Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เครือข่ายภาคประชาสังคมไม่เห็นด้วยปิดศูนย์การเรียนเด็กข้ามชาติ ทำเด็กพม่าลูกหลานแรงงานข้ามชาติเข้าไม่ถึงการศึกษา หวั่นผลกระทบเป็นลูกโซ่ เรียกร้องต้องมีพื้นที่ปลอดภัยให้กับกลุ่มเปราะบาง

 

ภาพวาดฝีมือเยาวชนอาเซียนที่จัดแสดงในงาน

25 พ.ย. 2567 10.00 น.-13.30 น. ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) กรุงเทพฯ เนื่องจากวันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรีสากล เครือข่ายภาคประชาสังคมจัดเสวนาในหัวข้อ “เมื่อความรุนแรงต่อเด็กและสตรีทะลุมิติ สังคมไทยและอาเซียนจะทำอย่างไรเพื่อการปกป้อง ส่งเสริม พัฒนาและคุ้มครองสิทธิ”

ในเวทีมีการอภิปรายในหลายประเด็น ทั้งแนวทางการคุ้มครองลูกหลานแรงงานข้ามชาติเข้าในไทย จากสถานการณ์ผู้อพยพที่เพิ่มขึ้น ที่เป็นผลมาจากการสู้รบในพม่าและการประกาศกฎหมายเกณฑ์ทหาร, ผลกระทบเมื่อเด็กหญิงและผู้หญิงเข้าไม่ถึงระบบการศึกษาและขัดสนทางเศรษฐกิจ รวมถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ซ้ำเติมเด็กกลุ่มเปราะบางให้หลุดออกจากระบบการศึกษา

ประชาไทสรุปประเด็นสำคัญมาไว้ด้านล่างนี้

ปิดศูนย์การเรียนเด็กพม่า ผลักเด็กสู่ความเสี่ยง

สมพงค์ สระแก้ว จากมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (Labour Protection Network: LPN) กล่าวถึงประเด็นเรื่องการจัดการศึกษาและพื้นที่ปลอดภัยแก่เด็กลูกหลานแรงงานข้ามชาติและเด็กหลบภัยสงครามว่า ช่วงที่ผ่านมานี้ ตนเองมีความกังวลในเรื่องสถานการณ์ผู้อพยพจากพม่าที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยเร่งคือการสู้รบในพม่าและการประกาศใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารส่งผลให้เกิดการอพยเข้ามาผ่านนายหน้าทั้งแบบที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย เราจึงเห็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติ หรือที่ภาคประชาสังคมเรียกกันว่า “เด็กข้ามชาติ” ที่ติดตามผู้ปกครองมาเยอะขึ้นตามไปด้วย

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือเยาวชนผู้ติดตามครอบครัวมามีแนวโน้มตกอยู่ในความเสี่ยง เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยที่ไม่เป็นมิตรต่อพวกเขา สมพงค์ยกตัวอย่าง 2 กรณี

กรณีแรก – ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมตัวเด็กขณะที่เดินทางไปเรียนหนังสือหรือขณะเดินตลาดในระหว่างวันหยุด พ่อแม่ของเขาก็โทรมาแจ้งที่มูลนิธิ LPN ทางพวกตนจึงต้องตอบไปว่าเด็กมีสิทธิที่จะอยู่กับพ่อแม่ได้ จะมาจับไม่ได้ ตนจึงมองว่าแนวปฏิบัติในเรื่องนี้ ควรเขียนให้เป็นลายลักษณ์อักษร

กรณีที่สอง – เด็กที่แม่ทำงานเป็นแม่บ้าน แต่เจ้านายของแม่ไม่ให้เด็กอยู่ในบ้าน เมื่อเป็นเช่นนี้เด็กจะไปอยู่ที่ไหน ซึ่งบ่อยครั้ง เด็กมักลงเอยด้วยการต้องไปทำงานในไซต์ก่อสร้างซึ่งก็เสี่ยงต่อชีวิตและร่างกายตัวเอง บ้างประสบอุบัติเหตุ ตกนั่งร้าน ไฟฟ้าชอร์ต ฯลฯ

เมื่อมีเด็กอพยพเข้ามามากขึ้นก็เกินกำลังที่สถานศึกษาภาครัฐจะรับไหว กลุ่มเครือข่ายแรงงานจึงได้ตั้งศูนย์การเรียนรู้ขึ้นมาเพื่อมาดูแลเด็กกลุ่มนี้เป็นการชั่วคราว

 

สมพงค์ สระแก้ว

สมพงค์กล่าวต่อไปว่า เมื่อมีการประกาศปิดศูนย์การเรียนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งส่งผลให้เด็กลูกหลานแรงงานข้ามชาติในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีกว่า 2,000 คน ต้องหยุดเรียนกลางคัน สุดท้ายเด็กหลายคนต้องไปเป็นแรงงานในสวนยาง นอกจากนี้มันยังสร้างความกังวลต่อศูนย์การเรียนในพื้นที่อื่นนอกจังหวัดอีกด้วยที่กลัวว่าอาจถูกสั่งปิดเช่นกัน ซึ่งนี่คือบรรยากาศทางการเมืองที่ไม่ได้เป็นมิตรกับเด็กและเยาวชนเลย

ศูนย์การเรียนที่ถูกตั้งขึ้นมาลักษณะนี้ เกิดจากกลุ่มแรงงานอาสาลงแรงกันเอง โดยมากศูนย์การเรียนก็จะจัดให้เด็กได้เรียนภาษาไทยในวันอาทิตย์ เพราะถ้าอยู่ในเมืองไทยให้ปลอดภัยก็ต้องพูดภาษาไทยได้ แต่กลายเป็นการมาชี้ว่าเป็นศูนย์การเรียนที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะไม่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ ฉะนั้นจึงควรปิดศูนย์ มันไม่ได้เป็นประโยชน์กับเด็กเลย การส่งเสริมให้คนที่อพยพรู้ภาษาก็จะช่วยพวกเขาได้มากกว่า การปิดศูนย์การเรียนจึงไม่ใช่ทางออกที่ดี แต่ควรมองไปให้ไกลกว่านั้น ว่าจะมีโมเดลอย่างไรให้ภาครัฐกับภาคประชาสังคมทำงานร่วมกันได้

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

 

ภาพวาดฝีมือเยาวชนอาเซียนที่จัดแสดงภายในงาน

ช่วยเหลือยึดหลักมนุษยธรรม ไม่ให้ใครตกหล่น

ทางด้าน ทิรันต์ ผลินกูล หัวหน้าโครงการศูนย์แบ่งต่อ มูลนิธิกระจกเงา กล่าวถึงวิกฤตโลกระบาดและภัยธรรมชาติในฐานะปัจจัยเร่งที่ส่งผลให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา

เด็กไทย 1.02 ล้านคน หลุดออกจากระบบการศึกษาในปีการศึกษา 2566 แต่ยังมีเด็กที่อยู่นอกระบบที่อาจตกสำรวจ เช่น เด็กพิการ ลูกหลานแรงงานข้ามชาติ ซึ่งก่อนเกิดภัยธรรมชาติ เด็กกลุ่มนี้ก็มีความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ภัยธรรมชาติเป็นตัวเร่งที่มาซ้ำเติม ยังไม่รวมปัจจัยเรื่องภาวะทางเศรษฐกิจ หรือความเจ็บป่วย

 

ทิรันต์ ผลินกูล

ทิรันต์เล่าว่างานของตนคือการส่งของไปช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน โดยสามารถแบ่งลักษณะงานออกเป็น 4 ส่วน 1) ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ 2) ป้องกัน 3) ช่วยเหลือและรักษา 4) ฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบ

จากการทำงานพบว่า ตนได้รับการขอความช่วยเหลือมาเยอะมากในเรื่องการขอชุดนักเรียน และเมื่อไปแจกชุดนักเรียน ทำให้รู้ว่าเด็กที่ไม่มีชุดนักเรียนก็จะไม่ไปโรงเรียน เพราะไม่อยากดูแปลกท่ามกลางเพื่อนๆ คนอื่นที่ต่างก็ใส่ชุดนักเรียนกันตามปกติ

อีกอย่างที่ตนได้พบคือ ช่วงหลังโควิด-19 ครอบครัวที่มีฐานะปานกลางเผชิญความยากจนเฉียบพลัน ซึ่งส่วนใหญ่เวลาหน่วยงานรัฐเข้าช่วยเหลือก็มักจะขอบัตรประชาชน ทำให้มีบางกลุ่มตกหล่นจากความช่วยเหลือ นั่นคือแรงงานข้ามชาติ หรือผู้ป่วยติดเตียงที่บัตรประชาชนหมดอายุหรือบัตรหาย การช่วยเหลือจึงควรเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม

เด็กหญิง-ผู้หญิงถูกใช้เป็นสินค้า

 

ชลีรัตน์ แสงสุวรรณ

ชลีรัตน์ แสงสุวรรณ มูลนิธิพิทักษ์สตรี (AAT) กล่าวถึงประเด็นที่เด็กถูกใช้เป็นสินค้าและเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ผ่านกรณี “เจ้าสาววัยเด็ก” ซึ่งเกิดจากการที่ประเทศจีนเผชิญกับวิกฤตเด็กเกิดต่ำจนขาดแคลนประชากร ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายเยาวชนผู้หญิงอายุ 14-18 ปี จากประเทศลาว พม่า จากกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความขัดสนทางเศรษฐกิจ ซึ่งถูกซื้อตัวไปแต่งงานเพื่อให้ตั้งครรภ์ โดยมีทั้งการอพยพไปแบบสมัครใจไปและถูกบังคับ ส่วนในกรณีของผู้หญิงไทยก็มีทั้งการถูกซื้อตัวไปตั้งครรภ์ที่จีนหรือใช้เป็นวิธีการอุ้มบุญในประเทศไทย

ชลีรัตน์กล่าวต่อไปว่า เด็กผู้หญิงที่หลุดจากระบบการศึกษาแล้วจะไปอยู่ที่ไหน ส่วนใหญ่ 85% ที่มีปัญหาครอบครัวแตกแยกก็มีแนวโน้มเข้าสู่วงจรการขายบริการทางเพศทางออนไลน์ กรณีอายุต่ำสุดที่มูลนิธิเคยพบคือ 12 ปี ส่วนผู้ที่มาซื้อบริการทางเพศจากเด็กคือผู้ใหญ่อายุราวๆ 39 ปี น่าตกใจที่มีทั้งครู ข้าราชการ และอาชีพอื่นๆ

บางครั้งการละเมิดสิทธิก็เกิดจากตัวระบบ

นเรศ สงเคราะห์สุข นักวิชาการอิสระ กล่าวว่าจากประสบการณ์การทำงานกับเยาวชนนอกระบบการศึกษา อาทิ วัยรุ่นจากสามจังหวัดชายแดนใต้ คนจนเมือง ลูกหลานแรงงานข้ามชาติ เด็กในสถานพินิจ ทำให้ได้เห็นว่า “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” มีอยู่จริง เด็กในครอบครัวยากจนและเปราะบางมีแนวโน้มหลุดจากระบบ ทว่าผู้คนในสังคมกลับไม่ค่อยตระหนักถึงเหตุปัจจัย และมองกลุ่มเด็กนอกระบบเป็นแค่เพียง “คนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ”

แต่เดิมตนเองเคยทำงานเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติด แต่ภายหลังพบว่า วิธีที่ผิดนอกจากจะไม่แก้ปัญหาแล้วกลับสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิม อย่างเช่น ความพยายามจะทำให้ทุกที่เป็น “พื้นที่ปลอดยา” ก็อาจเปิดช่องให้มีการละเมิดสิทธิหรือการใช้ความรุนแรงในการดำเนินนโยบาย

นเรศยกตัวอย่างเด็กชาวลาหู่ที่ติดยาเสพติด เมื่อไปดูเงื่อนไขชีวิตของเด็กคนนี้ เขาต้องทำงานถึง 14 ชั่วโมงต่อวัน เพราะต้องหาเลี้ยงแม่ที่ติดฝิ่นและน้องสาวที่ขายบริการทางเพศแต่พลาดท้อง เด็กลาหู่คนนี้ไม่ได้มีทักษะอ่านเขียนหรือคิดคำนวณที่จะสามารถไปทำงานอื่นที่ค่าตอบแทนสูงกว่า ฉะนั้นเพื่อให้มีแรงทำงานมากกว่าครึ่งวันเขาจึงต้องเสพยา

นเรศตั้งข้อสังเกตทิ้งท้ายว่า สังคมไทยมีสิ่งที่เรียกว่า “ความเห็นอกเห็นใจร่วม” หรือเปล่า ซึ่งไม่ใช่ความสงสารส่วนตัวที่แก้ได้ด้วยการบริจาค มันเป็นปัญหาที่วิธีคิดของเราหรือเปล่า ระบบการศึกษาที่มีไม่รองรับความหลากหลาย แต่เราจินตนาการถึงการศึกษาแบบอื่นไม่ได้นอกเสียจากเข้าระบบ แต่พูดอย่างเบาที่สุด การละเมิดสิทธิก็อาจเกิดโดยรัฐนั่นแหละ ถ้าไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กก็จะไม่มีพื้นที่ที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ใดๆ

 

นเรศ สงเคราะห์สุข

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง