เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2567 หลังเข้าร่วมชี้แจงในคณะกรรมาธิการแรงงาน วุฒิสภา (กมธ. แรงงาน สว.) ซึ่งมีวาระพิจารณาการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในประเด็นการลาคลอดของลูกจ้าง สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม เครือข่ายรณรงค์สิทธิลาคลอด 180 วันโดยได้รับค่าจ้าง และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในวันนี้ได้ชี้แจงต่อ กมธ.แรงงานถึงความเห็นต่อสิทธิลาคลอดของลูกจ้าง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วตนสนับสนุนสิทธิลาคลอด 180 วัน เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์การเกิดของประเทศไทยลดต่ำลงอย่างมาก ประชากรวัยแรงงานจะเป็นผู้สูงอายุมากขึ้น และกำลังการผลิตไม่เพียงพอ
สุเพ็ญศรีเปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … สภาผู้แทนราษฎร ได้มีมติเสียงข้างมากสนับสนุนสิทธิลาคลอด 120 วัน นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยมีข้อสงวนความเห็นให้ลาได้ 180 วันอยู่ ซึ่งคาดว่ากฎหมายจะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมหน้า ทั้งนี้ตนยืนยันสนับสนุน 180 วัน เนื่องจากความต่าง 60 วัน มีนัยสำคัญต่อความใกล้ชิดกันของแม่และลูก เด็กได้ดื่มนมแม่ก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างไรก็ดี ในไทยขณะนี้มีนายจ้างหลายบริษัทที่อนุญาตให้ลูกจ้างหญิงลาคลอดได้ 180 วันโดยได้รับค่าจ้าง ส่วนในอนาคตต้องพิจารณาต่อว่าภาครัฐกับภาคเอกชนจะต้องแบ่งกันจ่ายหรือไม่ เป็นสัดส่วนเท่าใด เพราะกฎหมายสิทธิลาคลอดมีความสัมพันธ์กับกำลังการผลิตของประเทศ การเพิ่มจำนวนวันลาคลอดย่อมส่งผลหลายประการ
เหตุผลที่ต้องเป็น 180 วัน เนื่องมาจากแต่เดิมสามารถลาคลอดได้เพียง 90 วัน ซึ่งถือว่ายังน้อย ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่าการที่เด็กได้กินนมแม่ 6 เดือน จะเป็นผลดีต่อเด็กและแม่รวมถึงส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งเมื่อลูกจ้างที่ลาคลอดมีคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพแข็งแรงแล้ว หากกลับไปทำงานก็จะได้ผลผลิตที่ดี
ส่วนทั้งนี้ สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำหรับลูกจ้างที่ลาคลอด ตามอนุสัญญา ILO ระบุว่าจะต้องลาได้ไม่น้อยกว่า 98 วัน ในส่วนของนายจ้างจะต้องไม่จำกัดสิทธิประโยชน์ลูกจ้าง แต่ในไทยกฎหมายไม่ได้ระบุครอบคลุมถึง ทำให้ลูกจ้างหญิงไม่สามารถที่จะลาได้ครบตามกำหนด
สุเพ็ญศรีกล่าวต่อว่า มาตรการที่จำเป็นในการผลักดันสิทธิลาคลอดในขณะนี้คือ มาตรการเรื่องสวัสดิการ และมาตรการทางภาษี โดยรัฐอาจลดภาษีสำหรับนายจ้างที่ให้ความร่วมมือที่ดี ส่วนมาตรการทางสวัสดิการนั้น ขณะนี้ไทยมีแรงงานหญิงนอกระบบและลูกจ้างเหมาบริการภาครัฐ ซึ่งมีปัญหาไม่สามารถลาคลอดโดยได้รับค่าจ้างได้ รัฐบาลจึงควรให้สวัสดิการที่จำเป็นกับลูกจ้างกลุ่มนี้
“ตอนนี้เรื่องภาระการตั้งครรภ์คลอดบุตรไปตกอยู่กับผู้หญิง อีกทั้งค่าจ้างขั้นต่ำรวมถึงค่าจ้างของแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้สวัสดิการนั้นน้อยมาก การเพิ่มสิทธิวันลาคลอดจะต้องมีอานิสงส์ไปถึงลูกจ้างนอกระบบด้วย ขณะเดียวกันเรามีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น มีแรงงานมาทดแทนได้น้อยลง เพราะฉะนั้นรัฐต้องมีมาตรการทำให้ผู้หญิงหรือครอบครัวมีแรงจูงใจตั้งครรภ์คลอดบุตร” สุเพ็ญศรี กล่าวทิ้งท้าย
อนึ่งนอกจาก เครือข่ายรณรงค์สิทธิลาคลอด 180 วัน แล้ว วันนี้ กมธ. แรงงาน สว. ยังเชิญ อรุณี ศรีโต นายกสมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา พร้อมด้วยผู้แทนจากสำนักงานองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย(WHO) และมี สุนี ไชยรส คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า เข้าร่วมแลกเปลี่ยนถึงเหตุผลความจำเป็นของสิทธิลาคลอด รวมทั้งตัวแบบของประเทศอื่นๆ ที่ให้สิทธิลาคลอดต่างๆ ด้วย โดยในการประชุมครั้งหน้า กมธ. แรงงาน สว. เตรียมเชิญผู้แทนจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมาให้ข้อมูลถึงประเด็นนี้เช่นกัน
ทั้งนี้ วรรณวิภา ไม้สน สส.พรรคประชาชน และรองประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... คนที่หนึ่ง เคยเปิดเผยไว้ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Wanvipa Maison - วรรณวิภา ไม้สน’ ว่าการประชุม กมธ.ดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่าที่ประชุมมีมติเพิ่มวันลาคลอดจากเดิม 98 วัน เป็น 120 วันโดยได้รับค่าจ้าง และสามารถให้คู่สมรสลาได้อัก 15 วันโดยได้รับค่าจ้าง
