Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เพิ่มทักษะด้านอาชีพให้แก่นักเรียน ม.3 ที่ไม่ได้เรียนต่อ ส่งเสริมการประกอบอาชีพ

นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้บูรณาการร่วมกับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มทักษะด้านอาชีพให้แก่นักเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) เนื่องจากเยาวชนกลุ่มนี้ยังไม่มีทักษะฝีมือในการทำงาน ถ้าเข้าสู่ตลาดแรงงานจะเป็น “แรงงานไร้ฝีมือ” ไม่มีมาตรฐานในการทำงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงแรงงาน ในการเพิ่มทักษะด้านอาชีพ ดูแล สนับสนุนในเรื่องตำแหน่งงาน และส่งเสริมการประกอบอาชีพให้แก่นักเรียน โดยจัดโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เมื่อเยาวชนฝึกอบรมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจบหลักสูตรแล้ว จะช่วยให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะแรงงานมีฝีมือ ทำให้มีรายได้ ค่าจ้างที่สูงขึ้น สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

​นายเดชา กล่าวต่อไปว่า ในปีงบประมาณ 2568 กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีเป้าหมายในการดำเนินงานโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ จำนวน 1,000 คน โดยมีหลักสูตรที่น่าสนใจมากมาย อาทิ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 3 ชลบุรี เปิดฝึกอบรมสาขาพนักงานบริการโรงแรมแผนกแม่บ้านโรงแรม สาขาช่างแต่งผมสตรี สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 15 พระนครศรีอยุธยา จัดฝึกอบรมสาขาช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ ช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 28 สระบุรี เปิดอบรมสาขาช่างสีรถยนต์ ช่างบำรุงรักษารถยนต์ ช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ ช่างก่อสร้าง ทุกสาขา อบรมฟรี มีเงินอุดหนุนสำหรับผู้เข้ารับการฝึก

“ผู้จบการศึกษาภาคบังคับแต่ไม่ได้ศึกษาต่อ และอายุไม่เกิน 25 ปี ที่สนใจสามารถสมัครได้ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 4” นายเดชา กล่าว

ที่มา: เดลินิวส์, 21/12/2567

สว.สายแรงงานชี้ค่าจ้าง 400 ไม่ใช่เหตุของเงินเฟ้อ แนะปรับเท่ากันทั่วประเทศ

ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน และอาจารย์พิเศษคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงกรณีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศในบางสาขาชีพและบางกิจการ ตามนโยบายของรัฐบาล ว่า การประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ค่าจ้าง ชุดที่ 22 หรือ บอร์ดไตรภาคี ในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ ไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่การปรับขึ้นค่าจ้าง 400 บาท จะต้องอิงตามสภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพของคนไทยเป็นหลัก ซึ่งต้องนับตั้งแต่การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งก่อนจนถึงปัจจุบัน โดยเงินเฟ้อที่นำมาพิจารณาจะต้องบ่งบอกถึงการใช้จ่ายจริงของผู้ใช้แรงงาน ดังนั้น การปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นผลของเงินเฟ้อ ไม่ใช่สาเหตุ หากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น แปลว่ามีการฉวยโอกาสที่จะขึ้นราคาสินค้า การขึ้นค่าจ้างเป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ ของค่าจ้างทั้งหมด ซึ่งค่าจ้างทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนโดยรวม การปรับค่าจ้างจึงไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ต้นทุนสูงจนต้องมีการขึ้นราคาสินค้า

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีบอร์ดค่าจ้างระบุว่าไม่ได้มีการตั้งธงตัวเลข และอาจจะไม่ใช่ 400 บาททั่วประเทศ ศาสตราภิชาน แล กล่าวว่า โดยหลักการ การปรับค่าจ้างขั้นต่ำควรสอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งความคิดเดิมคือ ค่าครองชีพในแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน แต่ ณ ปัจจุบัน วิถีชีวิตของผู้ใช้แรงงานมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันทั่วประเทศ ประกอบกับ ค่าครองชีพในแต่ละจังหวัดก็คล้ายๆกัน เช่น ทุกวันนี้ลูกจ้างทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน มี 1 วันที่ลูกจ้างไปจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจำเป็นต้องไปซื้อสินค้าจากร้าน ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่ขายสินค้าราคาเท่ากันทั่วประเทศ แปลว่า ค่าครองชีพของลูกจ้างทั้งประเทศเท่ากัน ดังนั้น การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ จึงต้องทำให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและการครองชีพของลูกจ้างในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ควรจะได้ค่าจ้างในอัตราเดียวกันทั่วประเทศ ทั้งนี้ ค่าจ้างขั้นต่ำนไม่ได้มองที่ตัวเลขใด แต่มองว่าต้องให้เพียงพอต่อการดำรงชีพของลูกจ้าง

“ที่ไม่ใช่ตัวเลข 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ อาจเป็นเพราะมีกระบวนการระดับจังหวัด คือ คณะอนุกรรมการฯ จังหวัด ที่รวบรวมข้อมูลและเสนอต่อคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำส่วนกลางทั้ง 3 ฝ่าย แต่พบปัญหาคือ ในบางจังหวัดอาจไม่มีอำนาจต่อรองมากพอ หรือไม่มีสหภาพแรงงานที่แข็งแกร่ง ทำให้ในหลายๆจังหวัดไม่ขอปรับขึ้นค่าแรง ดังนั้น ตัวเลขค่าจ้างของแต่ละจังหวัดเสนอมาในอัตราที่แตกต่างกัน จึงไม่ได้สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของค่าครองชีพอย่างแท้จริง แต่เป็นการสะท้อนถึงอำนาจต่อรองที่ต่างกันระหว่างจังหวัดที่มีอำนาจแข็งแกร่งกับจังหวัดที่ไม่มี จึงกลายเป็นว่า จังหวัดที่เสนอตัวเลขขั้นต่ำที่น้อย แปลว่าลูกจ้างไม่มีปากเสียง” ศาสตราภิชาน แล กล่าว

เมื่อถามว่า การปรับขึ้นค่าจ้าง 400 บาท จะทันเป็นของขวัญปีใหม่หรือไม่ ศาสตราภิชาน แล กล่าวว่า ในแง่ของการเมือง ก็ควรจะมีของขวัญให้ประชาชน เพื่อให้รัฐบาลได้คะแนนเสียง เป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลเคยกล่าวไว้ว่าจะขึ้นค่าแรง 400 บาท ให้ทันเป็นของขวัญปีใหม่ 2568 จึงเป็นโอกาส หากรัฐบาลสามารถทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นได้ ไม่มีจังหวะอะไรที่เหมาะสมเท่ากับการขึ้นค่าแรงเป็นของขวัญปีใหม่

ที่มา: มติชนออนไลน์, 20/12/2567

รมว.แรงงาน ไทย-ญี่ปุ่น ร่วมถกญี่ปุ่นต้องการขยายตลาดแรงงานไทย

19 ธ.ค. 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เข้าพบเข้าพบ Mr. Takamaro FUKUOKA รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการญี่ปุ่น หารือข้อราชการในประเด็นนโยบายการขยายตลาดแรงงานไทย และความพร้อมของรัฐบาลไทยต่อระบบใหม่ Employment for Skill Development (ESD) และพบปะเจรจาระหว่างองค์กรผู้ส่งไทย 21 แห่ง และองค์กรกำกับดูแลญี่ปุ่น 28 แห่ง เพื่อขยายตลาดแรงงานไทยในญี่ปุ่น โครงการ MOL Overseas Matching

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า มีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานในประเทศญี่ปุ่น และสังคมผู้สูงอายุ โดยขณะนี้ญี่ปุ่นมีความต้องการแรงงานทักษะเฉพาะ ชาวต่างชาติ (SSW) ใน 16 สาขา กว่า 820,000 คน ซึ่งแรงงานไทยก็มีศักยภาพและสนใจมาทำงาน เช่น งานบริการในโรงแรม ร้านอาหาร งานบริบาลดูแลผู้สูงอายุ รวมไปถึงงานขับรถยนต์ (ในอนาคต) ซึ่งอยากผลักดันให้มีการจัดสอบทักษะในสาขาเหล่านี้ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมมาตราฐานแรงงานไทยตลอดจน ความพร้อมของรัฐบาลไทยต่อระบบใหม่ Employment for Skill Development (ESD) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงการรับแรงงานชาติเข้ามาทำงานในประเทศญี่ปุ่น โดยคุ้มครองไม่ให้แรงงานต่างชาติถูกเอารัดเอาเปรียบและปลอดภัยจากการเป็นแรงงานบังคับ/การค้ามนุษย์

กระทรวงแรงงาน ได้ทำ Roadshow ในต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายในการขยายตลาดแรงงานไทย เพิ่มโอกาสในการทำงานในต่างประเทศ ในทักษะฝีมือที่ตรงกับความต้องการ ได้รับสวัสดิการที่เหมาะสม และมีโอกาสพบปะเจรจาระหว่างกัน ตลอดจนกระบวนการจัดส่งผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค/แรงงานไทย และการรับรองเอกสารการจ้างงาน โดยทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานยังได้ร่วมออกบูธนำเสนอภารกิจที่สำคัญในการสนับสนุนการขยายตลาดแรงงานเชิงรุก ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้จะทำให้มีการจ้างงานแรงงานไทยถูกต้องตามกฎหมายและตามความต้องการ/เงื่อนไขของนายจ้างญี่ปุ่น สอดรับต่อความต้องการของทั้งฝ่ายไทยและญี่ปุ่น

ที่มา: Ch7, 19/12/2567

ก.แรงงาน สั่งการชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ ตรวจสอบการจ้างงาน สภาพการจ้าง การบังคับใช้แรงงานฯ

18 ธ.ค. 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งการชุดเฉพาะกิจไตรเทพพิทักษ์ ลงพื้นที่ ตรวจสอบการจ้างงาน สภาพการจ้าง การบังคับใช้แรงงานหรือบริการและการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ในกลุ่มแรงงานต่างด้าว เพื่อป้องกันการใช้แรงงานผิดกฎหมาย และการแย่งอาชีพคนไทย ในพื้นที่ตลิ่งชัน กรุงเทพมหาคร

ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 18/12/2567

ครม.อนุมัติหลักการ กำหนดจำนวนคนต่างด้าว ซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดจำนวนคนต่างด้าวซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ประจำปี พ.ศ. …. ตามที่คณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมืองได้ให้ความเห็นชอบแล้ว

นายคารม กล่าวว่า ร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทยตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ เป็นการกำหนดจำนวนคนต่างด้าวซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ประจำปี 2567 ซึ่งเป็นการดำเนินการเพื่อเป็นไปตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 กำหนดจำนวนคนต่างด้าวที่มีสัญชาติของแต่ละประเทศ ซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นรายปี ประเทศละไม่เกิน 100 คนต่อปี และไม่เกิน 50 คนต่อปี สำหรับคนไร้สัญชาติ การออกประกาศดังกล่าวเป็นการออกประกาศรายปีและดำเนินการทุกปี ทั้งนี้ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในแต่ละปีสามารถยื่นคำขอมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยต่อไป เมื่อคนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรแล้ว ไม่ต้องยื่นคำขออนุญาตเพื่อพำนักอยู่ต่อเป็นการชั่วคราว

ในแต่ละปีอีก และมีสิทธิยื่นคำขอแปลงสัญชาติให้เป็นสัญชาติไทยได้ รวมไปถึงบุตรที่เกิดในราชอาณาจักรโดยเกิดจากการสมรสของบิดามารดาซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร บุตรนั้นย่อมมีสิทธิได้รับสัญชาติไทยตามหลักดินแดนอีกด้วย อันเป็นการส่งเสริมให้คนต่างด้าวเข้ามาลงทุนและทำงานในประเทศไทย

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุน อีกทั้ง เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ครอบครัวมีความมั่นคงและอบอุ่น การให้ถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรแก่คนต่างด้าวจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาอยู่ในประเทศไทยได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 17/12/2567

ชมรมสันติประชาธรรม ยื่นหนังสือต่อสภาฯ ขอให้ช่วยเหลือพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง หลังไม่ได้รับเงินชดเชยตามคำสั่งของศาลแรงงาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทาประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้นายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม เรื่องขอให้ช่วยติดตามช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจากการไม่ได้รับเงินชดเชยตามคำสั่งของศาลแรงงาน

นายแทนคุณ กล่าวว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากอดีตพนักงานของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งยังไม่ได้รับเงินชดเชย หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2564 ซึ่งในขณะนั้นทางแรงงานเขต 5 ได้เข้ามาช่วยเหลือพนักงานจำนวน 344 คน โดยมีการมอบอำนาจในการดำเนินการยื่นฟ้องศาลแรงงาน ซึ่งจำเลยคือกองทุนประกันวินาศภัย (กปว.) โดยศาลแรงงานชั้นต้นได้พิจารณาออกมาว่า ทาง กปว. คือนายจ้าง ดังนั้น ให้กปว. จ่ายค่าชดเชยและดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากนั้น กปว.ได้ยื่นอุทธรณ์ โดยเสนอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาใหม่ว่าไม่ใช่นายจ้าง ต่อมา กปว.ได้มีการ ยื่นฎีกา ศาลฎีกาไม่รับพิจารณา จึงถือว่าคดีถึงที่สุดแล้ว หลังจากศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับพิจารณา แต่ทางพนักงานก็มิได้รับคำตอบจากทางกปว.ว่าจะดำเนินการจ่ายอย่างไร และทางสำนักงานแรงงานเขต 5 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจก็มีได้ดำเนินการติดตามทวงถาม ดังนั้น ตนจึงขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรช่วยเหลือประชาชนเร่งรัดไปที่แรงงานเขต 5 เพื่อช่วยเหลือพนักงานดังกล่าว ที่ได้รับความเดือดร้อนกว่า 344 คน จากการที่มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลแรงงาน ล่าช้ากว่า 3 ปีแล้ว ได้รับความเดือดร้อนมาก

ด้านนายคัมภีร์ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากการที่ภาครัฐเพิกเฉยและไม่ได้ดำเนินการต่อโดยไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลใด จึงต้องเร่งรีบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเนื่องจากภาระใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและพนักงานบริษัทมีอายุมากขึ้น ส่งผลให้หางานใหม่ค่อนข้างยาก โดยตนจะนำปัญหาดังกล่าวกราบเรียนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินการและแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันหาแนวทางแก้ปัญหาต่อไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 17/12/2567

เปิดระบบออนไลน์ขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ 4 สัญชาติ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ทำงานถูกกฎหมายในไทย เริ่ม 16 ธ.ค. 67

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศเมียนมา ส่งผลให้มีแรงงานข้ามชาติลักลอบเข้าเมือง และทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตจำนวนมาก เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2567 ให้แรงงานข้ามชาติสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถขึ้นทะเบียนเพื่อทำงานกับนายจ้างได้เป็นการชั่วคราว เป็นระยะเวลา 1 ปี

ล่าสุด กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงแรงงานได้ออกประกาศรองรับมติดังกล่าว โดยกระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน จะเปิดให้แรงงานข้ามชาติกลุ่มเป้าหมาย ขึ้นทะเบียนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทางเว็บไซต์ workpermit2024.doe.go.th ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค. 2567 เป็นต้นไป

กรมการจัดหางานกำหนดขั้นตอนการขึ้นทะเบียน แบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 (ภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2567) ให้นายจ้างยื่นบัญชีรายชื่อความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว พร้อมรูปถ่าย ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือยื่นเอกสารด้วยตนเองที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด/สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10

ระยะที่ 2 (ภายในวันที่ 30 มี.ย. 2568) ให้นายจ้างยื่นคำขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว พร้อมเอกสารหลักฐานประกอบ เช่น ใบรับรองแพทย์ เอกสารประกันสุขภาพ เอกสารประกันสังคม และเอกสารนายจ้าง พร้อมชำระค่าธรรมเนียม โดยแรงงานข้ามชาติที่ได้รับอนุญาตจะสามารถทำงานได้ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2569

สำหรับบุตรของแรงงานข้ามชาติ ที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี มีสิทธิพำนักอยู่ในราชอาณาจักร โดยให้บิดาหรือมารดาแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัด/สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้นายจ้าง สถานประกอบการ และแรงงานข้ามชาติ ศึกษาแนวทางและปฏิบัติตามขั้นตอนการขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะถือว่าการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและการอนุญาตทำงานสิ้นสุดลง ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด/สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694

ที่มา: สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5, 16/12/2567 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง