Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

พ่อค้าแม่ขายในตลาดสดบางกะปิเผยแรงงานเพื่อนบ้าน แย่งอาชีพขายหมู

เสียงระบายความอัดอั้นในใจของแม่ค้าในตลาดบางกะปิ หลังเจอชาวเมียนมา พากันมาเช่าร้านขายของเกลื่อนตลาด ทำเอาชาวเน็ตหลายคนตั้งข้อสงสัยว่าตลาดแห่งนี้ จะกลายเป็นที่ทำมาหากินของชาวเมียนมาแทนคนไทยหรือไม่

เมื่อวานนี้ (30 ธ.ค.) ทีมข่าว 7HD ลงพื้นที่สำรวจตลาดสดบางกะปิ ซอยลาดพร้าว 123 พบว่ามีทั้งคนไทยและแรงงานเพื่อนบ้าน ออกมาจับจ่ายใช้สอยเป็นจำนวนมาก แต่ละร้านมีลูกจ้างเป็นชาวเมียนมาเฝ้าอยู่หน้าร้านค่อนข้างเยอะ

สอบถาม นางสาวบี (นามสมมุติ) แม่ค้าร้านหมูในตลาด ยอมรับว่า สิ่งที่ปรากฏอยู่ในคลิปเป็นเรื่องจริง เพราะปัจจุบันตลาดแห่งนี้ มีชาวเมียนมาแอบฉวยโอกาสจ่ายเงินให้กับเจ้าของพื้นที่ ซึ่งเป็นคนไทย เพื่อเช่าร้านขายของเองกันเกือบทั้งตลาดแล้ว ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือเรื่องของรายได้ที่ลดลง เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ที่เป็นแรงงานเพื่อนบ้าน มักเลือกซื้อเฉพาะร้านที่คนขายเป็นชาวเมียนมาเหมือนกัน ที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่ ตม. แวะเวียนมาตรวจใบอนุญาตทำงานอยู่บ้าง แต่พอรู้ว่าเจ้าหน้าที่จะมาตรวจก็พากันปิดร้านหนีไปหมด

ส่วนอีกร้านใกล้ ๆ กัน มองว่า แม่ค้าที่ถ่ายคลิปไปลงคงรู้สึกโกรธที่เห็นชาวเมียนมาแย่งอาชีพคนไทย ซึ่งตนอยากให้มอง 2 มุม เพราะชาวเมียนมาที่เข้ามาแบบถูกต้องตามกฎหมาย บางคนก็ขยันสู้งาน ไม่ได้เลือกงานเหมือนกับคนไทย

ทีมข่าวได้พูดคุยกับลูกน้องชาวเมียนมาร้านขายหมู อ้างว่า ตนเป็นแค่ลูกจ้างที่มาเฝ้าหน้าร้านแทนเฮียเจ้าของร้านช่วงเช้า ไม่ได้เป็นเจ้าของร้าน ส่วนเฮียจะมาร้านช่วงดึก ๆ ยืนยันว่าถูกจ้างมาถูกต้องตามกฎหมาย

ทีมข่าวประสานไปยังสำนักเขตบางกะปิ เจ้าของพื้นที่ ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว โดยจะลงพื้นที่ตรวจขันช่วงหลังปีใหม่

ที่มา: ข่าว 7HD, 31/12/2567

รมว.แรงงาน เสียใจคนไทยเสียชีวิต เหตุ“เจจูแอร์” ไถลรันเวย์ สั่งดูแลสิทธิ-นำร่างกลับไทย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาแสดงความเสียใจ กับเหตุการณ์เครื่องบินของสายการบินเจจูแอร์ไลน์เที่ยวบินที่ 7C 2216 เดินทางจากกรุงเทพมหานคร ไปชอลลานัมโด สาธารณรัฐเกาหลี ประสบอุบัติเหตุขณะลงจอด เนื่องจากล้อของเครื่องบินไม่กางทำให้ตัวเครื่องบินไถลไปตามรันเวย์ เครื่องบินไฟไหม้ เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าวานนี้ ตามเวลาท้องถิ่นประมาณ 09.07 น. ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ผมได้รับรายงานจาก นางศิริรัตน์ ศรีชาติ ผู้ช่วยทูตฝ่ายแรงงาน ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลีใต้

ว่าสายการบินดังกล่าวบรรทุกผู้โดยสาร จำนวน 181 ราย เป็นผู้โดยสาร 175 ราย และลูกเรือ 6 ราย กระทรวงการต่างประเทศยืนยันมีผู้เสียชีวิต 179 ราย ในจำนวนนี้มีผู้โดยสารที่เป็นคนไทย 2 รายที่เสียชีวิต รายแรก คือ น.ส.จงลักษ์ ดวงมณี อายุ 45 ปี เป็นชาว จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ทายาทมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ 109,751.28 บาท (ยังไม่รวมดอกผล) เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต ตามระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ และค่าจัดการศพ 50,000 บาท โดยสำนักงานประกันสังคม จ.อุดรธานี จะอำนวยความสะดวกให้ทายาทได้รับสิทธิประโยชน์ต่อไป และรายที่ 2 น.ส.ศิริธร จะอือ อายุ 22 ปี ชาว จ.เชียงราย ไม่เป็นผู้ประกันตน

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ผมและผู้บริหารกระทรวงแรงงานขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตทุกท่าน ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ผมได้รับรายงานจากนายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ว่าหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน หรือ 5 เสือแรงงานได้ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวคนไทยที่เสียชีวิตแล้ว พร้อมอำนวยความสะดวกให้ทายาทได้รับสิทธิประโยชน์ต่อไป

"ผมและเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานทุกคน แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์เครื่องบินเจจูแอร์ ไถลชนผนังรั้วรันเวย์ สนามบินนานาชาติมวน จอลลานัมโด เกาหลีใต้ ที่เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับผู้สูญเสียทุกคน กระทรวงแรงงานจะดูแลสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนอย่างดีที่สุด" นายพิพัฒน์ กล่าว

ด้าน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กรณีดังกล่าว ผมได้ขานรับข้อสั่งการท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงได้สั่งการให้อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานความช่วยเหลือกับสถานทูตในการนำร่างผู้เสียชีวิตกลับมาประกอบพิธีทางศาสนาตามความประสงค์ของญาติ ขณะที่การดำเนินการในประเทศไทย ผมได้รับรายงานจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดอุดรธานีว่า เมื่อวานนี้ (29 ธ.ค. 67) 5 เสือแรงงานจังหวัดอุดรธานี ได้ลงพื้นที่

พร้อมกับคณะของนายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจบิดาและญาติของ นางสาวจงลักษ์ ดวงมณี อายุ 45 ปี ที่บ้านเลขที่ 38/1 หมู่ที่ 6 ตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี เบื้องต้นจากการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางไปทำงานต่างประเทศของนางสาวจงลักษ์ ดวงมณี ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์การบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ปรากฎว่าไม่พบข้อมูลการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ และไม่พบข้อมูลการเป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ ทั้งนี้ กระทรวงแรงงาน ได้ให้ทูตแรงงานประสานสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล เพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตให้ญาติกลับมาประกอบพิธีฌาปนกิจที่ภูมิลำเนาต่อไป

ที่มา: PPTV, 30/12/2567

อธิบดี กสร. เผยความคืบหน้าช่วยเหลือลูกจ้าง ยานภัณฑ์ อำนวยความสะดวกลูกจ้างยื่น คร.7 แล้วกว่า 200 คน

เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการช่วยเหลือลูกจ้างบริษัทยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ที่มายื่นหนังสือขอให้กระทรวงแรงงานดำเนินการช่วยเหลือกรณีที่ถูกเลิกจ้างและไม่ได้รับค่าชดเชย ว่า ตามที่ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้ทุกฝ่ายเร่งดำเนินการและดูแลสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างนั้น ขณะนี้ผมได้รับรายงานว่าพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กองคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ ได้ลงพื้นที่ที่สหภาพแรงงานยานภัณฑ์ ได้จัดไว้ให้บริเวณร้านอาหารด้านข้างบริษัท ยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) โรงงาน 2 เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกจ้าง โดยรับแบบคำร้อง (คร.7) เรียกร้องให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้เขียนแบบคำขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โดยมีลูกจ้างยื่นคำร้องแล้ว จำนวน 203 คน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ให้คำชี้แจงสิทธิตามกฎหมาย และการฝึกอาชีพให้แก่ลูกจ้างได้รับทราบแล้ว สำหรับการขึ้นทะเบียนผู้ว่างงาน ตามมาตรา 33 กับกองทุนประกันสังคม และการจัดหางานกรณีว่างงานนั้น ได้รับทราบจากผู้แทนลูกจ้างว่าได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว

อธิบดี กสร. กล่าวต่อไปว่า พนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ได้มีหนังสือเชิญนายจ้างมาพบเพื่อสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตามคำร้อง คร.7 ของลูกจ้าง โดยได้ปิดหนังสือดังกล่าวไว้ ณ สถานประกอบกิจการ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีระยะเวลา 15 วัน หากครบกำหนดนายจ้างไม่มาพบพนักงานตรวจแรงงานจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏข้อเท็จจริงจากฝ่ายลูกจ้างและดำเนินการออกคำสั่งต่อไป ซึ่งจากการสอบถามลูกจ้างในเบื้องต้น พบว่า ลูกจ้างยังไม่ได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามที่นายจ้างได้ตกลงไว้ ทั้งนี้ สำหรับลูกจ้างที่ยังไม่ได้ยื่นคำร้อง เจ้าหน้าที่ได้ประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกสหภาพแรงงานแจ้งให้ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิยื่นแบบคำร้อง (คร.7) และแบบคำขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ/พื้นที่กรุงเทพมหานคร หรือช่องทาง E-Service กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ให้ลูกจ้างได้รับสิทธิตามกฎหมายโดยเร่งด่วนต่อไป

ที่มา: สยามรัฐ, 29/12/2567

ก.แรงงาน ย้ำนายจ้างแรงงาน 4 สัญชาติ กัมพูชา-ลาว-เมียนมา-เวียดนาม เร่งดำเนินการต่ออายุภายใน 13 ก.พ.68

27 ธ.ค. 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวตามนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากในปัจจุบันแรงงานเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญที่ทำให้นายจ้างและสถานประกอบการมีกำลังแรงงานในกิจการผลิตสินค้าและบริการ ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันมีจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานทั่วราชอาณาจักรรวมทั้งสิ้น 3,342,990 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวใน 4 สัญชาติ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เป็นจำนวนถึง 2,422,004 คน ซึ่งใบอนุญาตทำงานจะหมดอายุในวันที่ 13 ก.พ. 2568 พร้อมกันนี้จึงขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการและนายจ้างเห็นความสำคัญของการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน เพื่อให้แรงงานที่ใบอนุญาตทำงาน สามารถอยู่และทำงานในประเทศไทยได้ต่อไป ส่งผลให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นไปอย่างมีระบบ รวมทั้งทำให้ภาครัฐสามารถเข้าไปดูแลด้านสวัสดิการ สภาพแวดล้อมในการทำงาน และความปลอดภัยให้กับแรงงานข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางานได้เปิดให้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานแทนของแรงงานต่างด้าว โดยให้นายจ้างดำเนินการยื่นเอกสารผ่านช่องทางออนไลน์ ดังนี้ แรงงานสัญชาติกัมพูชา ดำเนินการผ่าน https://cam.doe.go.th/ แรงงานสัญชาติเมียนมาดำเนินการผ่าน https://mou2024.doe.go.th/ สำหรับแรงงานสัญชาติลาวและเวียดนาม ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทางภายในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 หากประสงค์จะกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทย ให้ดำเนินการตามระบบ MOU อย่างไรก็ดี กรมการจัดหางานขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการและนายจ้างซึ่งมีแรงงานต่างด้าวที่ใบอนุญาตทำงานจะหมดอายุวันที่ 13 ก.พ. 2568 ให้เตรียมเอกสาร หลักฐาน และยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานตามแนวทางที่กรมการจัดหางานกำหนด เพื่อให้แรงงานต่างด้าวได้รับสิทธิในการอยู่และทำงานได้ถึงวันที่ 13 ก.พ. 2570

ที่มา: สยามรัฐ, 27/12/2567

ชุดของขวัญปีใหม่ 2568 กระทรวงแรงงานมอบให้ลูกจ้าง นายจ้าง 7 รายการ มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในปี 2568 กระทรวงแรงงานได้เตรียมของขวัญปีใหม่ที่จะมอบให้กับพี่น้องผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ เพื่อเป็นกำลังใจแก่พี่น้องแรงงานทุกคน จำนวน 7 รายการ มูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท ดังนี้

• 1. กรมการจัดหางาน มอบแหล่งเงินทุนเพื่อส่งเสริมอาชีพ วงเงินกู้ 50,000 – 300,000 บาท

- ดอกเบี้ย 0% 24 เดือน

- ให้กู้กองทุนสำหรับผู้รับงานไปทำที่บ้าน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพแก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ โดยรายบุคคลยื่นคำขอกู้ ไม่เกิน 50,000 บาท และ รายกลุ่มบุคคล กู้ไม่เกิน 300,000 บาท

- ระยะเวลา ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2567 - 31 มีนาคม 2568 และทำสัญญาให้เสร็จสิ้น ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2568

- กรอบวงเงินมูลค่า 5,000,000 บาท

- ผู้สนใจติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือเว็บไซต์กรมการจัดหางาน

• 2. กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มอบบริการล้างแอร์ฟรี บ้านละ 1 เครื่อง จำนวน 10,000 ครัวเรือน

- บริการล้างแอร์ฟรีแก่ประชาชนทั่วประเทศที่มีบ้านพักอาศัยไม่เกิน 2 ชั้น บ้านละ 1 เครื่อง

- โดยจองสิทธิ์ผ่านคิวอาร์โค๊ด จำนวนจำกัดเพียง 10,000 ครัวเรือน รวมมูลค่า 5,000,000 บาท

- ลงทะเบียนก่อนมีสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 24 - 31 ธันวาคม 2567 เริ่มให้บริการตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 เป็นต้นไป

- สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สถาบัน/สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทุกแห่งทั่วประเทศ หรือสายด่วน กระทรวงแรงงาน 1506 กด 4 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

• 3. กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มอบบริการตรวจสภาพรถ ช่วงก่อนและระหว่างเทศกาลปีใหม่ รวม 9 วัน ให้เดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย ระหว่างวันที่ 24 - 1 มกราคม 2568

- สถานที่ดำเนินการ สถาบัน/สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด และจุดบริการบนถนนสายหลักและสายรองทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดนครสวรรค์ นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี ฯลฯ

- ให้บริการตรวจเช็คสภาพรถ ให้มีความพร้อมก่อนเดินทาง เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ

- สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สถาบัน/สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทุกแห่งทั่วประเทศ หรือสายด่วน กระทรวงแรงงาน 1506 กด 4 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

• 4. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มอบการอบรมประเมินมาตรฐานแรงงานไทยระดับพื้นฐาน มรท.8001 และงานขนส่ง มรท.8003 ให้ผู้ประกอบการ 200 แห่ง

- ระยะเวลาดำเนินการในการยื่นคำขอในเดือนมกราคม 2568

- ประเมินฟรี ภายในเดือนเมษายน 2568 เพื่อให้สถานประกอบกิจการได้รับการรับรองมาตรฐานแรงงานไทย

- ลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับสถานประกอบกิจการ สำหรับการประเมิน รวมมูลค่า 9,000,000 บาท (200 แห่ง ๆ ละ 45,000 บาท)

- ติดต่อได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทุกจังหวัดทั่วประเทศ

• 5. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มอบการอบรมความปลอดภัย Safety Culture Together ให้ลูกจ้าง/เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย จำนวน 10,000 คน

- กิจกรรม “อบรมฟรี SAFETY CULTURE TOGETHER” โครงการนี้ทำให้ลูกจ้างได้มีองค์ความรู้ ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

- ลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับนายจ้าง ในการส่งบุคลากรเข้ารับการฝึกอบรม มูลค่า 10,000,000 บาท (คนละ 1,000 บาท จำนวน 10,000 คน)

- ติดต่อได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทุกจังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนมกราคม - มีนาคม 2568

• 6. สำนักงานประกันสังคม ยกระดับคุณภาพให้ผู้ประกันตน ตรวจและรักษามะเร็งฟรี ตามโครงการ SSO Cancer Care (Social Security Office Cancer Care : โครงการรักษาโรคมะเร็งที่มีคุณภาพสำหรับผู้ประกันตนแบบครบวงจร)

- รักษาโรคมะเร็งที่มีคุณภาพสำหรับผู้ประกันตนแบบครบวงจร ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยจนถึงการรักษาซึ่งผู้ประกันตนสามารถตัดสินใจร่วมกับแพทย์ที่ทำการรักษาในโรงพยาบาลตามสิทธิผู้ประกันตน

- สอบถามเพิ่มได้ที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา ทุกแห่งทั่วประเทศ หรือโทร.สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 1 สำนักงานประกันสังคม

• 7. สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน มอบระบบรายงานจุดเสี่ยงอันตราย T-OSH app risk report for Safe Workplace

- สถานประกอบกิจการจะได้รับการติดตั้งระบบรายงานจุดเสี่ยงอันตราย และประเมินความเสี่ยงขั้นต้นฟรี เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานในสถานประกอบกิจการ

- เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 - 31 มกราคม 2568

- สถานประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการติดต่อได้ที่สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ หรือ เว็บไซต์ สสปท.

ที่มา: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, 26/12/2567

สธ.เผยพร้อมเอาผิด รพ.ปลอมใบรับรองแพทย์ให้แรงงานข้ามชาติ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีการปลอมใบรับรองแพทย์ของสถานพยาบาลให้กับแรงงานข้ามชาติ ว่า หากมีการปลอมแปลงเกิดขึ้นจะแจ้งให้ สธ.รับทราบ หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ โดย สธ.จะเน้นเตรวจสุขภาพของแรงงานข้ามชาติต้องมีความละเอียด เพราะโรคบางชนิดหายไปจากไทยนานแล้ว แต่ก็กลับมาพบอีก เช่น โรคอหิวาตกโรค

ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดของอหิวาตกโรคในเมียนมา ว่า เป็นเรื่องน่าเสียใจที่มีแรงงานหรือคนที่เดินทางเข้าออกประเทศไทยติดเชื้อ 2 คน เนื่องจากนั่งรับประทานอาหารด้วยกัน แต่เป็นเชื้อที่ไม่ได้รุนแรง สธ.ได้ติดตามเฝ้าระวัง ไม่ให้เข้ามา โดยขณะนี้มีฝ่ายปกครอง ทหารและตำรวจช่วยดูแลป้องกันบริเวณพื้นที่ชายแดน

ขณะที่วัคซีนขณะนี้มีกว่า 1,400 โดส จะมอบให้ฝ่ายที่ดูแลป้องกันและบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ใกล้กลุ่มเสี่ยง และหากรัฐบาลเมียนมาร้องขอบุคลากรทางการแพทย์ของไทยอย่างเป็นทางการ สธ.จะส่งบุคลากรข้ามไปช่วยเหลือ

นายสมศักดิ์ กล่าวย้ำถึงกรณีโรงพยาบาลออกใบรับรองแพทย์ แต่ไม่มีแรงงานข้ามชาติไปตรวจสุขภาพจริง ว่า หากพบการกระทำดังกล่าวขอให้แจ้งมาและจะจัดการให้เรียบร้อยภายใน 1-2 วัน

"ขอให้เอาข้อมูลมาให้ เพราะกำลังตามหาอยู่ อยากจะจัดการเพราะไม่ชอบเรื่องแบบนี้ กลัวว่าหากโรคระบาดเข้ามาในประเทศไทย ตนเองจะเหนื่อย และหากเราป้องกันไว้ดีแล้ว เจ็บป่วยขึ้นมาก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไปรู้เห็นเป็นใจก็ขอรายละเอียดตรงนี้" นายสมศักดิ์ กล่าว

รมว.สาธารณสุข ยังคาดว่าจะไม่จัดทีมสุ่มตรวจโรงพยาบาล เพราะมีโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้หากใครมีข้อมูลให้รีบส่งเข้ามาภายใน 1-2 วันนี้และสธ.จะดำเนินการอย่างรวดเร็ว

"หากข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องจริง เรื่องนี้จะต้องมีคนติดคุก และรัฐบาลจะปรับแนวทางในการดำเนินการต่างๆ" นายสมศักดิ์ กล่าว

ที่มา: Thai PBS, 25/12/2567

ครม.รับทราบขึ้นค่าแรง 400 ใน 4 จังหวัด 1 อำเภอเริ่ม 1 ม.ค. 2568

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.รับทราบตามที่กระทรวงแรงงาน กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2568 ตามมติคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.67 ที่ได้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มอัตราวันละ 7-55 บาท เป็นอัตราวันละ 337-400 บาท

โดยกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท ใน 4 จังหวัด 1 อำเภอ ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดนำร่อง และจังหวัดอื่นๆ จะทยอยปรับตามแผน ซึ่งกระทรวงแรงงานจะชี้แจงในรายละเอียดต่อไป ทั้งนี้ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2568

ที่มา: สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น, 24/12/2567

เครือข่ายแรงงาน โวยขึ้นค่าแรง 400 ทั่วประเทศล่ม ชี้ปมสิทธิยังล้าหลังโลกสากล ต้องแก้ที่ รธน.

23 ธ.ค. 2567 ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร สมัชชาคนจน ร่วมด้วยเครือข่ายภาคประชาสังคม จัดกิจกรรม ‘เบิกฟ้ารัฐธรรมนูญใหม่ ตอน คนจนเขียนรัฐธรรมนูญ’ ระหว่างวันที่ 23-24 ธ.ค. นี้

ภายในงานมีการปราศรัย “คนจนอยากเขียนรัฐธรรมนูญใหม่” โดย อัศวิน กลิ่นเทพเกษร ตัวแทนเครือข่ายแรงงาน, สุภาภรณ์ พันธ์ประสิทธิ์ ตัวแทนเครือข่ายแรงงานบอกระบบ, สมปอง เวียงจันทร์ ตัวแทนเครือข่ายเขื่อน (ที่สร้างแล้ว), วัชรี จันทร์ช่วง ตัวแทนเครือข่ายเขื่อน (ที่ยังไม่สร้าง), อุทุมพร กำมะลวน ตัวแทนเครือข่ายป่าไม้, ภัทราภรณ์ แก่งจำปา ตัวแทนเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ และ ณัฐวุฒิ กรมภักดี ขบวนการประชาธิไตยอีสาน

ในตอนหนึ่ง นายอัศวิน ตัวแทนเครือข่ายแรงงาน กล่าวตอนหนึ่งว่า เพราะว่ารัฐธรรมนูญคือ ประชาชนและรัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน จึงต้องจับต้องได้ รัฐธรรมนูญใหม่ของเราจะต้องบรรจุในเรื่องของสิทธิแรงงาน เข้าไปในรัฐธรรมนูญด้วย เหมือนปี 2540 ซึ่งมี 2 ข้อที่ชัดเจน คือสิทธิในการรวมตัว มีเสรีภาพในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน ซึ่งข้อหนึ่งที่ตนชอบ คือรัฐจะต้องจัดให้ประชาชนในวัยทำงาน มีงานทำและได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรมด้วย กระทั่ง มีรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่ใช้ในปัจจุบันนี้ สิทธิแรงงานในรัฐธรรมนูญก็ถูกตัดทิ้งทั้งหมด

นายอัศวินชี้ว่า ตาม อนุสัญญา ILO ถือว่าประเทศไทยยังล้าหลัง สากลเขาไกถึงไหนกันหมดแล้ว ตนอยากให้ในรัฐธรรมนูญของไทยระบุให้ชัดเจนเลยว่า สิทธิของแรงงานมีอะไรบ้าง รวมถึงแรงงานไทยในต่างประเทศ ก็ควรมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองจากรัฐด้วย เพราะมีโอกาสที่จะถูกกดขี่

“ในประเทศไทย มีแรงงานในระบบอยู่ที่ 11 ล้านคน รวมๆ กันแล้วอยู่ที่ 35 ล้านคน เรามีผู้ที่มีงานทำ อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน อยู่ที่ 14 ล้านคน วัยชราอยู่ที่ 16 ล้านคนอันนี้ข้อมูลชัดเจน

แรงงานไทย 35 ล้านคน จ่ายภาษีให้ท่าน แต่ไม่มีความมั่นคงที่เพียงพอ ในกรุงเทพฯ ค่าแรงขั้นต่ำ 365 บาท/ วัน ทุกวันนี้กำลังคุยกันเรื่องปรับค่าจ้างเป็น 400 บาท แต่ก็หนีประชุมกันอุตลุด รัฐบาลไทยกลัวการขึ้นค่าแรงที่สุด สงสารนายทุน ประทานโทษแล้วพวกเราล่ะ?

ค่าแรงที่เป็นธรรม จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้สูงสุด’ เป็นเหตุผลที่สิทธิแรงงานต้องถูกเขียนในรัฐธรรมนูญ ถ้าประชาชนมั่นคง เสถียรภาพรัฐบาลจะยั่งยืน ประเทศจะไปต่อได้ รัฐธรรมนูญต้องรับรองสิทธิแรงงาน” นายอัศวินกล่าวทิ้งท้าย

ต่อมาเวลา 18.10 น. นายณัฐวุฒิ กรมภักดี ตัวแทนขบวนการประชาธิไตยอีสาน กล่าวว่า ปัญหารัฐธรรมนูญในปัจจุบันที่ไม่เป็นของประชาชน และกดหัวประชาชน มันคือเครื่องมือจัดสรรอำนาจระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ที่ควรจะเท่าเทียมกัน

“มันคือความจงใจให้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องไกลตัวเรา ชาวบ้านมองเป็นเรื่องยาก ซึ่งควรจะกำหนดด้วยคำ หรือภาษาที่เรียบง่าย แต่บ้านเราเป็นรัฐธรรมนูญปะพุ ใส่เรื่อที่เข้าใจยากๆ เข้าไป เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่า อย่าไปยุ่งเลยกับกฎหมายฉบับนี้ แต่มันคือเครื่องมือกำหนดว่าชีวิตเราจะดีขึ้นแบบไหน เราจึงต้องร่วมมือกัน”

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เราเชื่อว่า สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เชื่อมร้อยกับประชาชน คือต้องเขียนใหม่โดยประชาธิปไตยทางตรง เลือกตั้งคนที่จะเข้าไปเขียนเอง ให้รัฐธรรมนูญเข้มแข็ง จนกำกับได้ว่าไม่ให้มีทหารมาปฏิวัติอีก

“การเขียนใหม่ คือการวางโครงสร้างของบ้านหลังนี้ ถ้าเราไม่วางเอง ก็จะมีวิศกรที่เป็นทหาร ชนชั้นนำ อำนาจนิยม มาวางโครงสร้างให้เราอยู่ โดยที่เราออกแบบไม่ได้”

อยากชวนพวกเราในทุกภูมิภาค ให้ไปทำความเข้าใจ ว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องไกลตัว ที่เราต้องจ่ายค่าเทอมแพงๆ เพราะไม่ให้เรียนฟรี ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง รัฐธรรมนูญคือกระบวนการต่อสู้ของประชาชน ผมเชื่ออย่างนั้น” นายณัฐวุฒิกล่าว

บรรยากาศเวลา 20.10 น. มีการแสดงดนตรี’ จากวงสะเลเต ท่ามกลางชาวบ้าน คนเมืองในกรุงฯ ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ร่วมฟ้อนตามทำนองเพลงอีสานกันอย่างม่วนซื่น สนุกสนาน โดยจะยุติกิจกรรมในเวลา 21.30 น.

สำหรับวันพรุ่งนี้ (24 ธ.ค.) เวลา 16.45 – 17.45 น. จะมีเวทีเสวนา “เขียนรัฐธรรมนูญใหม่กี่โมง” ผู้ร่วมเสวนาได้แก่ ร.ศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมือง สภาผู้แทนราษฎร, ร.ศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา, รศ.ดร.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่, นายบารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน ดำเนินรายการ นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

ที่มา: มติชนออนไลน์, 23/12/2567

เคาะขึ้นค่าแรง 400 บาท ไม่ทั่วประเทศ แค่ 4 จังหวัด 1 อำเภอ แบ่งเป็น 17 อัตรา มีผล 1 ม.ค. 2568

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กระทรวงแรงงาน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ชุดที่ 22 เป็นประธานการประชุมบอร์ดค่าจ้าง ครั้งที่ 11/2567 เพื่อพิจารณาปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามนโยบายรัฐบาล ที่ตั้งเป้าประกาศในอัตรา 400 บาททั่วประเทศ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้ใช้แรงงาน ปรากฏว่าการประชุมในครั้งนี้ กรรมการไตรภาคี ประกอบด้วย ฝ่ายรัฐ จำนวน 5 คน, ฝ่ายนายจ้าง จำนวน 5 คน และฝ่ายลูกจ้าง จำนวน 5 คน รวม 15 คน เข้าร่วมครบองค์ประชุม ใช้เวลาหารือนานกว่า 5 ชั่วโมง

นายบุญสงค์ แถลงผลการประชุมว่า บอร์ดค่าจ้าง คณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 11/2567 ในวันที่ 23 ธันวาคม 2567 เห็นชอบการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2568 โดยให้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มในอัตราวันละ 7 – 55 บาท (เฉลี่ยร้อยละ 2.9) แบ่งเป็น 17 อัตรา ซึ่งพิจารณาจากค่าครองชีพและโครงสร้างทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยมีอัตราสูงสุด คือ วันละ 400 บาท และอัตราต่ำสุด คือ วันละ 337 บาท โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2568 เป็นต้นไป ดังนี้

1.กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท ใน 4 จังหวัด และ 1 อำเภอ ได้แก่ ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

2.กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 380 บาท ใน อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

3.กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอัตราวันละ 372 บาท ในเขตท้องที่ กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวม 6 จังหวัด (เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5)

4.กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 67 จังหวัด ที่เหลือให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0

“การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นในครั้งนี้ เป็นการปรับเพื่อให้แรงงานทั่วไป แรกเข้าทำงาน สามารถดำรงชีพอยู่ได้ตามสมควรแก่มาตรฐานการครองชีพ สภาพ เศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน รวมทั้งเหมาะสมตามความสามารถของธุรกิจในท้องถิ่นนั้น ซึ่งการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้จะทำให้ลูกจ้างได้รับประโยชน์ จำนวน 3,760,697 คน” นายบุญสงค์ กล่าว

ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สำหรับ ปี 2568 คณะกรรมการค่าจ้างฯ ได้กระจายอำนาจการพิจารณา อัตราค่าจ้างขั้นต่ำไปยังภูมิภาค โดยคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด รวม 77 คณะ เพื่อนำข้อเสนอแนะอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของจังหวัดมาพิจารณาประกอบ ข้อเท็จจริงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 87 แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1 ด้านความจำเป็นในการครองชีพของลูกจ้าง กลุ่มที่ 2 ด้านความสามารถ ในการจ่ายของนายจ้าง กลุ่มที่ 3 ด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม โดยพิจารณาจากค่าครองชีพ ที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อให้ลูกจ้างมีค่าจ้างที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต และพิจารณา อยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย เพื่อให้นายจ้าง/ลูกจ้าง สามารถประกอบธุรกิจและดำรงชีวิตอยู่ได้ ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานจะได้นำเรื่องนี้ เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 23/12/2567 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง