Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สธ. แจง "3 สิทธิรักษาพยาบาลคนต่างด้าว" ครอบคลุมกลุ่มผู้มีปัญหาสถานะ, แรงงานถูกกฎหมาย และผู้ซื้อประกันสุขภาพ

สืบเนื่องจากข้อมูลที่เผยแพร่ในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับภาระค่ารักษาพยาบาลของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย โดยระบุว่าโรงพยาบาลรัฐต้องแบกรับค่ารักษาที่ไม่สามารถเรียกเก็บได้ถึงเกือบ 13,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมและความจำเป็นในการจัดการระบบสิทธิรักษาพยาบาลสำหรับผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงชี้แจงแนวทางการจัดการระบบดังกล่าวและการดูแลภายใต้หลักมนุษยธรรม

นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ระบบสาธารณสุขของไทยมุ่งเน้นการปฏิบัติตามกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพื่อดูแลผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยไม่เลือกเชื้อชาติหรือศาสนา ปัจจุบันมีการแบ่งสิทธิการรักษาสำหรับคนต่างด้าวออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1.บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิหรือบุคคลไร้รัฐ (กลุ่ม ท.99)

- บุคคลในกลุ่มนี้กำลังอยู่ในกระบวนการพิสูจน์สัญชาติไทย ได้รับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และมีรายชื่อในฐานข้อมูลกระทรวงมหาดไทย

- ใช้สิทธิรักษาผ่านกองทุนประกันสุขภาพบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ (กองทุน ท.99) ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล

- ปัจจุบันมีผู้ขึ้นทะเบียนกับกองทุนกว่า 723,603 คน

2.แรงงานต่างด้าวที่ลงทะเบียนถูกต้องต

- แรงงานกลุ่มนี้อยู่ภายใต้ระบบประกันสังคม นายจ้างจะต้องส่งเงินสมทบให้ตามกฎหมาย

- ได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชยรายได้เมื่อเจ็บป่วย สิทธิคลอดบุตร ชราภาพ และกรณีว่างงาน

3.กองทุนประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว

- แรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม หรือกำลังรอสิทธิ จะต้องซื้อประกันสุขภาพจากกระทรวงสาธารณสุข

- สิทธินี้ครอบคลุมการตรวจสุขภาพ การรักษา การส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค

ส่วนกลุ่มผู้ไม่มีสัญชาติไทยที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมหรือประกันสุขภาพกระทรวงสาธารณสุข และไม่ใช่บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิตามที่มติ ครม.กำหนด หากเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐ จะต้องชำระค่ารักษาเองเต็มจำนวน อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่มีความสามารถในการชำระค่าบริการ หน่วยบริการสามารถพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม โดยงบประมาณบางส่วนอาจได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายองค์กรนานาชาติ

ทั้งนี้ กองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกหนังสือซักซ้อมแนวทางการขึ้นทะเบียนกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยกำหนดให้ผู้ขอรับสิทธิต้องมีเอกสารยืนยัน ได้แก่

- บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรประจำตัวบุคคล

- ทะเบียนบ้าน

- หนังสือรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา: Thai PBS, 21/12/2567

เผย ม.ค.- พ.ย. 67 คนไปทำงานต่างประเทศกว่า 86,000 คน ส่งเงินกลับกว่า 246,379 ล้านบาท

นายภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์ โฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน เร่งรัดติดตามการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ เพื่อนำรายได้เข้าประเทศและส่งเสริมให้คนไทยมีงานทำ โดยนับตั้งแต่เดือน ม.ค.- พ.ย. 67 มีจำนวนคนไทยที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศแล้วมากกว่า 86,000 คน และมีรายได้ที่ส่งกลับผ่านระบบของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 246,379 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าที่สูงมาก

ในปัจจุบัน มีแรงงานไทยทำงานอยู่ทั่วโลก 134 ประเทศ 144,617 คน โดย 5 อันดับแรก ที่คนไทยไปทำงานมากที่สุด ได้แก่ ไต้หวัน สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น อิสราเอล และมาเลเซีย ตามลำดับ

โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า นอกจากรายได้และสิทธิประโยชน์ที่แรงงานไทยได้รับในระหว่างทำงานในต่างประเทศแล้ว สิ่งที่หลายคนไม่ทราบ คือ การยื่นขอรับสิทธิประโยชน์เมื่อกลับมายังประเทศไทยแล้ว เช่น การขอคืนภาษีเงินได้ เงินบำเหน็จบำนาญชราภาพ ค่าจ้างค้างจ่ายจากนายจ้าง เป็นต้น ซึ่งหลายประเทศที่แรงงานไทยไปทำงาน จะให้สิทธิประโยชน์เหล่านี้ตามกฎหมายของเขา โดยเฉพาะไต้หวันที่แรงงานไทยไปทำงานมากที่สุด

"ตัวอย่างเช่น การยื่นเรื่องขอรับบำเหน็จชราภาพจากกองทุนประกันภัยแรงงาน สำหรับแรงงานไทยในภาคการผลิต และก่อสร้างที่เดินทางกลับประเทศไทยแล้ว และมีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับค่าจ้างเฉลี่ย × อายุการเป็นสมาชิกของกองทุน โดยยื่นเอกสารหลักฐาน เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน (ภาษาอังกฤษ) หนังสือเดินทาง สมุดบัญชีธนาคารสำเนา หนังสือสัญญาทำงาน และอื่น ๆ ได้ที่สำนักงานแรงงานทุกจังหวัด หรือสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กรุงเทพฯ" โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าว

พร้อมระบุว่า สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงแรงงาน ที่จะอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มักทราบข้อมูลแบบปากต่อปาก โดย รมว.แรงงาน ต้องการให้ทุกหน่วยงานช่วยกันประชาสัมพันธ์ข้อมูล เพราะเป็นสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนพึงจะได้รับ

"ในปัจจุบัน มีบริษัทหรือนายหน้าเข้าไปในหมู่บ้าน เพื่อเชิญชวนแรงงานไทยให้ยื่นขอรับบำเหน็จชราภาพ ผ่านบริษัทของตนและเรียกเก็บส่วนแบ่งจากเงินชราภาพนั้น จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอให้ติดต่อกับหน่วยงานของกระทรวงแรงงานโดยตรงจะดีที่สุด" นายภูมิพัฒน์ กล่าว

ที่มา: RYT9, 15/12/2567

สปส. จับมือการยางแห่งประเทศไทย ดูแลชาวสวนยาง กว่า 1.5 ล้านคน ให้สิทธิประโยชน์ ม. 40 สร้างคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในการเปิดโครงการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมความเชื่อมั่นประกันสังคมมาตรา 40 รุ่นที่ 2 พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม กับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย ณ ห้องประชุมกระทรวงแรงงาน ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยนายภุชงค์ วรศรี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน นายภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์ โฆษกกระทรวงแรงงาน

นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย คณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ โดยมี เครือข่ายประกันสังคม และผู้ประกันตน ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยต่อสื่อมวลชนว่า ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติเป็นประธานเปิดโครงการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมความเชื่อมั่นประกันสังคมมาตรา 40 รุ่นที่ 2 ถือเป็นความมุ่งมั่น ตั้งใจ โดยดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงแรงงานในการสร้างหลักประกันทางสังคม ให้กับกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระทุกคน อาสาสมัครแรงงาน เครือข่าย ผู้นำชุมชน เกษตรกร ชาวนา ชาวสวนยางพารา พ่อค้าแม่ค้า ประชาชนทั่วไป ให้สามารถรับรู้สิทธิประโยชน์ประกันสังคมตามมาตรา 40 ที่เป็นหลักประกันที่เหมาะสมกับอาชีพ เช่น

– กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้สูงสุดถึง 90 วัน

– กรณีทุพพลภาพ รับเงินทดแทนการขาดรายได้ ได้รับสูงสุดตลอดชีวิต

– กรณีเสียชีวิต ได้รับเงินค่าทำศพสูงสุด 50,000 บาท

– กรณีชราภาพ ได้เงิน “บำเหน็จ” พร้อมผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) คืนทั้งหมด

– กรณีสงเคราะห์บุตร ได้รับเงินรายเดือนตั้งแต่บุตรแรกเกิดจนถึงอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์

ในการนี้ กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ได้รับเกียรติจาก นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นประธานในการลงนาม บันทึกความร่วมมือ “การสร้างการรับรู้และยกระดับคุณภาพชีวิต ในการสร้างหลักประกันทางสังคมของเกษตรกรชาวสวนยาง” ระหว่าง สำนักงานประกันสังคม กับ การยางแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างกลไกการรับรู้และเข้าถึงความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายเพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยาง มีหลักประกันความมั่นคงทางสังคมและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ด้าน นางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 สำนักงานประกันสังคมได้ขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบอาชีพอิสระได้เข้าสู่ระบบประกันสังคม คือการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 โดยในปัจจุบันมีผู้ประกันตนตามมาตรา 40 จำนวนถึง 11,006,825 คน นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนเครือข่ายประกันสังคม จำนวน 25,466 คน รวมถึงเครือข่ายบวร จากกลุ่มสมาชิกบ้าน วัด โรงเรียนและโรงงาน จำนวน 247,085 คน ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตของแรงงานอิสระ ให้สอดคล้องตามนโยบายของ ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน “หลักประกันทางสังคมเด่น เน้นทักษะทันสมัย คนไทยมีงานทำ สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย เศรษฐกิจแรงงานไทยมั่นคง” ทั้งนี้ กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ได้จัดโครงการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมความเชื่อมั่นประกันสังคมมาตรา 40 ขึ้นทั้งหมด 2 รุ่น โดยรุ่นแรก ได้จัดขึ้นในวันที่ 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช และรุ่นที่ 2 จัดขึ้นในวันนี้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายผู้เข้ารับการอบรมไม่น้อยกว่าจำนวน 800 คน ประกอบด้วย ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 เครือข่ายประกันสังคม อาสาสมัครแรงงาน ผู้นำชุมชน และประชาชนทั่วไป ที่ให้ความสำคัญต่อการสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิต ซึ่งภายในงานได้จัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อแรงงานอิสระ เช่น การให้บริการรับสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 การอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการประกันสังคมมาตรา 40 การออกร้านจำหน่ายสินค้าของเครือข่าย การจัดนิทรรศการต่างๆ ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานอีกด้วย

ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 14/12/2567

เผยทุนจีนผุดโรงงานเกลื่อนชลบุรี ลอบจ้างแรงงานเถื่อน ส่วนคนไทยให้เป็น รปภ.

นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง ส.ส.เขต 4 ชลบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ได้มีนักลงทุนชาวจีนเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานกันอย่างมากมาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ตนเองรับผิดชอบ ประกอบไปด้วยอำเภอบ้านบึง บ่อทอง และหนองใหญ่ มีนิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมากมาย และมีการก่อสร้างโรงงานจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นของชาวจีน

และจากการตรวจสอบพบว่า แรงงานที่ดำเนินการก่อสร้างแทบไม่พบคนไทยทำงานเลย มีแต่แรงงานชาวจีนทำงาน ที่สำคัญผิดกฎหมาย และแรงงานต่างด้าวประเทศเพื่อนบ้านของไทย ที่เข้ามาทำงาน ส่วนแรงงานไทยจะมาทำงานรักษาความปลอดภัย

นายจิรวุฒิกล่าวว่า เรื่องนี้ถือว่าไม่เป็นธรรมกับท้องถิ่นเพราะมาใช้ทรัพยากร และสร้างมลภาวะให้ท้องถิ่น แต่ไม่มีการจ้างแรงงานคนไทยเข้าไปทำงาน ถือว่าเป็นการเอาเปรียบคนไทย ซึ่งในเรื่องนี้ตนจะยื่นกระทู้สดในสภา ผ่านไปกระทรวงแรงงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม รวมทั้งกรรมาธิการแรงงาน และกรรมาธิการอุตสาหกรรม เกี่ยวกับการไม่ใช้แรงงานคนไทยทำงานในโรงงานของชาวจีน

ที่สำคัญจากการสอบถามเจ้าหน้าที่แรงงานจังหวัดทราบว่า แรงงานจีนจะทำงานในไทยไม่ได้ เว้นแต่การขับรถโฟล์คลิฟท์ และต้องมีใบอนุญาตขับขี่ด้วย

“จากปัญหาดังกล่าวได้มีชาวบ้านในพื้นที่ อ.บ้านบึงร้องเรียนว่า มีนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.หนองอิรุณ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี มีการใช้แรงงานต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย ทางแรงงานจังหวัดชลบุรีและตำรวจ สภ.บ้านบึงได้เข้าตรวจสอบพบว่า มีแรงงานต่างด้าวทำผิดกฎหมายจริง เพราะไม่มีใบอนุญาตให้ทำงาน จึงได้เข้าจับกุมทั้งหมด 6 คน ซึ่งเป็นแรงงานสัญชาติจีนและพม่า” นายจิรวุฒิกล่าว และว่า

จากการตรวจสอบแรงงานสัญชาติจีน ที่ถูกจับกุมบางคนพบว่าเป็นนักวิศวกรคุมงาน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากปัจจุบันพบว่ามีการกระทำความผิดในลักษณะแบบนี้กันอย่างมากมาย โดยเฉพาะการโรงงานอุตสาหกรรมของชาวจีน

ที่มา: มติชนออนไลน์, 13/12/2567

'เครือสหพัฒน์' แจกโบนัส ‘มาม่า’ บุญทุ่ม 5-7 เท่าของเดือน

“เครือสหพัฒน์” เป็นองค์กรธุรกิจเก่าแก่และยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย เป็นอาณาจักร 3 แสนล้านบาท และมีบริษัทในเครือนับร้อย ส่วนสินค้าและบริการหลากหลายกว่า “1,000 รายการ” จากแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภค แฟชั่น ฯ และอีกมากมาย เช่น มาม่า ฟาร์มเฮ้าส์ ไลปอนเอฟ เอสเซนส์ ชุดชั้นในวาโก้ กีลาโรช ลาคอสต์ บีเอสซี เวลแคร์ ผงซักฟอกเปา ซื่อสัตย์ ซิสเท็มมา โชกุบุสซึ และโคโดโมะ

รายงานข่าวจากเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า การพิจารณาแจกจ่ายโบนัสของเครือมีเป็นประจำทุกปี ส่วนบริษัทไหนจะได้มากหรือน้อย เป็นไปตามหลักการ ที่ดูจากผลการดำเนินงานบริษัทเป็นพื้นฐาน โดยเบื้องต้น การจ่ายโบนัสของ “มาม่า” ภายใต้ บริษัทไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์จำกัด(มหาชน) พิจารณาให้โบนัสแก่พนักงาน 5-7 เท่าของเงินเดือน ขณะที่บริษัทในเครืออื่นๆ จะให้โบนัสต่ำกว่าประมาณ 2-3 เท่าของเงินเดือน โดยไม่เผยรายละเอียด

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 13/12/2567 https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1157714

เผยกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอนุมัติเงินให้ลูกจ้างบริษัทฟูไน 755 คน 15,653,440 บาท

13 ธ.ค. 2557 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุด การให้ความช่วยเหลือลูกจ้าง บริษัท ฟูไน (ไทยแลนด์) จำกัด จังหวัดนครราชสีมา ที่ได้รับผลกระทบจากบริษัทปิดกิจการ ว่า กระทรวงแรงงาน ได้เร่งดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างในเบื้องต้น โดยอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้อนุมัติโอนเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพื่อให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครราชสีมา จ่ายให้แก่ลูกจ้าง ทั้งหมด จำนวน 755 คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 15,653,440 บาท

เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การช่วยเหลือลูกจ้างในครั้งนี้เป็นการดำเนินงานอย่างเร่งด่วนตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงและดูแลให้ลูกจ้างมีคุณภาพชีวิตที่ดี ตลอดจนบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างให้สามารถดำรงชีพต่อไปได้ โดยในวันนี้ ผมได้มอบหมายให้นางสาวกาญจนา พูลแก้ว รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ลงพื้นที่มอบเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้แก่ผู้แทนลูกจ้างด้วยตนเอง เพื่อแสดงถึงความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือลูกจ้างของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และเป็นกำลังใจให้แก่ลูกจ้าง สำหรับกรณีเงินอื่นนอกเหนือจากค่าชดเชยที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการนั้นน ผมได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการตามกรอบอำนาจหน้าที่เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์โดยเร็ว นอกจากนี้ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ประสานงานกับหน่วยงานในสังกัดและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิตามกฎหมายแรงงานอย่างครบถ้วน

ที่มา: บ้านเมือง, 13/12/2567

คนทำงานสร้างสรรค์เชียงใหม่ถูกค้างค่าจ้าง-ฟ้องคดี เครือข่ายแรงงานออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องความเป็นธรรม

เครือข่ายแรงงานสร้างสรรค์ ประกอบด้วย SYNC SPACE สหภาพแรงงานสร้างสรรค์แห่งประเทศไทย (CUT) และองค์กรพันธมิตร ได้แสดงความกังวลต่อกรณีนักสร้างสรรค์กลุ่มหนึ่งที่ยังไม่ได้รับค่าจ้างจากการจัดนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ในพื้นที่ครีเอทีฟสเปซจังหวัดเชียงใหม่ แม้นิทรรศการจะเปิดมากกว่า 1 เดือนแล้ว นอกจากนี้ยังมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาระหว่างการทำงาน

เครือข่ายฯ มีข้อเรียกร้องสำคัญ 2 ประการ:

1. ให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนที่ค้างชำระโดยเร็วที่สุดและยุติการดำเนินคดีต่อแรงงาน

2. เชิญชวนองค์กรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุนกลุ่มแรงงาน เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติต่อแรงงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

จดหมายยังเน้นย้ำความสำคัญของการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรม การใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม และการส่งเสริมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังให้เกิดการปฏิบัติต่อแรงงานสร้างสรรค์อย่างเป็นธรรมและสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา: Lanner, 12/12/2567

ม.หอการค้าไทย แนะทยอยปรับค่าแรงค่อยเป็นค่อยไป ยึดไตรภาคีจังหวัด

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงมาตรการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศว่า ค่าแรงขั้นต่ำมีประมาณเกือบ 10 ล้านคน ทั้งแรงงานไทย และแรงงานต่างด้าว โดยภาระการขึ้นค่าแรงส่วนมาจะตกที่ SME และภาคการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น ดังนั้น ถ้าขึ้นค่าแรงขั้นต่ำพร้อมกันทั่วประเทศ และแบบกระชาก ธุรกิจรับไม่ได้แน่นอน เพราะจะทำให้ธุรกิจมีกำไรน้อย และจะกลับไปเป็น NPL อีกครั้ง

นอกจากนี้ ถ้าปรับค่าแรงเท่ากันทั้งประเทศ จะเกิดการขาดแคลนแรงงานได้ทันทีในบางพื้นที่ที่มีค่าแรงเท่ากับจังหวัดอื่น และมีค่าครองชีพสูงกว่า ดังนั้น อาจจะทำให้เกิดการดึงแรงงานจากจังหวัดที่ไม่คึกคัก มาทำงานในจังหวัดที่คึกคัก อาจต้องจ่ายค่าแรงมากกว่า 400 บาท

ดังนั้น ภาคเอกชนเสนอว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำไม่ควรเท่ากันทั้งประเทศ และควรเป็นไปตามกลไกไตรภาคีจังหวัด และที่สำคัญถ้าต้องการผลักให้แรงงานมีค่าแรงสูงกว่า 400 บาท ควรจะมีการยกระดับการสอบเทียบมาตรฐานแรงงาน และกำหนดมาตรฐานแรงงาน เช่น คนที่ทำงานรับเหมาก่อสร้าง ถ้ามีทักษะแรงงานเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ เวลาเอกชนจ่ายค่าจ้างจะรู้สึกว่าคล่องตัว และได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

“ในเบื้องต้นมุมมองของฝั่งวิชาการ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ควรสอดคล้องกับไตรภาคีจังหวัด ควรสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด และควรคำนึงถึงกำลังจ่ายของผู้ประกอบการ เพราะนโยบายค่าแรงขั้นต่ำเป็นนโยบายเดียวของรัฐบาลที่ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินเลย ใช้เงินของเอกชนล้วนในการจ่าย และเป็นนโยบายที่เมื่อกำหนดค่าแรงขั้นต่ำกลายเป็นกฏหมายอาญา มีโทษทางกฏหมาย แต่ไม่ได้ใช้เงินภาษีประชาชน และไม่ได้เงินของรัฐบาล ดังนั้น การที่มีไตรภาคีคือการฟังเสียงของผู้จ่าย ไม่ใช่รัฐบาลจ่าย จึงต้องฟัง แต่ส่วนหนึ่งที่เอกชนเสนอว่า ถ้ารัฐบาลจะนำเงินงบประมาณแผ่นดินมาจ่ายส่วนต่าง เอกชนก็คงไม่ได้ว่าอะไร ข้อเรียกร้องของกกร. จึงบอกว่าควรมีมาตรการมาชดเชย ดังนั้น ถ้าที่รัฐบาลเคยคิดว่าจะไปให้หักภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ เป็นค่าลดหย่อนก็สามารถทำได้ หรือลดการส่งเงินประกันสังคมแทนเอกชน” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าแรงเป็นเรื่องที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยสุทธิ แต่ถ้าขึ้นมากไปจะกลายเป็นภาระ เพราะเอกชนจะต้องผลักต้นทุน โดยหอการค้าไทย ประเมินว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศ ต้นทุนทางเศรษฐกิจจะเพิ่มประมาณ 6.8% และผลักภาระไป 100% จะทำให้เงินเฟ้อบวกขึ้นอย่างน้อย 3-4% อย่างไรก็ดี เชื่อว่าเอกชนจะผลักภาระไปไม่มาก ประมาณ 20-40% ซึ่งก็อาจดันเงินเฟ้อให้บวกขึ้นประมาณ 1%

“ดังนั้น เงินเฟ้อปี 68 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1-1.5% ถ้าขึ้นค่าแรงเอกชนผลักภาระไปอีก 1% เงินเฟ้อก็จะอยู่ที่ 2% ตามนโยบายของรมว.คลัง ซึ่งเอกชนอยากให้ปรับไปตามกลไก ประกอบกับช่วงนี้เป็นช่วงที่ภาคเอกชนต้องรับภาระ ถ้าขึ้นค่าแรงพร้อมกันเท่าประเทศ” นายธนวรรธน์ กล่าว

ด้าน นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ถ้าปรับ 400 บาทเท่ากันหมด ในบางธุรกิจจะมีต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่บางพื้นที่ค่าแรงเกิน 400 บาทไปแล้ว จึงจะเป็นการเหลื่อมล้ำเรื่องต้นทุน ทำให้ภาคเอกชนไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ดี การขึ้นค่าแรง 400 บาท ดีกับแรงงานที่จะมีโอกาสในการจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น แต่ในภาพรวมต้องดูผลดี และผลเสียที่จะส่งผลกระทบว่าจะมีผลด้านใดมากกว่ากัน แต่แน่นอนว่าการปรับขึ้น 400 บาท ของจะแพงขึ้นโดยอัตโนมัติ ดังนั้น อยากให้รัฐบาลมองระยะยาว และปรับแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า

ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, 12/12/2567

ก.แรงงาน ตั้งเป้าลดอุบัติเหตุจากการทำงานเหลือ 1:1,000 คนในปี 2573

11 ธ.ค. 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีปิดงาน “การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนายุทธศาสตร์และเครือข่ายด้านความปลอดภัย” พร้อมทั้งได้ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจทางวิชาการ (MOU) ระหว่าง สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (สสปท.) และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยในการทำงานในประเทศไทย โดยมีนายกำธร ชีพชัยอิสระ ประธานกรรมการ สสปท., นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สสปท., รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. และผู้บริหารกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมให้การต้อนรับ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

นายพิพัฒน์ กล่าวในพิธีว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในสถานที่ทำงานเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง โดยการประชุมครั้งนี้เป็นการรวมตัวของนักวิชาการและหน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานด้านความปลอดภัยเพื่อพัฒนายุทธศาสตร์งานด้านความปลอดภัยในองค์กร ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมุ่งเป้าหมายในการลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจาก 2.03:1,000 คนต่อปี ให้เหลือ 1: 1,000 คน ต่อปีให้ได้ภายในปี 2573

“ข้อตกลงความเข้าใจทางวิชาการระหว่าง สสปท. และ สทน. ในวันนี้ นับเป็นการผนึกกำลังความรู้และทรัพยากรของทั้งสองสถาบัน เพื่อสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดี ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งแรงงาน ผู้ประกอบการ และประเทศชาติในระยะยาว โดยจะสามารถนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในการป้องกันอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน ลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กรต่างๆ เพื่อพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่ทำงานให้สูงขึ้น” นายพิพัฒน์ กล่าว

ด้านนายนันทชัย กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือนี้จะยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน และยังเปิดโอกาสให้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยง และลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ด้วย

ขณะที่ รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวว่า สทน.จะร่วมกันพัฒนายุทธศาสตร์และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดีให้กับผู้ปฏิบัติงาน โดยการยึดเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อประยุกต์สู่การป้องกันอุบัติเหตุในการทำงาน

ที่มา: มติชนออนไลน์, 11/12/2567

กยศ. เตือนผู้ไม่ประสงค์ดีโพสต์ชักชวนเบี้ยวจ่ายหนี้ย้ำให้ผู้กู้ยืมมีความรับผิดชอบและส่งต่อโอกาสทางการศึกษา

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ชี้แจงกรณีที่มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์อ้างตัวว่าเป็นผู้กู้ยืมโพสต์รีวิว การบิดหนี้ กยศ. โดยชักชวนผู้กู้ยืมท่านอื่นให้ไม่ชำระหนี้คืน กยศ. ย้ำถึงความสำคัญของเงินกู้ยืมที่มาจากงบประมาณแผ่นดินและเงินที่ได้รับชำระหนี้จะเป็นการส่งต่อจากผู้กู้ยืมรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง และขอให้ผู้กู้ยืมทุกคนที่เคยได้รับโอกาสจาก กยศ. มีคุณธรรม มีความรับผิดชอบและร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้รุ่นน้อง

ดร.นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้เปิดเผยว่า “จากกรณีที่มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์อ้างตัวว่าเป็นผู้กู้ยืมเงิน กยศ. ได้โพสต์รีวิว การบิดหนี้ กยศ. โดยชักชวนผู้กู้ยืมท่านอื่นให้ไม่ชำระหนี้คืน ซึ่ง กยศ. ขอชี้แจงว่า กยศ. เป็นหน่วยงานของรัฐ มีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินและเงินที่ได้รับชำระหนี้ของผู้กู้ยืมรุ่นพี่กลับมาเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อนำไปสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้กู้ยืมรุ่นน้อง โดย กยศ. มุ่งหวังที่จะช่วยเหลือผู้ที่ต้องการศึกษาต่อสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีดอกเบี้ยต่ำ เพียงร้อยละ 1 ต่อปี มีระยะเวลาผ่อนชำระนานถึง 15 ปี และมีเงื่อนไขการผ่อนชำระหนี้ที่ยืดหยุ่น ดังนั้น การชำระหนี้จึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่ผู้กู้ยืมทุกคนควรปฏิบัติเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องต่อไป

ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าวย้ำว่า หากผู้กู้ยืมไม่ชำระเงินคืนตามกำหนดจะทำให้เกิดภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นและเกิดเบี้ยปรับจากการผิดนัดชำระหนี้ รวมถึงอาจถูกฟ้องร้องบังคับคดีตามกฎหมายอีกด้วย นอกจากนี้ การชักชวนหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นหลีกเลี่ยงการชำระหนี้หรือโอนทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับชำระหนี้ ถือเป็นการกระทำที่ขาดจิตสำนึกความรับผิดชอบและผิดกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อนักเรียน นักศึกษารุ่นน้องที่ต้องการความช่วยเหลือจาก กยศ. ได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หากผู้กู้ยืมคนใดประสบปัญหาทางการเงินและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ก็สามารถติดต่อกับ กยศ. เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้เพื่อขยายระยะเวลาการชำระหนี้ได้ สุดท้ายนี้ กยศ. ขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามข้อตกลงในการกู้ยืมเงินและการชำระหนี้ และขอให้ผู้กู้ยืมทุกคนที่เคยได้รับโอกาสจาก กยศ. มีความรับผิดชอบในการชำระเงินคืน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องต่อไป”

ที่มา: กระทรวงการคลัง, 11/12/2567

'เวิร์คพอยท์' เลิกผลิตละคร ลดคน ปรับแผนโต ชู T-Pop จัดอีเวนต์ต้องกำไร 20-25%

ธุรกิจสื่อดั้งเดิม “ทีวีดิจิทัล” ยังคงต้องฮึด! ในการสร้างรายได้จากการขายโฆษณา ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคเสพสื่อที่เปลี่ยนไป ดูจอแก้วน้อยลง ส่วน “ลูกค้า” ที่เป็นนักการตลาด แบรนด์ เจ้าของสินค้าต่างๆ หันไปเปย์งบผ่านสื่อใหม่ที่วัดผลได้ และทรงพลังมากขึ้น

“เวิร์คพอยท์” เป็นอีกค่ายทีวีดิจิทัล ที่มุ่งมั่นปรับตัว เพื่อสร้างการเติบโต ทว่า ผลประกอบการยังมีความท้าทาย เพราะไตรมาส 3 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 509.7 ล้านบาท “ลดลง 17%” จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ “ขาดทุน” 17.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 218 ล้านบาท ทำให้ 9 เดือน มีรายได้รวม 1,612.4 ล้านบาท “ลดลง 13%” มี “กำไรสุทธิ” 41.2 ล้านบาท “ลดลง 55%”

สุรการ ศิริโมทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงินการลงทุน และ ชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานดิจิทัล บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด(มหาชน) ให้มุมมองว่า ช่วงไตรมาส 4 สถานการณ์ของเม็ดเงินโฆษณาทางทีวีมีการปรับตัว “ลดลงมาก” เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดการณ์ภาพดังกล่าว จะส่งผลต่อเนื่องถึงปี 2568

เม็ดเงินโฆษณาทางทีวีที่ลดลงยังเกิดขึ้นในไตรมาส 3 ด้วย ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายเงินของลูกค้าที่ซื้อโฆษณาเกิดจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว

“ไตรมาส 4 เป็นช่วงโลว์ซีซั่นของการใช้จ่ายเม็ดเงินโฆษณา เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 และตัวเลขของการใช้จ่ายเงินลูกค้าไตรมาส 4 น้อยลงมาก”

จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้เวิร์คพอยท์ คาดการณ์รายได้จากการขายโฆษณาปี 2568 จะอยู่ที่ 1,100-1,150 ล้านบาท ลดลง 5-10% จากปีนี้คาดจะปิดตัวเลขที่ 1,200 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทต้องเดินหน้าปรับตัว เพื่อสร้างการเติบโตธุรกิจ และหารายได้เพื่อ “ชดชยรายได้โฆษณา” ที่จะลดลง โดยกลยุทธ์สำคัญมีดังนี้ 1.“ยุติ” การผลิตละคร ทำให้ต้องปิดแผนกธุรกิจละคร และ “เลิกจ้างพนักงาน” ในส่วนนี้ไป แผนนี้จะทำให้บริษัทประหยัดค่าใช้จ่ายราว 100-150 ล้านบาทต่อปี ขณะเดียวกันโค้งสุดท้ายปี 2567 จะเดินหน้านำละครในสต๊อกมาออกอากาศให้หมดจำนวน 2 เรื่องครึ่ง ส่งผลให้ “ต้นทุนเพิ่ม” ในไตรมาส 4 ราว 30-40 ล้านบาท

จากผลิตละครป้อนช่องเวิร์คพอยท์ บริษัทยังคงเดินหน้ารับจ้างผลิตละครหรือเป็นคอนเทนต์โปรวายเดอร์ให้กับลูกค้าต่างๆ

“แผนงานในอนาคต ปีหน้าจะไม่มีคอนเทนต์ละครในช่องเวิร์คพอยท์ เราเปลี่ยนกลยุทธ์เน้นผลิตรายการวาไรตี้ รายการเทเลอร์เมด พ่วงกิจกรรมออนกราวด์ การจัดอีเวนต์ต่าง ซึ่งทำให้รักษาฐานลูกค้าเดิมเพิ่มลูกค้าใหม่ เพราะลูกค้าแบรนด์ต่างๆต้องการใกล้ชิด พบเจอผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย”

2.รุกปั้นศิลปินที-ป๊อป(T-Pop) เสริมแกร่งธุรกิจบริหารจัดการศิลปินภายใต้ค่าย XOXO ENTERTAINMEN ขณะนี้ยังมีเด็กฝึกในสังกัด 24 ชีวิต คาดว่าจะปลุกปั้นเป็นศิลปินเดี่ยว ศิลปินกลุ่มทั้งบอยแบนด์และเกิร์ลกรุ๊ปได้ประมาณ 2-3 กลุ่ม นอจากนี้ ศิลปินในสังกัด ไม่ว่าจะเป็น 4EVE(โฟร์อีฟ) และ ATLAS(แอทลาส) ฯ ผนึกกับพันธมิตร เพื่อหาทางลุยตลาดต่างประเทศ และยัง “ร่วมทุน” กับ “เบิ้ล ปทุมราช” ตั้งบริษัท ดับเบิ้ลพอยท์ 98 จำกัด เพื่อปั้นศิลปินแนวเพลงอิสระหรืออินดี้ เพื่อรุกตลาด

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 11/12/2567

สำนักสอบสวนฟินแลนด์ตั้งข้อสงสัย ตัวแทนกรมจัดหางานไทยเรียกสินบน บ.เก็บเบอร์รี่ฟินแลนด์ ส่งผลทำแรงงานไทยถูกหักค่าแรงตั้งแต่ปี 63-66

สำนักข่าวอิศรา รายงานข่าวกรณีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิแรงงานไทยที่ไปเก็บผลเบอร์รี่ที่ประเทศฟินแลนด์ว่าสำนักข่าว YLE ของฟินแลนด์ได้รายงานข่าวว่าสำนักงานสอบสวนแห่งชาติของฟินแลนด์หรือ NBI ได้เริ่มตั้งข้อสงสัยว่าจะมีตัวแทนหลายคนจากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานไทย มีการเรียกและรับเงินสินบนจากบริษัทเก็บเบอร์รี่สัญชาติฟินแลนด์ โดยการเรียกรับสินบนดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2563-2566

NBI ตั้งข้อสงสัยว่าการจ่ายเงินนั้นกระทำโดยตัวแทนบริษัทฟินแลนด์ในประเทศไทย และค่าใช้จ่ายเรื่องการจ่ายสินบนนี้ ก็ถูกเรียกคืนผ่านการหักค่าแรงที่ให้กับแรงงานเก็บเบอร์รี่ หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้น

ทั้งนี้ไม่เพียงแต่แรงงานเก็บเบอร์รี่จะถูกหักเงินเพื่อชดใช้เงินสินบนเท่านั้น แต่เอกสารและสลิปเงินเดือนที่มอบให้กับพวกเขา ยังมีการซุกซ่อนรายละเอียดการหักเงินที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นแรงงานเหล่านี้จึงไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังถูกหักค่าแรงเพื่อนำเงินไปชดเชยเงินสินบนอยู่

โดยแรงงานเก็บเบอร์รี่หลายคนนั้นมีฐานะทางบ้านยากจน และต้องเดินทางมาไกลมาก ดังนั้นเงินที่ถูกหักจึงถือว่ามีความสำคัญ ซึ่งทาง NBI ได้ระบุว่าเงินที่ถูกหักนับเป็นสินบนนับตั้งแต่ปี 2563 มีมูลค่าต่อหัวอยู่ที่รายละ 3,000 บาท แม้ว่าเงินจำนวนนี้จะลดลงในถัดๆมาก็ตาม

อนึ่ง เรื่องอื้อฉาวนี้ถือว่ามีความเกี่ยวข้องกับทั้งบุคลากรและองค์กรในประเทศไทยและฟินแลนด์ และมีการประเมินว่าเงินสินบนที่มีการรับน่าจะอยู่ที่ 220,000 ยูโร (7,826,720 บาท) ต่อปี จึงทำให้ต้องมีกรสอบสวนกรณีนี้ควบคู่ไปกับคดีการค้ามนุษย์อื่นๆที่เกี่ยวข้องและคดีการละเมิดสิทธิแรงงานเก็บสตรอว์เบอร์รี

ที่มา: สำนักข่าวอิศรา, 10/12/2567

สปส. เยียวยาทายาทผู้เสียชีวิต เหตุดับสลดบ่อเก็บปลาร้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเกิดเหตุลูกจ้างเสียชีวิต ขณะทำความสะอาดบ่อเก็บปลาร้า ที่โรงงานปลาร้า เลขที่ 79 หมู่ 5 ตำบลหนองไขว้ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 5 ราย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน แสดงความห่วงใยลูกจ้างที่ประสบเหตุ และมอบหมายให้ นางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมให้ความช่วยเหลือทายาทของลูกจ้างที่เสียชีวิต ให้ได้รับสิทธิประโยชน์จากสำนักงานประกันสังคมโดยเร็ว

นางมารศรี สั่งการให้ นางสาวกัณฐมณี กุญชรมณี หัวหน้าสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาหล่มสัก พร้อมเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า เหตุเกิดภายในโรงงานปลาร้าแห่งหนึ่ง อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีลูกจ้างเสียชีวิตขณะลงไปทำความสะอาดในบ่อเก็บปลาร้า ขนาดกว้าง 3 x 4 เมตร ลึก 6 เมตร จำนวน 5 ราย ดังนี้

1. นายหลำ เรืองน้อย อายุ 76 ปี ไม่เคยเป็นผู้ประกันตน 2. นายเอือก สมกำลัง อายุ 70 ปี ไม่เคยเป็นผู้ประกันตน

3. นายจักรกฤษ เสนานุช อายุ 50 ปี เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 34,694 บาท

4. นายกุลชาติ อำนวยมงคลพร อายุ 41 เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 26,850 บาท

5. นายศุภกฤษ ชาติเชื้อ อายุ 30 ปี เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 22,058 บาท

ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาหล่มสัก ดำเนินการตรวจสอบนิติสัมพันธ์นายจ้าง – ลูกจ้าง สิทธิประโยชน์ที่ทายาทที่จะได้รับจากกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน โดยจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า นายจ้างรายดังกล่าวไม่ได้ขึ้นทะเบียนกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนกับทางสำนักงานประกันสังคม ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสาขาหล่มสัก จะดำเนินการเชิญนายจ้างมาขึ้นทะเบียน ภายใน 7 วัน และจะรายงานผลให้ทราบต่อไป

“ถึงแม้ความเป็นผู้ประกันตนจะสิ้นสุดลง แต่ทายาทของลูกจ้างทั้ง 3 ราย ยังสามารถรับสิทธิประโยชน์กรณีบำเหน็จชราภาพของสำนักงานประกันสังคมได้ ทั้งนี้ กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม พร้อมเข้าดูแลสิทธิประโยชน์เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในการดำรงชีวิตแก่ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ให้ได้รับประโยชน์สูงสุดเป็นสำคัญ” นางมารศรี กล่าว

ที่มา: ข่าวสด, 10/12/2567

หอการค้าไทยเอาด้วย หนุนจุดยืน กกร. ไม่เห็นด้วยขึ้นค่าแรง 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ คนที่ 1 หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เห็นด้วยกับการกับการยกระดับรายได้ของแรงงานไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังคงมีความผันผวนและเปราะบาง อันเป็นผลมาจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศและภาคธุรกิจให้ต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายประการ จึงได้มีการส่งจดหมายนำเสนอ แนวทางการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมถึงผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ถึงรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมานั้น

การดำเนินนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ย่อมไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่จังหวัด จึงอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการจ้างงานของทุกภาคธุรกิจที่ใช้แรงงานทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการภาคเกษตร ภาคบริการ และภาคธุรกิจในทุกระดับ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย อีกทั้งจากการรวบรวมข้อมูลผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด ประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐในจังหวัด มากกว่าร้อยละ 90 ไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ และร้อยละ 30 มีมติไม่ขอปรับขึ้นค่าจ้าง

ดังนั้น หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน ขอแสดงจุดยืนและข้อเสนอแนะต่อนโยบายการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของ กกร. ที่ส่งไปเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2567 โดยให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ดังนี้

หอการค้าฯ ไม่เห็นด้วยกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ เพราะการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต้องคำนึงถึงมติของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด ซึ่งเป็นการปรับตามตัวเลขที่เป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจตามที่กฎหมายกำหนดไว้ อันเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม (The Rule of Law)

หอการค้าฯ มีความคิดเห็นว่า การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำนั้น ต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อย่างเคร่งครัด สอดคล้องกับแนวทางที่ได้รับการยอมรับมาโดยตลอดจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)โดยใช้กลไกคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับข้อเสนอของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด โดยได้มีการศึกษาและพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับอยู่ ประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นโดยคำนึงถึงดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต ราคาของสินค้าและบริการ  ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวม และสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความสามารถของประเภทกิจการ/อุตสาหกรรมของแต่ละพื้นที่  ซึ่งจะทำให้เกิดความสมดุลและเป็นธรรมโดยทั่วกัน

หอการค้าฯ มีความคิดเห็นว่าการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ควรจะปรับเมื่อมีเหตุจำเป็น และปัจจัยทางเศรษฐกิจบ่งชี้แต่ไม่ควรเกินปีละ 1 ครั้งเท่านั้น และจะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครังเคร่งครัด

หอการค้าฯ สนับสนุนการจ่ายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน (Pay by Skills) ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน และให้ความสำคัญกับการ UP-Skill & Re-Skill , Multi-Skill และ New Skill เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) สามารถลดต้นทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขัน

หอการค้าฯ สนับสนุนให้เร่งรัดการประกาศอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือให้ครบตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติซึ่ง 280 สาขา จากปัจจุบันที่มีการประกาศไว้เพียง 129 สาขา พร้อมทั้งให้มีการขยายสาขาอาชีพมาตรฐานฝีมือรวมทั้งอัตราค่าจ้างตามารฐานฝีมือให้ครอบคลุมมากขึ้นสำหรับแรงงานไทย

หอการค้าฯ ขอให้รัฐบาลมีมาตรการดูแลค่าครองชีพเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ตลอดจนเร่งรัดมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ โดยการส่งเสริมมาตรการทางภาษี มาตรการลดเงินสมทบประกันสังคม มาตรการส่งเสริมการปรับปรุงเครื่องมือและเครื่องจักร มาตรการส่งเสริมและพัฒนาฝีมือแรงงาน ฯลฯ เพื่อลดผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย เป็นต้น

“การดำเนินนโยบายปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสมและเป็นธรรมภายใต้กรอบกฎหมาย และตามมติของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด ที่ได้สะท้อนข้อเท็จจริงจากพื้นที่จังหวัด อันเป็นการไม่ลิดรอนสิทธิตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด และสร้างความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของประเทศไทยต่อไป”

ที่มา: MCOT News FM 100.5, 10/12/2567

กกร. ค้านขึ้นค่าแรง 400 บาททั่วประเทศ

10 ธ.ค. 2567 - คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท พร้อมกันทั่วประเทศ เนื่องจากเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อนายจ้าง และอาจทำให้เกิดการปิดกิจการ

“กกร. ไม่เห็นด้วยกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท เท่ากันทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ใช้แรงงานทุกประเภท หยุดกิจการ ลดขนาดกิจการ หรือปรับธุรกิจออกนอกระบบภาษี จนนำไปสู่การปลดลูกจ้างและเลิกจ้างพนักงาน” นายสนั่น อังอุบลกุล คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผย

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ชี้ว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำดังกล่าว อาจส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ รวมทั้ง บริษัทผู้ผลิต การย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนแรงงานไหว

“กกร. มีความคิดเห็นว่า การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ควรจะปรับเมื่อมีเหตุจำเป็นและปัจจัยทางเศรษฐกิจบ่งชี้ แต่ไม่ควรเกินปีละ 1 ครั้งเท่านั้น หากรัฐบาลมีนโยบายต้องการที่จะพิจารณาปรับค่าจ้างแบบจำเพาะนั้น ก็ควรมีการศึกษาความพร้อมของแต่ละประเภทกิจการหรืออุตสาหกรรม” นายสนั่น กล่าว

กกร. ยังระบุว่า กกร. สนับสนุนการจ่ายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน และขอให้รัฐบาลมีมาตรการดูแลค่าครองชีพเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ตลอดจนเร่งรัดมาตรการเยียวยา ผู้ประกอบการ โดยการส่งเสริมมาตรการทางภาษี มาตรการลดเงินสมทบประกันสังคม

ก่อนหน้านี้ในเดือน ก.ย. 2567 น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยืนยัน รัฐบาลต้องการผลักดันนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน ให้สำเร็จภายในปี 2567 นี้ แม้ล่าสุดแผนที่จะขึ้นค่าแรงพร้อมกันทั่วประเทศ เมื่อ ต.ค. 2567 จะไม่สำเร็จ

ที่มา: BenarNews, 10/12/2567

ย้ำปรับฐานคำนวณเงินสมทบประกันสังคมใหม่ หวังเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตน หลังไม่ได้ปรับมานาน 34 ปี

นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็น "การเพิ่มสิทธิประโยชน์เมื่อปรับเพดานค่าจ้าง" โดยมี นางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน คณะกรรมการประกันสังคม นักวิชาการ ผู้แทนพรรคการเมือง ผู้แทนสื่อมวลชนและผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วม

โดยปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กองทุนประกันสังคม จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นทุนใช้จ่ายสำหรับให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งเป็นเวลา 34 ปี

ที่กองทุนประกันสังคมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตน โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ ในปัจจุบันมีผู้ได้รับบำนาญจากสำนักงานประกันสังคม จำนวน 792,149 คน ซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่ได้รับเงินบำนาญตลอดชีวิต

ซึ่งการจัดเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมได้กำหนดเพดานค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 33 ไว้ไม่เกิน 15,000 บาท ตั้งแต่ ปี 2534 และไม่เคยมีการแก้ไขถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 34 ปี สำนักงานประกันสังคม จึงพิจารณาการใช้ฐานค่าจ้างเดิมที่กำหนดไว้ 15,000 บาท ว่าไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน

จึงมีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น "การเพิ่มสิทธิประโยชน์เมื่อปรับเพดานค่าจ้าง“ ครั้งนี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการประกันสังคมและที่ปรึกษา ผู้บริหารกระทรวงแรงงานและผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนสภาองค์การนายจ้าง - องค์การลูกจ้าง ผู้แทนจากพรรคการเมือง นายจ้างและลูกจ้างทั่วไป ผู้แทนสื่อมวลชน ถึงการปรับเพดานค่าจ้างในรูปแบบขั้นบันได 3 ครั้ง เพื่อไม่ให้กระทบต่อนายจ้างและผู้ประกันตน โดยมีรายละเอียด คือ

ในปี 2569 - 2571 ปรับเป็น 17,500 บาท

ในปี 2572 - 2574 ปรับเป็น 20,000 บาท

ขั้นสุดท้าย ในปี 2575 เป็นต้นไป ปรับเป็น 23,000 บาท

หลังจากนั้น จะมีการรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมด เพื่อนำเสนอคณะกรรมการประกันสังคมเพื่อให้พิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ย้ำว่า เพื่อพัฒนาสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนให้มีเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น สิทธิประโยชน์จากการว่างงาน / การคลอดบุตร / และการเสียชีวิต

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นจะต้องมีผู้ประกันตนมาแสดงความคิดเห็นจำนวนเท่าใด ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สัดส่วนการแสดงความคิดเห็นจะต้องใช้ความคิดเห็นส่วนใหญ่ของผู้ประกันตนเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ มีผู้แสดงความคิดเห็นเข้ามาแล้วมากกว่า 250,000 ราย และก่อนหน้านี้ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทั่วประเทศแล้ว ส่วนใหญ่ที่แสดงความคิดเห็นมามีความเห็นว่ากฎหมายใช้มานานกว่า 30 ปี ก็ควรปรับปรุงให้มีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตน

ส่วนการดำเนินงานหลังจากนี้ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า หลังจากที่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว ทางสำนักงานประกันสังคม จะรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมด และนำเสนอคณะกรรมการประกันสังคมเพื่อให้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

ด้าน นางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคม ได้ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ที่ไม่ได้อิงกับฐานเพดานค่าจ้างให้แก่ผู้ประกันตนตลอดมา เพื่อความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ เช่น กรณีคลอดบุตรในปี 2538 ได้รับสิทธิประโยชน์เป็นเงิน 4,000 บาทต่อครั้ง ในปัจจุบันเพิ่มเป็น 15,000 บาทต่อครั้ง / เงินสงเคราะห์บุตรปี 2541 ได้รับสิทธิประโยชน์ 150 บาทต่อเดือนต่อบุตร 1 คนสูงสุด 2 คน ในปัจจุบันเพิ่มเป็น 800 บาทต่อเดือนต่อบุตร 1 คน สูงสุด 3 คน และในกรณีตาย เงินค่าทำศพ ในปี 2538 จ่ายเป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท ปัจจุบันเงินเพิ่มเป็นค่าทำศพ 50,000 บาท เป็นต้น

ส่วนสิทธิประโยชน์ที่อิงกับฐานเพดานค่าจ้าง ไม่ว่าจะเป็น เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีว่างงาน เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต และเงินบำเหน็จ - บำนาญชราภาพ เมื่อไม่มีการปรับฐานเพดานค่าจ้างทำให้ผู้ที่มีค่าจ้างมากกว่า 15,000 บาท ถูกจำกัดสิทธิประโยชน์ไว้ และไม่สอดคล้องกับค่าจ้างจริงในปัจจุบัน จึงสมควรปรับปรุงฐานเพดานค่าจ้างให้เหมาะสม เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ

ที่มา: PPTV, 9/12/2567 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง