Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์' ชี้หนี้สาธารณะไทยพุ่งใกล้กรอบ 70% ของ GDP แนะรัฐบาลยังไม่ควรขยับเพดานเป็น 75% เหตุหนี้โตเร็วกว่าศักยภาพเศรษฐกิจ เสี่ยงกระทบความเชื่อมั่นและพื้นที่ทางการคลัง - 'อนุสรณ์ ธรรมใจ' เสนอรัฐไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม แนะลดกฎระเบียบ-คุมคอร์รัปชัน ฟื้นเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และประธานสถาบันการสร้างชาติ เปิดเผยว่า แนวโน้มหนี้สาธารณะของไทยในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต ไปสู่การใช้จ่ายเพื่อรับมือวิกฤตและการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ที่สัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 12.60 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 66.09 ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดานหนี้ที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 อย่างมาก โดยหากมีการกู้เงินเพิ่มอีก 500,000 ล้านบาท สัดส่วนหนี้อาจเพิ่มเป็นร้อยละ 68.6–69.1 และทำให้พื้นที่ทางการคลังเหลือไม่ถึงร้อยละ 1 ของ GDP

นักวิชาการรายดังกล่าวเตือนว่า หากเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าคาด เช่น ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.3 หนี้สาธารณะอาจทะลุเพดานร้อยละ 70 ได้ทันที โดยไม่ต้องรอปีงบประมาณถัดไป ขณะที่แผนการคลังระยะปานกลางยังสะท้อนแนวโน้มหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงปี 2569–2572

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุว่า การกำหนดเพดานหนี้เป็นกลไกสำคัญในการรักษาวินัยทางการคลังและความเชื่อมั่นของตลาด จึงไม่ควรมองการปรับเพิ่มเพดานหนี้เป็นเพียงเรื่องตัวเลข แต่เป็นประเด็นเชิงนโยบายและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ทั้งนี้ เห็นว่ารัฐบาลยังไม่ควรปรับเพิ่มเพดานหนี้เป็นร้อยละ 75 ในช่วงเวลานี้ โดยให้เหตุผลสำคัญ ได้แก่ หนี้สาธารณะเพิ่มเร็วกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งยังขยายตัวในระดับต่ำ ความเสี่ยงจากผลกระทบต่อการลงทุนภาคเอกชนจากภาวะ “crowding-out” และการที่รัฐจะมีพื้นที่ทางการคลังลดลงในการรับมือวิกฤตในอนาคต

นอกจากนี้ ยังชี้ว่าภาระรายจ่ายด้านสวัสดิการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างสังคมสูงวัย ขณะที่ฐานรายได้ภาษีอาจขยายตัวไม่ทัน ส่งผลให้ความสามารถในการบริหารหนี้ในระยะยาวลดลง รวมถึงความเสี่ยงต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ หากมีการเพิ่มเพดานหนี้โดยไม่มีแผนฟื้นฟูฐานะการคลังที่ชัดเจน

สำหรับแนวทางเชิงนโยบาย เสนอให้รัฐบาลคงเพดานหนี้ที่ร้อยละ 70 ในช่วงปี 2569–2570 พร้อมยกระดับคุณภาพการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเน้นการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดทางให้เอกชนร่วมลงทุน การออกเครื่องมือการเงินเฉพาะทาง เช่น พันธบัตรสีเขียว รวมถึงการปฏิรูประบบภาษีและการบริหารหนี้เชิงรุก

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ลดการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบกระจายวงกว้าง และหันมาใช้มาตรการที่มุ่งเป้ากลุ่มเปราะบางมากขึ้น รวมถึงเร่งลงทุนในโครงการที่เพิ่มผลิตภาพของประเทศ โดยย้ำหลักการ “กู้เพื่อสร้าง ไม่ใช่กู้เพื่อหมุน”

ทั้งนี้ ระบุว่า หากจำเป็นต้องปรับเพิ่มเพดานหนี้ในอนาคต ควรพิจารณาในช่วงปี 2571–2572 ภายใต้เงื่อนไขที่ฐานะการคลังมีเสถียรภาพมากขึ้น และหนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่ลดลงหรือมีแนวโน้มขาลงอย่างชัดเจน

'อนุสรณ์ ธรรมใจ' เสนอรัฐไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม แนะลดกฎระเบียบ-คุมคอร์รัปชัน ฟื้นเศรษฐกิจ

ด้าน รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เปิดเผยข้อเสนอเชิงนโยบายว่า ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติม หากมีการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการภาครัฐ โดยเฉพาะการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น และลดการใช้ดุลยพินิจที่นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน

เขาระบุว่า ฐานะการคลังของประเทศมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จากการจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และแรงกดดันจากการนำเข้าพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น จึงเสนอให้รัฐบาลจัดทำงบประมาณแบบรวมยอด (Consolidated Budget) โดยนำเงินนอกงบประมาณและกองทุนหมุนเวียนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส

พร้อมกันนี้ เสนอให้ทบทวนภารกิจของรัฐ โดยยกเลิกหรือชะลอโครงการที่ไม่จำเป็น รวมถึงปรับปรุงกฎระเบียบล้าสมัย เพื่อลดต้นทุนของภาคธุรกิจและประชาชน โดยอาจใช้ระบบอนุญาตแบบอัตโนมัติในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่ำหรือปานกลาง แทนการอนุญาตแบบเดิมที่มีขั้นตอนซับซ้อน

นอกจากนี้ ยังเสนอให้เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและกลไกตลาดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ในด้านแรงงาน รศ.ดร.อนุสรณ์ ชี้ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลทำให้แรงงานอิสระและแรงงานแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังขาดการคุ้มครองที่เพียงพอเมื่อเทียบกับแรงงานในระบบ เช่น สิทธิประกันสังคม ค่าชดเชย และสิทธิด้านแรงงานอื่น ๆ

จึงเสนอให้ศึกษาตัวอย่างต่างประเทศ เช่น กฎหมาย Rider’s Law ของสเปน ที่กำหนดให้แรงงานแพลตฟอร์มมีสถานะเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย และได้รับสิทธิเต็มรูปแบบ พร้อมเสนอให้ไทยพิจารณาผลักดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานอิสระ หรือปรับนิยาม “แรงงาน” ให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบมากขึ้น

ทั้งนี้ ย้ำว่าการปฏิรูปดังกล่าวต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงระบบ ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณ เพิ่มประสิทธิภาพรัฐ และสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง