หลังจากที่ระบอบเผด็จการ บาชาร์ อัล อัสซาด ล่มสลาย อิทธิพลของรัสเซียในแอฟริกาก็เสื่อมถอยลงไปด้วย เพราะรัสเซียซึ่งเป็นมิตรกับอัสซาดได้สูญเสียฐานทัพในซีเรีย ส่งผลลบต่อกองกำลัง Africa Corps ของรัสเซียที่มาจากการยุบรวมอดีตกองกำลังทหารรับจ้างแวกเนอร์ ซึ่งปฏิบัติการในประเทศมาลี, บูร์กินาฟาโซ, ไนเจอร์, สาธารณรัฐแอฟริกากลาง และลิเบีย ขณะเดียวกันรัสเซียก็ดูเหมือนกำลังจะหันไปใช้ลิเบียเป็นฐานปฏิบัติการแห่งใหม่ในการแผ่อิทธิพลที่ภูมิภาคแอฟริกา
นับจากที่กลุ่มกบฏในซีเรียสามารถโค่นล้มเผด็จการ บาชาร์ อัล อัสซาด ได้สำเร็จ ก็เริ่มมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นกับฐานทัพทหารรัสเซียในซีเรีย โดยที่ฐานทัพเรือทาร์ทัส และฐานทัพอากาศฮเมมิม ต่างก็เป็นฐานทัพทหารเพียงแค่ 2 แห่งของรัสเซียที่อยู่นอกพื้นที่อดีตสหภาพโซเวียต และเป็นฐานทัพที่มีบทบาทสำคัญสำหรับรัสเซียในการแผ่อิทธิพลในแอฟริกาและตะวันออกกลาง
เบเวอร์ลี โอเชียง นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงจากบริษัทให้คำปรึกษาด้านความเสี่ยง Control Risks ในเซเนกัล กล่าวว่า การสูญเสียฐานทัพที่ตั้งอยู่ในซีเรีย 2 แห่งนี้จะส่งผลเลวร้ายต่อกองกำลัง Africa Corps ของรัสเซีย ซึ่งในอดีตกลุ่มๆ นี้คือทหารรับจ้างแวกเนอร์ที่รับใช้รัสเซีย โดยที่กองกำลัง Africa Corps นี้มีการวางกำลังอยู่ตามที่ต่างๆ อย่าง มาลี, บูร์กินา ฟาโซ, ไนเจอร์, สาธารณรัฐแอฟริกากลาง และในลิเบีย
โอเชียงบอกว่า พวกเขาได้เห็นกลุ่มอัลกออิดะฮ์ในประเทศมาลีเฉลิมฉลองสิ่งที่เกิดขึ้นในซีเรียและกำลังหาทางในการทำลายความร่วมมือกันระหว่างรัสเซียกับมาลี
กลุ่มทหารรับจ้างของรัสเซียมีบทบาทต่อกลุ่มประเทศแถบซาเฮล (เขตรอยต่อบริเวณกึ่งทะเลทรายสะฮารา แบ่งทวีปแอฟริกาเป็นเหนือและใต้ เช่น ประเทศเซเนกัล, มาลี, บูร์กินา ฟาโซ และอื่นๆ) ในแง่ที่ว่าพวกเขาช่วยรักษาอำนาจให้กับเหล่าผู้นำเผด็จการทหารในประเทศเหล่านี้ ซึ่งมีการแสวงหาความช่วยเหลือจากกองทหารรับจ้าง Africa Corps
Africa Corps เป็นกลุ่มทหารรับจ้างซึ่งมาแทนที่แวกเนอร์กรุ๊ปของเยฟเกนี พรีโกซิน ผู้ที่เสียชีวิตจากเครื่องบินส่วนตัวตกอย่างน่ากังขาเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2566 หลังจากเขาพยายามก่อกบฏต่อผู้นำรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน แต่ทางการรัสเซียได้ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการเสียชีวิตของพรีโกซิน
ก่อนหน้าที่แวกเนอร์กรุ๊ปจะถูกยุบรวมกับ Africa Corps อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาโดยตรงจากกระทรวงกลาโหมรัสเซีย พวกเขาได้ให้การสนับสนุนทางการทหารกับรัฐบาลหลายประเทศในแอฟริกา โดยแลกกับการให้รัสเซียมีสิทธิพิเศษในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติของประเทศเหล่านั้นได้ เช่น เหมืองทองหรือเหมืองเพชร อีกทั้งกองทัพรัสเซียยังสามารถเข้าถึงพื้นที่ทางยุทธศาสตร์อย่างฐานทัพอากาศและท่าเรือได้ด้วย
ในขณะเดียวกันก็มีนักวิเคราะห์จากสถาบันรัฐศาสตร์ในกรุงปราก โบฮูมิล โดโบช มองว่าปฏิบัติการของแวกเนอร์ในประเทศสาธารณรัฐแอฟริกากลางนั้น มีลักษณะเป็นจักรวรรดิ์นิยมใหม่และลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ คือประเทศเหล่านี้ยอมให้กองกำลังเอกชนเข้าไปใช้อำนาจเหนือรัฐบาลของตัวเองเพื่อผลประโยชน์ นอกจากนี้กองกำลังแวกเนอร์ยังถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนและสังหารพลเรือนด้วย
ไม่กี่ปีที่ผ่านมาว่า รัฐบาลทหารของประเทศอย่าง มาลี, บูร์กินา ฟาโซ, ไนเจอร์ ซึ่งต่างก็เคยตกเป็นอาณานิคมฝรั่งเศสมาก่อน แต่สามารถบีบให้ฝรั่งเศสถอนกำลังทัพของตัวเองออกจากประเทศเหล่านี้ได้ แม้ว่าประเทศเหล่านี้จะเคยเป็นฝ่ายเรียกร้องจากฝรั่งเศสให้วางกำลังทหารของตัวเองในประเทศของพวกเขาเพื่อช่วยปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย
แต่ต่อมารัฐบาลเผด็จการทหารของประเทศในแอฟริกาเหล่านี้ ต่างก็หันไปหารัสเซียเพื่อขอความช่วยเหลือสนับสนุนด้านอาวุธและกำลังทหาร อีกทั้งรัสเซียก็ไม่กดดันให้รัฐบาลเผด็จการพวกนี้ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบเลือกตั้งด้วย
โอเชียง กล่าวว่า ประเทศอย่าง บูร์กินา ฟาโซ และ ไนเจอร์ ต้องการการสนับสนุนจากรัสเซียมากขึ้นหลังจากขับไล่กองทัพตะวันตกออกไป แต่หลังจากที่รัฐบาลอัสซาดในซีเรียถูกโค่นล้มพวกเขาก็อาจจะต้องรอคอยความช่วยเหลือจากรัสเซียนานขึ้น เพราะสถานการณ์ของฐานทัพรัสเซียในซีเรียมีความไม่แน่นอน ทำให้สองประเทศนี้มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงมากขึ้นจนอาจจะต้องพิจารณาฝึกฝนกองทัพในประเทศของตัวเองหรือหาวิธีเสริมกำลังป้องกันให้ตัวเองวิธีอื่น
ท่าเรือ เหมืองทอง และยูเรเนียม ความต้องการของรัสเซียในการท้าทายชาติตะวันตก
กรณีซูดาน เมื่อปี 2567 รัสเซียเคยได้รับอนุญาตให้ตั้งฐานทัพเรือที่ท่าเรือซูดาน ทำให้รัสเซียสามารถเข้าถึงทะเลแดงได้ แต่ในช่วงที่มีสงครามกลางเมืองซูดานก็เผชิญกับการขาดเสถียรภาพทางการเมืองอย่างหนัก ทำให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ท่าเรือซูดานย่ำแย่
เฮเกอร์ อาลี นักรัฐศาสตร์และนักวิจัยที่สถาบันเยอรมันเพื่อโลกคดีศึกษาและอาณาบริเวณศึกษา GIGA กล่าวว่าความขัดแย้งในซูดานมีความสำคัญต่อรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน ในแง่ที่รัสเซียอ้างใช้การเสริมกำลังทัพให้ซูดานคือ กองทัพซูดาน SAF กับ กองกำลังผสมหน่วยสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว RSF เพื่อแลกกับการให้รัสเซียเข้าถึงเหมืองทองในซูดานได้ เพราะรัสเซียต้องอาศัยทองในการหลบเลี่ยงการถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ
นอกจากซูดานแล้ว อดีตทหารรับจ้างแวกเนอร์ที่ขึ้นกับรัสเซียยังพยายามหาทางเข้าควบคุมเหมืองทอง อินทาฮากาในประเทศมาลีด้วย ซึ่งเหมืองทองแห่งนี้เป็นแหล่งทรัพยากรทางยุทธศาสตร์ที่กลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มพยายามแย่งชิงกันมาเป็นเวลานานแล้ว
ที่ไนเจอร์ รัสเซียก็พยายามลดอิทธิพลของฝรั่งเศสที่มีแร่ยูเรเนียมเพื่อที่ตัวเองจะได้เข้าถึงได้แทน นักวิเคราะห์มองว่ายูเรเนียมมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์ของรัสเซียในการท้าทายอำนาจนำของชาติตะวันตกที่มีต่อการเข้าถึงแร่และแหล่งพลังงานสำรองของแอฟริกา อีกทั้งยังเป็นเป้าหมายของรัสเซียที่ต้องการวางตัวเองเป็นผู้เล่นรายสำคัญในการแข่งขันด้านทรัพยากรโลกอีกด้วย
หรือรัสเซียกำลังหันเข้าหาลิเบีย เป็นฐานปฏิบัติการใหม่ในภูมิภาค
มีข้อสังเกตว่ารัสเซียอาจจะกำลังเล็งลิเบียไว้เป็นฐานปฏิบัติการถัดไปในภูมิภาคแอฟริกา เคยมีการเคลื่อนย้ายกำลังพลของรัสเซียไปจัดวางไว้ตามที่ต่างๆ ของลิเบียมาตั้งแต่กลางปี 2567 ทำให้มีกำลังทหารของรัสเซียในลิเบียเพิ่มขึ้นจาก 800 นาย เป็น 1,800 นาย ตามที่ต่างๆ 10 แห่งในลิเบีย รวมถึงมีการส่งยุทโธปกรณ์อย่างเรดาร์และระบบป้องกันขีปนาวุธเช่น S-300 กับ S-400 ไปยังลิเบียด้วย
โอเชียงบอกว่า ในเชิงการขนส่งลำเลียงแล้ว ลิเบียอยู่ใกล้ชิดกับภูมิภาคซาเฮลมากกว่าซูดาน และในช่วงปลายปี 2567 รัสเซียก็มีกำลังพลอยู่ในลิเบียรวมแล้วเกือบ 2,000 นาย อาลีกล่าวว่ารัสเซียมองลิเบียเป็นฐานที่สำคัญสำหรับประเทศของพวกเขา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความใกล้ชิดกับซาเฮล แต่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการที่ลิเบียในตอนนี้มีข้อจำกัดทางการเมืองการปกครองของตัวเองอยู่จากการแบ่งแยกกัน
ลิเบียในปัจจุบันแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายตะวันตกที่มีรัฐบาลในเมืองหลวงตรีโปลี ซึ่งถือเป็นรัฐบาลฝ่ายที่ได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติ ส่วนลิเบียตะวันออกเป็นฝ่ายคู่ปรับที่นำโดยนายพล คาลิฟา ฮัฟตาร์
ทางการรัสเซียได้คอยให้การสนับสนุน คาลิฟา ฮัฟตาร์ ผู้นำทหารของลิเบียตะวันออกด้วยการลักลอบส่งอาวุธไปสู่พื้นที่ความขัดแย้งให้กับเขา ส่วน ฮัฟตาร์ ก็ได้มอบฐานทัพ 4 แห่งให้รัสเซียเอาไว้ใช้งานได้ อีกทั้งยังให้ปูตินสามารถเข้าถึงทองในประเทศลิเบียได้ด้วย ในช่วงหลายสัปดาห์เมื่อปลายปี 2567 มีการตั้งข้อสังเกตว่ารัสเซียได้ขนย้ายยุทโธปกรณ์จากซีเรียส่วนหนึ่งไปที่ลิเบียแต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีอุปสรรคติดขัดอยู่
อุลฟ์ เลสซิง ผู้อำนวยการโครงการซาเอล ที่ มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ KAS ในมาลี มองว่าถ้ารัสเซียจะขยายฐานทัพในลิเบียจะมีค่าจัดหายุทโธปกรณ์มาเติมฐานเหล่านี้แพงกว่ามากเพราะไม่สามารถขนย้ายวัตถุดิบด้วยเรือ แล้วการขนส่งทางอากาศก็ไกลกว่าและไม่ค่อยปลอดภัย
อีกเรื่องหนึ่งคือ อนาคตที่ไม่แน่นอนของฮัฟตาร์ เลสซิงบอกว่าฮัฟตาร์ดูเหมือนกำลังพยายามสานสัมพันธ์กับชาติตะวันตก อย่างฝรั่งเศส อิตาลี สหรัฐฯ ทำให้ชาติตะวันตกสามารถกดดันฮัฟตาร์ไม่ให้มอบฐานทัพให้กับรัสเซียไปมากกว่านี้ได้
จาเลล ฮาร์จาอุย จากหน่วยงานป้องกันและรักษาความปลอดภัยของอังกฤษ RUSI ระบุว่า เป้าหมายของรัสเซียคือการพยายามรักษาปฏิบัติการของพวกเขาให้คงอยู่ในแอฟริกา พวกเขาจึงเข้าหาลิเบียถึงแม้ว่าจะดูมีปัญหา ฮาร์จาอุยมองว่ามันเป็น "ปฏิกิริยาโต้ตอบในเชิงปกป้องตัวเองแบบฉับพลัน" ของรัสเซียเพื่อบรรเทาการสูญเสียตำแหน่งของตัวเองในซีเรีย
ถึงแม้ว่าผู้นำคนใหม่ของซีเรียที่มาแทนที่อัสซาด คือ อาห์เหม็ด อัล ชารา จะบอกว่ารัสเซียเป็น "ประเทศที่มีความสำคัญ" และบอกว่าพวกเขา "ไม่ต้องการให้รัสเซียออกจากซีเรียแบบที่คนบางกลุ่มต้องการ" แต่การสลับเปลี่ยนหน้ากระดานทางการเมืองในซีเรียก็บีบให้รัสเซียต้องหาทางหนีทีไล่เชิงยุทธศาสตร์ไปสู่ลิเบีย
สาเหตุที่ก่อนหน้านี้รัสเซียอาศัยพึ่งพาซีเรียอย่างมากเป็นเพราะว่า ซีเรียในสมัยของอัสซาดเป็นเสมือนฐานที่มั่นให้รัสเซียใช้โต้ตอบนาโต้ฝั่งตะวันออก และใช้เป็นที่ทดสอบสมรรถนะทางการทหารของพวกเขาเองด้วย อีกทั้งซีเรียสมัยอัสซาดยังเคยเป็นที่ๆ รัสเซียสามารถทำอะไรได้สะดวก เพราะไม่มีทูตตะวันตก ไม่มีนักข่าวอยู่ ทำให้รัสเซียจะทำอะไรก็ได้
เรียบเรียงจาก
- Why Yevgeny Prigozhin Had to Die, Carnegie Endowment, 25-08-2023
- Russia's influence in Africa may weaken after Assad's fall, DW, 12-01-2025
- Russia sets sights on Libya to replace Syria as Africa launchpad, Dawn, 12-01-2025
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Wagner_Group_activities_in_Africa
