนี้ โดยที่ เลขาธิการสหประชาชาติ อันโดนิโอ กูแตร์เรส แถลงผ่านโฆษกว่าเขามีความกังวลอย่างมากต่อรายงานเรื่องการใช้ความรุนแรงด้วยเหตุผลด้านความเกลียดกลัวคนต่างชาติต่างวัฒนธรรม และการคุกคามทำร้ายผู้อพยพกับชาวต่างชาติ ซึ่งเกิดขึ้นในแอฟริกาใต้
"ความรุนแรง การใช้ศาลเตี้ย และการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังทุกรูปแบบ ไม่ควรจะมีอยู่ในสังคมที่เปิดกว้าง เป็นประชาธิปไตย ปกครองด้วยหลักนิติธรรม และเคารพในสิทธิมนุษยชน" กูแตร์เรสกล่าว
เรียบเรียงจาก
South Africa on edge as anti-migrant protests surge and police warn of no mercy, IOL, 03-05-2026
Nigeria evacuating 130 citizens from S. Africa after attacks, DW, 04-05-2026
Nigeria summons South Africa envoy over xenophobic incidents, DW, 03-05-2026
