ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับลงโทษจำคุก 5 จำเลยคนละ 16 ปี คดีขวางขบวนเสด็จอ้างเชื่อว่าทั้ง 5 คน รู้ว่าเป็นขบวนเสด็จและขัดขวางแต่ทำไม่สำเร็จ ส่วน “เอกชัย” ศาลเพิ่มโทษเป็น 21 ปี 4 เดือนเหตุพ้นโทษมาไม่เกิน 5 ปี ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นเคยยกฟ้องเพราะไม่พบการกระทำที่เป็นการขัดขวางไม่มีการขว้างปาสิ่งของ ตำรวจเองรู้ล่วงหน้าแค่ 5 นาทีและแจ้งกลับว่าผ่านไม่ได้
5 ก.ย. 2568 ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก มีนัดอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีของ เอกชัย หงส์กังวาล นักกิจกรรมและเคยถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกหลายคดี บุญเกื้อหนุน เป้าทอง สุรนาถ แป้นประเสริฐ และประชาชนอีก 2 คน ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-5 ถูกฟ้อง 3 ข้อหาคือ ประทุษร้ายพระราชินี หรือรัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 ข้อหาชุมนุมมั่วสุมตามมาตรา 215 และข้อหากีดขวางจราจรตามพ.ร.บ.จราจรฯ
คดีนี้สืบเนื่องจากทั้ง 5 คนถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันขัดขวางขบวนเสด็จของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พร้อมด้วยเจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา ปี 63
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับจากศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกทั้ง 5 คน คนละ 16 ปีในข้อหาตามมาตรา 110 แต่เฉพาะเอกชัยศาลให้เพิ่มโทษอีก 1 ใน 3 เนื่องจากขณะเกิดการกระทำความผิดเอกชัยพ้นโทษจำคุกมาไม่เกิน 5 ปี รวมเป็น 21 ปี 4 เดือน
ศูนย์ทนายความฯ ระบุถึงเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษทั้ง 5 คน เพราะเชื่อได้ว่าจำเลยทั้ง 5 ทราบว่าเป็นขบวนเสด็จของสมเด็จพระราชินี ทั้งห้ามีพฤติการณ์ขัดขวางขบวนเสด็จ การกระทำความผิดสำเร็จแล้ว แต่ไม่บรรลุผล จึงเป็นการพยายามเพราะขบวนเสด็จเคลื่อนผ่านไปได้ กลุ่มผู้ชุมนุมมั่วสุมกันมากกว่า 10 คน โดยมีจำเลยที่ 1-3 เป็นผู้สั่งการให้กีดขวางการจราจร
หลังศาลมีคำพิพากษา ทนายความดำเนินการยื่นขอประกันตัวทั้ง 5 คนระหว่างขอฎีกาคดี
ล่าสุด iLaw รายงานว่า เมื่อ 18.15 น. ราชทัณฑ์คุมตัวจำเลยทั้ง 5 ในคดีมาตรา 110 ไปฝากขังเพื่อรอคำสั่งประกันตัว ซึ่งคาดว่าจะรอผลคำสั่งประกันตัวจากศาลฎีกา 3 วัน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นการกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่เคยพิพากษาไว้เมื่อปี 2566 ให้ยกฟ้องทั้ง 5 คนทุกข้อหา
เหตุผลที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องทุกข้อหาเพราะเห็นว่าพยานในคดีไม่มีใครทราบมาก่อนว่าจะมีขบวนเสด็จผ่านที่เกิดเหตุมาก่อนแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและมาทราบก่อนเกิดเหตุเพียง 5 นาที และตำรวจจากสน.ดุสิต ยังได้มีการแจ้งกลับไปว่าเส้นทางไม่สามารถผ่านได้และไม่ได้มีการจัดเตรียมเส้นทางเอาไว้ก่อน แต่ยังคงได้รับการยืนยันเส้นทางของขบวน ส่วนฝ่ายจำเลยก็ไม่ทราบมาก่อนเช่นกัน
ศาลชั้นต้นยังระบุถึงหลักฐานวิดีโอไว้อีกว่า ตามเวลาในกล้องวงจรปิดทำให้เห็นว่าทั้งขบวนเสด็จผ่านบริเวณดังกล่าวไปได้ในเวลาประมาณ 6 นาที ส่วนรถพระที่นั่งก็สามารถไปได้ในเวลาประมาณ 4 นาที แม้ว่าจะขบวนจะติดขัดบ้างแต่ก็สามารถเคลื่อนตัวไปได้ในเวลาไม่นาน อีกทั้งยังไม่ปรากฏว่ามีผู้ชุมนุมขว้างปาสิ่งของใส่ขบวนด้วย ส่วนข้อหากีดขวางจราจรศาลยังเห็นว่าในที่เกิดเหตุมีรถตู้ตำรวจจอดขวางถนนอยู่แล้ว
