Skip to main content
sharethis

ก่อนถึงเดือนแห่งไพรด์ไม่กี่วัน รัฐไอโอวาเริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่ห้ามไม่ให้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเพศรวมถึงความหลากหลายทางเพศในโรงเรียน สวนทางกับผลสำรวจล่าสุดที่พบว่าชาวอเมริกันให้การสนับสนุนสิทธิความหลากหลายทางเพศมากเป็นประวัติการณ์

เมื่อ 27 พ.ค.2566 แค่ 5วันก่อนเข้าสู่เดือนไพรด์ เดือนแห่งการเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศ คิม เรย์โนลด์ ผู้ว่าการรัฐไอโอวาได้ลงนามออกกฎหมายฉบับใหม่ที่จะเป็นการจำกัดไม่ให้มีการเรียนการสอนในเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศและเรื่องเพศวิถี รวมถึงแบนหนังสือที่มีเนื้อหาทางเพศออกจากห้องสมุดของโรงเรียนด้วย อีกทั้งจะมีระบบแจ้งเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองถ้าหากมีนักเรียนเรียกร้องขอให้ใช้ชื่อใหม่หรือสรรพนามใหม่ (ซึ่งมักจะเป็นข้อเรียกร้องของคนข้ามเพศและนอนไบนารี)

กฎหมายดังกล่าวคือ SF 496 ที่จำกัดการเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศไว้หลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นการห้ามไม่ให้มีการเรียนการสอนเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศหรือเพศวิถีต่อเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับ ป.6 นอกจากนี้ยังระบุให้ผู้บริหารของโรงเรียนต้องแจ้งต่อพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กด้วยถ้าหากเด็กร้องขอในเรื่องที่เกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศ เช่นการขอให้ใช้ชื่อหรือสรรพนามที่แตกต่างไปจาก "ชื่อของนักเรียนตามที่ระบุไว้ในบันทึกหรือในทะเบียนของเขตการศึกษา"

นอกจากนี้กฎหมายของไอโอวายังห้ามไม่ให้มีหนังสือที่ "บรรยายหรือแสดงให้เห็นภาพของการกระทำทางเพศ" ในห้องสมุดตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงชั้น ม.6 โดยอ้างว่าห้องสมุดจะต้องมีหนังสือที่ "เหมาะสมกับช่วงวัย"

ในกฎหมายยังกำหนดโทษไว้ด้วยว่าถ้าหากคนทำงานในโรงเรียนมีการกระทำความผิดซ้ำในบางเรื่องของกฎหมายนี้ก็มีโอกาสถูกลงโทษทางวินัยได้

ไอโอวาเป็นหนึ่งในรัฐที่มีผู้นำเป็นพรรครีพับลิกันที่ออกกฎหมายต่อต้านเพศศึกษาและเรื่องความหลากหลายทางเพศ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีรัฐอื่นๆ ที่ออกกฎหมายเช่นนี้โดยอ้างว่าเป็น "สิทธิของผู้ปกครอง" นอกจากนี้รัฐไอโอวายังเคยออกกฎหมายกีดกันคนข้ามเพศ เช่นกฎหมายที่ห้ามให้บริการทางสุขภาพต่อผู้เยาว์ที่ต้องการข้ามเพศ

ส.ว. เคน โรเซนบูม ประธานกรรมการด้านการศึกษาของรัฐไอโอวากล่าวว่ากฎหมาย "สิทธิของผู้ปกครอง" ตรงกับสิ่งที่โรงเรียนส่วนใหญ่ทำอยู่ เขาเชื่อว่าจะต้องมีกฎหมายนี้ในการย้ำเตือนโรงเรียนทั้งหลายว่าควรจะ "สอนเด็กๆ ในเรื่องสังคมต้องการให้พวกเขารู้" และอ้างว่าต้อง "ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองกลับมาเป็นผู้ดูแลจัดการเรื่องการศึกษาของเด็กๆ"

อย่างไรก็ตามองค์กรฮิวแมนไรท์แคมเปญ ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิพลเมืองจากสหรัฐฯ ก็เปรียบเทียบกฎหมายสิทธิของผู้ปกครองของไอโอวาว่าคล้ายกับกฎหมาย "ห้ามพูดว่าเกย์" ของรัฐฟลอริดาเมื่อปี 2565 ที่ห้ามการเรียนการสอนเรื่องเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศในห้องเรียนจนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมและทางการเมือง

วิจารณ์แบนหนังสือ เสี่ยง 'เซนเซอร์ตัวเอง' ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก

นอกจากไอโอวาแล้วรัฐอื่นๆ อย่าง ฟลอริดา, มิสซูรี และยูทาห์ ก็ออกกฎหมายคล้ายๆ กันในการแบนหนังสือที่มีเรื่องเพศออกจากห้องสมุด ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะส่งผลให้ห้องสมุดเกิดความหวาดระแวงเรื่องกฎหมายมากเกินไปจนเซนเซอร์ตัวเองในการเลือกหนังสือ กลายเป็นสิ่งที่กระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้

สมาคมนักเขียนอเมริกา (PEN) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกและคอยสอดส่องติดตามเรื่องการแบนหนังสือระบุว่า "ภาษาของกฎหมายที่มีความคลุมเครือจนส่งผลต่อวิธีการบังคับใช้ รวมถึงความเสี่ยงที่จะมีการลงโทษครูหรือบุคลากรการศึกษาที่ละเมิดกฎหมายเหล่านี้ เมื่อพิจารณาสองเรื่องนี้รวมกันแล้วอาจจะทำให้เกิดการเซนเซอร์ตัวเองเพราะความกลัวได้"

PEN ระบุว่าในช่วงเทอมการศึกษาเมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมา มีการแบนหนังสือเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับเทอมก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐ เท็กซัส, ฟลอริดา, มิสซูรี, ยูทาห์ และเซาท์แคโรไลนา หนังสือที่ถูกแบนจำนวน 1 ใน 3 เป็นหนังสือเกี่ยวกับเชื้อชาติสีผิวและประเด็นการเหยียดผิว หรือเป็นหนังสือที่มีตัวละครเป็นคนที่ไม่ใช่คนขาว หนังสือที่ถูกแบนอีกร้อยละ 26 มีเนื้อหาเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศหรือมีตัวละครที่เป็น LGBTQ+

เดบอรา คัลด์เวลล์-สโตน ผู้อำนวยการสำนักงานเพื่อเสรีภาพทางภูมิปัญญาของสมาคมห้องสมุดอเมริกัน และผู้อำนวยการบริหารของมูลนิธิฟรีดอมทูรีด (เสรีภาพที่จะอ่าน) กล่าวว่า "เด็กๆ เหล่านั้นบอกกับพวกเราอยู่เสมอว่า การที่พวกเขาได้พบหนังสือที่สะท้อนประสบการณ์และสามารถตอบคำถามที่พวกเขาไม่สามารถถามผู้ใหญ่ได้นั้น นับเป็นเรื่องที่สามารถช่วยชีวิตพวกเขาได้"

คาลด์เวลล์-สโตน ยังพูดถึงเรื่องที่มีการแบนหนังสือมากขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อช่วงปีที่แล้วว่า พวกเขากำลังพิจารณากฎหมาย 31 ฉบับที่จะเป็นการโต้ตอบการแบนหนังสือ ซึ่งการแบนดังกล่าวนี้เป็นการจำกัดไม่ให้บรรณารักษ์จัดรวบรวมชุดหนังสือที่ตอบสนองความต้องการต่อนักเรียนทุกคนได้ และถือเป็นการเซนเซอร์หนังสือโดยอาศัยความคิดเห็นจากคนเพียงกลุ่มเดียว

คนกลุ่มเดียวที่ว่านี้ดูเหมือนจะเป็นพวกฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยมเหยียดความหลากหลายทางเพศที่นักการเมืองผู้ออกกฎเซนเซอร์อ้างว่าเป็น "พ่อแม่ผู้ปกครอง" มีการประเมินจากกลุ่มคลังสมอง ฟิวเจอร์เอ็ด ว่าในสหรัฐฯ มีการเสนอกฎหมายที่อ้างว่าเป็น "กฎหมายสิทธิของผู้ปกครอง" รวมแล้วอย่างน้อย 62 ฉบับ ใน 24 รัฐ

นอกจากเรื่องการศึกษาแล้วกลุ่มนักการเมืองพรรครีพับลิกันในสหรัฐฯ ยังดาหน้าเสนอกฎหมายใหม่ๆ จำนวนมากที่เป็นการต่อต้านผู้มีความหลากหลายทางเพศในแง่มุมอื่นๆ ไม่ว่าจะในแง่มุมบริการสุขภาพ, การเข้าถึงห้องน้ำ และการแสดงโชว์แดร็ก (การแต่งกายข้ามเพศในเชิงศิลปะการแสดง)

ผลสำรวจชี้ชาวอเมริกันสนับสนุน LGBTQ+ มากเป็นประวัติการณ์

ถึงแม้ ส.ว. โรเซนบูม จะอ้างสิทธิผู้ปกครองและอ้างว่าโรงเรียนต้องสอนเด็กๆ ในเรื่องที่ "สังคมต้องการให้พวกเขารู้" แต่สังคมสหรัฐฯ ในตอนนี้เป็นอย่างไรกันแน่

ในขณะที่นักการเมืองรีพับลิกันหลายคนพยายามเรียกคะแนนเสียงจากพ่อแม่ผู้ปกครองด้วยกฎหมายกีดกัน LGBTQ+ ในผลสำรวจล่าสุดกลับระบุว่า มีชาวอเมริกันที่สนับสนุน LGBTQ+ มากเป็นประวัติการณ์ ในบางเรื่องมากถึงร้อยละ 90 ขึ้นไปเลยทีเดียว

ผลสำรวจดังกล่าวมาจากรายงานประจำปีขององค์กรไม่แสวงผลกำไร GLAAD ที่แสดงให้เห็นว่ามีกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันที่ไม่ใช่ LGBTQ+ ถึงร้อยละ 84 ที่สนับสนุนสิทธิความเสมอภาคของผู้มีความหลากหลายทางเพศ และมีอยู่ร้อยละ 70 ที่เห็นด้วยว่าบริษัทต่างๆ ควรจะสนับสนุนชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างเปิดเผย

นอกจากนี้ยังมีร้อยละ 91 ที่ระบุว่าชาว LGBTQ+ ควรจะมีเสรีภาพในชีวิตของตัวเองโดยปราศจากการถูกกีดกันเลือกปฏิบัติ และมีถึงร้อยละ 96 ที่ระบุว่าโรงเรียนควรจะเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับ LGBTQ+ และเป็นสถานที่ที่ยอมรับ LGBTQ+

อย่างไรก็ตาม GLADD ก็ระบุว่าชาวอเมริกันส่วนมากยังคง "ขาดความรู้ความเข้าใจและความคุ้นเคยต่อบุคคลที่เป็นนอนไบนารี (เพศสภาพไม่ใช่สองขั้วชายหญิง) และบุคคลที่เป็นคนข้ามเพศ" โดยมีชาวอเมริกันที่ไม่ใช่ผู้มีความหลากหลายทางเพศอยู่ร้อยละ 28 เท่านั้นที่เคยรู้จักคนข้ามเพศเป็นการส่วนตัว ทำให้ GLAAD เรียกร้องให้มีภาพตัวแทนประสบการณ์ของนอนไบนารีและคนข้ามเพศในหน้าสื่อมากกว่านี้

GLAAD ระบุว่าถึงแม้ชาวอเมริกันจำนวนมากจะยอมรับชาว LGBTQ+ แต่ชาว LGBTQ+ ส่วนใหญ่ก็ยังคงประสบกับการถูกกีดกันเลือกปฏิบัติในสังคม

GLAAD ระบุอีกว่าการสำรวจครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่มี "การออกกฎหมายต่อต้าน LGBTQ+ จำนวนมาก" และ "การแพร่ระบาดของความเกลียดชังในโลกออนไลน์" ที่จะเป็นอันตรายต่อ LGBTQ+ ในโลกความจริงได้ ไม่ว่าจะเป็นการกีดกันเลือกปฏิบัติ ไปจนถึงความรุนแรง และผลลัพธ์อื่นๆ

 

เรียบเรียงจาก
 

สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง Facebook, X/Twitter, Instagram, YouTube, TikTok หรือสั่งซื้อสินค้าประชาไท ได้ที่ https://shop.prachataistore.net