Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

“นิกร” ยืนยันไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ทันสภาชุดปัจจุบันแน่นอน ต้องมีกระบวนการพักร่างกฎหมายไว้ 6 เดือน ต้องรอ กกต. ออกพิจารณาส่วนที่เกี่ยวข้องอีก 1 เดือน ก่อนจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ ส่วนการออกเสียงใช้เสียงข้างมากสองชั้น

 

4 ธ.ค. 2567 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา นิกร จำนง เลขานุการกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ แถลงภายหลังการประชุม กมธ. ร่วมกัน นัดสุดท้ายว่า ที่ประชุม กมธ. ร่วมกัน เห็นชอบกับร่างกฎหมายประชามติของวุฒิสภา ที่เป็นการแด้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมายประชามติของสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 7 โดยยกเลิกความในมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออดเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และให้ใช้ข้อความว่า มาตรา 13 การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติตามมาตรา 9 (2) (3) (4) หรือ (5) ให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงโดยคะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่า คะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติตามมาตรา 9(1) หรือ (2) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงและมีจำนวนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น โดยคณะ กมธ. ร่วมกันพิจารณาแล้ว มีมติเห็นชอบตามร่างกฎหมายว่าด้วยประชามติของวุฒิสภา โดย พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.ในฐานะประธาน กมธ.ร่วมกัน ได้ลงนามในรายงานฉบับนี้แล้ว จะเสนอไปยังสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ในวันนี้ (4 ธ.ค. 2567)

นิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า สว.จะนำเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาในวันที่ 17 ธ.ค .นี้ ขณะที่ สภาผู้แทนราษฎรจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 18 ธ.ค. 2567 หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับความเห็นของทั้งสองสภาเชื่อว่า สส. และ สว. จะยืนยันจุดยืนตัวเอง ซึ่งส่งผลให้ร่างกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ จะถูกแขวนรอไว้ 180 วัน จากนั้นหากสภาผู้แทนราษฎร ยังยืนยันในหลักการของตนเองจึงประกาศบังคับใช้ได้

กรณีที่ต้องพักร่างกฎหมายฉบับนี้ 180 วัน หรือ 6 เดือน จะทำให้การแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม่สามารถดำเนินการทันในสมัยรัฐบาลชุดปัจจุบันหรือไม่นั้น นิกรระบุว่า ส่วนตัวเห็นว่าไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ทันสภาชุดปัจจุบันแน่นอน เพราะนอกจากต้องรอพักร่างกฎหมายไว้ 180 วันแล้ว ยังต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องอีก 1 เดือน จึงจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ ขณะที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องเชิญ กกต. และสำนักงบประมาณ มาหารือถึงแนวทางการใช้งบประมาณทำประชามติด้วย จากนั้นจึงส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ จึงเข้าสู่ขั้นตอนทำประชามติ รวมแล้วอาจต้องใช้เวลาเกือบ 1 ปี

คาดว่าจะทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญได้ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 ถึงต้นเดือนมกราคม 2569 จึงได้แก้รัฐธรรมนูญ ตามม. 256 ดังนั้น จึงไม่น่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทันในสมัยรัฐบาลชุดปัจจุบัน ส่วนจำนวนการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ตนมองว่าต้องทำถึง 3 ครั้ง แม้ว่าจะสามารถตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ ก็มีเวลาไม่มากพอ หรืออาจต้องหารือกับ สว. ให้การแก้ไขเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงรัฐบาลอาจมีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในนามพรรคร่วมรัฐบาลเป็นร่างหลัก เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปในทางเดียวกัน

วุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. และในฐานนะโฆษก กมธ. ร่วมกัน กล่าวว่า สว. เคารพความเห็นของทุกฝ่าย หากแก้ไม่ทันก็ต้องมาพิจารณาแก้ไขเป็นรายมาตรา ย้ำว่า สว.ไม่ได้ยึดหลักเสียงข้างมากสองชั้นทั้งหมด หากจะแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ก็ต้องดูจะแก้เรื่องใด และประชาชนมีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 256 ขณะนี้ สว. ยังไม่มีความเห็น แต่ก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย

กฤช  เอื้อวงศ์ โฆษก กมธ.ร่วมกัน กล่าวว่า หากต้องทำประชามติถึง 3 ครั้ง เคยก็อาจต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี ซึ่งจะพ้นอายุของสภาฯ ชุดปัจจุบัน แต่อย่างน้อยที่สุด ก็จะมี ส.ส.ร. มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ถ้าลดการทำประชามติเหลือ 2 ครั้ง เวลาจะสั้นลงอย่างน้อย 180 วัน ก็อาจทันอายุสภาฯ ชุดนี้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้คำตอบสุดท้ายว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง ส่วนการเสนอแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 จะต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วย

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง