'ชูศักดิ์' อภิปรายเหตุผลแก้ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ฉบับพรรคเพื่อไทย จากตัวชี้ขาด 2 ชั้น เหลือชั้นเดียว เพราะเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ ขนาดเลือกตั้ง สส.ยังทำไม่ได้ พร้อมแก้วันออกเสียงจัดวันเดียวกับวันเลือกตั้งทั่วไปหรือสภาท้องถิ่นได้
18 มิ.ย. 2567 ยูทูบ TP Channel ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (18 มิ.ย.) ที่รัฐสภา แยกเกียกกาย กรุงเทพฯ ในการประชุมสภาสมัยวิสามัญเป็นพิเศษ โดยมี วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่…) พ.ศ. … จำนวน 4 ฉบับ คือของคณะรัฐมนตรี (ครม.) พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล และพรรคภูมิไจไทย โดยจะพิจารณารวมทั้ง 4 ฉบับ เนื่องจากมีเนื้อหาในทำนองเดียวกัน
รองศาสตราจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ฉบับพรรคเพื่อไทย ตามรายละเอียดดังนี้
ข้อ 1 แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 10 วรรค 1 และมาตรา 11 วรรค 3 เพื่อให้ หากมีการกำหนดให้วันเลือกตั้ง สส. เป็นการเลือกตั้งทั่วไป หรือมีการเลือกตั้งสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบวาระ สามารถกำหนดให้วันเลือกตั้งกับวันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกันได้
ข้อ 2 แก้ไขมาตรา 12 เพื่อให้สามารถลงคะแนนเสียงด้วยบัตรลงคะแนน ลงคะแนนทางไปรษณีย์ เครื่องลงคะแนนผ่านอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือวิธีอื่นๆ ได้
ข้อ 3 กำหนดให้การออกเสียงให้ถือเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมาก ต้องสูงกว่าคะแนนเสียง ‘ไม่แสดงความคิดเห็น’ ในเรื่องที่จัดทำประชามติ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 13
ข้อ 4 กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งผู้ที่เห็นชอบ และไม่เห็นชอบ ในเรื่องที่จัดทำประชามติ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 16 วรรค 1
ต่อมา ชูศักดิ์ ได้ขอแสดงเหตุผลที่แก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ. โดยระบุว่า พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 เนื่องจากไม่ได้มีการกำหนดว่า สามารถจัดวันออกเสียงประชามติ วันเดียวกับวันเลือกตั้งทั่วไป หรือวันเลือกตั้งสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น เนื่องจากครบวาระได้ ทำให้เกิดปัญหาต้องจัดวันเลือกตั้ง และวันออกเสียง แยกจากกัน ทั้งที่อยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน กลายเป็นภาระงาน และงบประมาณของรัฐ และเป็นภาระของประชาชนต้องออกมาใช้สิทธิหลายครั้ง ดังนั้น จึงอาจกำหนดให้วันออกเสียงเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้งได้
ชูศักดิ์ กล่าวว่าเมื่อก่อนผู้ใช้สิทธิสามารถให้ออกเสียงโดยใช้บัตรออกเสียงเท่านั้น แต่หลังการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประชามติแล้ว จะสามารถลงคะแนนเสียงด้วยวิธีการต่างๆ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด เพื่อความสะดวกของประชาชน ผู้มาใช้สิทธิออกเสียง
สส.พรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า พรรคฯ เสนอให้แก้ไขตัวชี้ขาดแบบ 2 ชั้นในการออกเสียงลงประชามติ เนื่องจากการใช้ตัวชี้ขาดแบบ 2 ชั้น (double majority) หรือเกณฑ์ชั้นบน ต้องมีผู้มาใช้สิทธิเกินจำนวนกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง และเกณฑ์ชั้นล่าง คือผู้เห็นชอบต้องมีจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงไม่ว่าจะเป็นการทำประชามติเพื่อให้มีข้อยุติ หรือการออกเสียงเพื่อให้คำปรึกษา ครม.
เพื่อไทยเห็นว่าที่ต้องแก้ไขนั้น เพราะขนาดเลือกตั้ง สส.ยังมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลย หรือถ้าหากประชามติเป็นการสอบถามความเห็นประชาชนในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ซึ่งอาจไม่ได้เป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ จึงไม่ได้มาใช้สิทธิออกเสียง จึงไม่ควรนำประชาชนส่วนนี้มาเป็นผลต่อการออกเสียง
พรรคเพื่อไทย เสนอว่า ควรแก้ไขการออกเสียงเหลือเพียงเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยเสียงข้างมากต้องมากกว่า "ผู้ไม่แสดงความเห็น" ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2560 เพราะประชามติเมื่อ 7 ส.ค. 2559 ใช้เพียงเสียงข้างมากเท่านั้น
ทั้งนี้ ชูศักดิ์ ระบุว่า ทั้ง 4 ร่างเห็นสอดคล้องกันว่าต้องแก้ไขเรื่องตัวชี้ขาด 2 ชั้น เพราะว่าเป็นโดยยากในทางปฏิบัติ ส่วนลดมากน้อยเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละพรรคฯ และ ครม. ซึ่งสามารถไปหารือในชั้นกรรมาธิการ
สส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นอกจากแก้ไขมาตรา 13 แล้ว พรรคฯ จึงถือโอกาสแก้ไขเรื่องอื่นๆ พร้อมกัน ซึ่งที่สำคัญที่สุดคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำเป็นต้องเผยแพร่และเปิดแสดงความคิดเห็นโดยถ้วนหน้า เพราะการทำรัฐธรรมนูญปี 2560 คราวที่แล้วไม่เปิดโอกาสให้เห็นแย้ง พรรคเพื่อไทยจึงมองว่าควรแก้ไขเรื่องนี้พร้อมกัน ส่วนเรื่องอื่นๆ เป็นเรื่องของ ครม.ที่เสนอ เช่นเรื่องเขตออกเสียง
