Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ประชุมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.256 ล่มอีกรอบเพราะไม่ครบองค์ประชุม ด้าน "เพื่อไทย" แถลงจำเป็นต้องทำให้ล่มเพราะเดินต่อร่างแก้ไขทั้งสองร่างโดนโหวตตกแน่ ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอีกครั้งให้คนไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญเอามาอ้างไม่ได้ แต่ "พรรคประชาชน" ถามเป็นเรื่องข้อกฎหมายหรือขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลกันแน่ ชี้เพื่อไทยต้องทำให้พรรคร่วมรัฐบาลเห็นเจตจำนงว่าจะผลักดันแก้รัฐธรรมนูญตามนโยบายที่แถลงไว้เพราะอำนาจยุบสภาอยู่ในมือนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว

14 ก.พ. 2568 ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 ฉบับของพรรคประชาชน นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ และพรรคเพื่อไทย นำโดยวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ต่อจากเมื่อวานซึ่งเกิดเหตุการณ์สมาชิกสภาวอล์คเอาท์จนประชุมต่อไม่ได้ หลังญัตติเปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภาขอให้รัฐสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐสภามีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่ไม่ถูกเลื่อนขึ้นมาเป็นวาระแรกก่อนพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

มาวันนี้สภาก็ยังไม่ได้ประชุมต่อ เพราะหลังจากเปิดได้ราวครึ่งชั่วโมงก็ต้องพักประชุม เพราะขณะที่พริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน กำลังนำเสนอญัตติอยู่ ชลน่าน ศรีแก้ว จากพรรคเพื่อไทย ลุกประท้วงเพราะเห็นว่าสมาชิกในที่ประชุมไม่ครบ และขอให้นับองค์ประชุม

นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ขอให้การนับองค์ประชุมต้องขานชื่อเพื่อให้ประชาชนที่ติดตามรับฟังอยู่ได้รู้ว่าใครตั้งใจมาร่วมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญบ้าง แต่ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนขอให้พักการประชุม 20 นาทีเพื่อให้วิปแต่ละฝ่ายหารือกันเพื่อหาทางออกไม่ให้การประชุมวันนี้ล่มไปอีกวัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อการประชุมเริ่มขึ้นประธานสภาให้นับองค์ประชุม โดยการเสียบบัตร ผลปรากฏว่ามีสมาชิกแสดงตัวในที่ประชุมเหลือเพียง 176 คน และมีผู้ไม่แสดงตนมากถึง 516 คน จากทั้งหมด 692 คน ทำให้องค์ประชุมไม่ครบจนการประชุมล่มอีกครั้ง 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ต้องส่งศาล รธน.ตีความอีกรอบ ให้คนไม่อยากแก้เอามาอ้างไม่ได้

สุทิน คลังแสง สส.มหาสารคาม ตัวแทนพรรคเพื่อไทยแถลงหลังการประชุมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นการทำงานต่อเนื่องจากเมือวานนี้ โดยเป็นการรักษาจุดยืนและเป้าหมาย คือ รักษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไว้ในสภาให้นานที่สุดเพื่อหาลู่ทางแก้ไขให้สำเร็จ จะไม่ยอมให้ถูกตีตก แต่วันนี้ก็มีท่าทีว่าจะเปิดประชุมต่อ แต่ก็รู้กันทุกคนว่าถ้ามีการลงมติร่างเหล่านี้จะตกอย่างแน่นอน

“เพื่อให้นำไปสู่การแก้ไขให้สำเร็จจึงรักษาไว้ วันนี้ก็คือไม่ให้มีการพิจารณา เพราะเราจำเป็นต้องทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำ ก็คือไม่เป็นองค์ประชุม ทำให้การประชุมดำเนินการไปไม่ได้ เมื่อประชุมไม่ได้ ร่างนั้นก็ยังอยู่” สุทินชี้แจง

สุทินกล่าวว่า สิ่งที่จะทำต่อไปคือการพยายามนำเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตีความอีกครั้ง ไม่ได้ให้ค้างไว้เฉยๆ ที่ต้องให้ศาลตีความอีกครั้งเพราะมีคนไม่เข้าใจ และมีพรรคการเมืองบางพรรคพยายามจะไม่เข้าใจ การแก้ไขรัฐธรรมนูญยุ่งยากอยู่ตอนนี้เกิดจากที่ศาลวินิจฉัยไม่ชัดเจน เมื่อไม่ชัดเจนหลายฝ่ายก็หยิบไปตีความเข้าข้างตัวเอง ฝ่ายไม่อยากแก้ก็นำไปอ้างว่าศาลพิจารณาแบบนี้แล้วแก้ไม่ได้ แต่ต้องทำประชามติ 3-4 ครั้ง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง

“จนเกิดการข่มขู่กันว่าใครเข้าร่วมการพิจารณามีสิทธิ์โดนคดีจนถูกถอดถอน ทำให้สมาชิกหลายคนวิตกเหมือนกัน” สส.เพื่อไทยกล่าวและอธิบายต่อว่า แม้ว่าจะมีฝ่ายที่เห็นว่าแก้ไขได้เช่นกันโดยการทำประชามติแค่ 2 ครั้ง

สุทินกล่าวว่า อย่างไรก็ตามเมื่อยื่นเสนอวาระเข้ามาในที่ประชุมแล้วก็เกิดปัญหาเดินไปต่อไม่ได้ และหากความคลุมเครือนี้ยังดำรงอยู่ต่อไปอีก ศาลไม่ชี้ให้ชัด ก็แก้ไม่ได้อีก ถ้าวันนี้ยังเดินหน้าไปต่อ มีการโหวตแล้วตกก็ต้องรอการประชุมสภาสมัยหน้า ถ้าสมัยหน้ายื่นมาใหม่ก็ยังต้องเจอกับความคลุมเครือนี้อีกก็เดินหน้าไม่ได้อีก ดังนั้นต้องทำให้คำวินิจฉัยนี้ชัดเจนเสียที ถ้าศาลบอกว่าให้ทำประชามติ 3 ครั้งก็จะเริ่มทำประชามติ 3 ครั้งซึ่งอาจต้องรอกฎหมายประชามติใหม่ แต่อย่างไรก็พอมองเห็นโอกาสที่จะสำเร็จ แต่หากศาลบอกว่าทำประชามติ 2 ครั้งก็จะเดินหน้าไปได้สบายเพราะที่ค้างอยู่ในสภาตอนนี้ก็เดินหน้าไปได้เลย เช่นนี้ก็จะมองเห็นความสำเร็จ การให้ศาลรัฐธรรมนูญตีควาจะเป็นการคลี่คลายเงื่อนและความคลุมเครือให้ทุกฝ่ายเดินหน้าไปได้

“ถ้าเกิดศาลวินิจฉัยออกมาชัดว่าทำ 2 ครั้งเท่านั้น เราก็จะได้เห็นฝ่ายที่ไม่อยากแก้ แล้วอ้างเข้าข้างตัวเองว่าต้อง 3 พอศาลบอก 2 แล้ว พรรคเหล่านั้นหรือ สว.จะตอบว่ายังไง คุณจะเดินแก้กับผมมั้ยเมื่อศาลพูดมาแบบนี้” สุทินย้ำเหตุที่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอีกครั้งและประชาชนจะได้เห็นว่าใครมีเจตนาอยากให้แก้รัฐธรรมนูญจริงหรือใครไม่อยากให้แก้ 

สุทินยังชี้แจงเรื่องกระบวนการส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอีกครั้งว่า รอบก่อนที่มีการส่งศาลแล้วศาลไม่รับเพราะยังไม่เข้าสู่สภา ยังไม่เกิดข้อขัดแย้ง แต่ครั้งนี้เมื่อนำวาระร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสภาแล้วเกิดข้อขัดแย้ง ศาลก็จะได้รับแล้วมีการตีความออกมา จึงจำเป็นต้องเดินไปแบบนี้ แม้จะมีคนไม่เข้าใจแล้วตำหนิก็ยินดีรับ แต่เชื่อว่าเมื่อเรื่องจบแล้วและนำไปสู่เป้าหมายได้คนก็จะเข้าใจ

กังวลข้อกฎหมายหรือพรรคร่วมรัฐบาลขัดแย้งกันเอง?

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้าน แถลงต่อว่า การประชุมวันนี้เป็นด่านสุดท้ายที่จะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทันการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2570 และการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็สามารถเดินต่อไปอย่างตรงไปตรงมาได้โดยไม่ต้องอ้อม เพราะไม่เชื่อว่าการเดินอ้อมแบบที่เป็นอยู่จะนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างที่ประชาชนต้องการ

ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวถึงการประชุมเมื่อเช้านี้ว่า เห็นตั้งแต่ตอนพักการประชุมแล้วว่าวิปทั้ง 2 ฝ่ายที่หารือร่วมกันเพื่อที่จะให้สมาชิกฝั่งรัฐบาลที่ยังกังวลเรื่องข้อกฎหมายว่าหากยังเดินหน้าวาระการประชุมนี้ต่อไปจะถูกฟ้องร้องตามกฎหมาย ได้เปิดโอกาสให้เกิดการหารือและอภิปรายกันให้สังคมได้เข้าใจมากขึ้น แต่หลังวิปทั้ง 2 ฝ่ายประชุมร่วมกันในระหว่างพักประชุมออกมาแล้ว เมื่อดำเนินการประชุมต่อ ปรากฏว่าฝั่งรัฐบาลก็ยังจะเดินหน้าให้นับองค์ประชุมต่อจนนำมาสู่เหตุการณ์สภาล่ม

“แสดงให้เห็นว่าต่อให้เราเดินอ้อมอย่างไรก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ สิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นทางออกเดินหน้าตรงๆ เพื่อแก้ไขปัญหาในประเทศไทยที่มีอยู่ 3 เรื่องหลัก ที่ต้องเดินหน้าอย่างจริงจังตรงไปตรงมาก็คือ การขาดเจตนารมณ์ การขาดนิติรัฐและการไม่เคารพเสียงพ่อแม่พี่น้องประชาชน” ณัฐพงษ์กล่าว

ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวถึงประเด็นที่พรรคเพื่อไทยขาดเจตจำนงทางการเมืองที่จะผลักดันเรื่องนี้ เขาเชื่อว่าถ้าก่อนถึงวันนี้พรรคเพื่อไทยพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างจริงจัง ร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกเสนอเข้ามาก็ควรจะเป็นของคณะรัฐมนตรี แต่กลับเป็นของพรรคเพื่อไทยพรรคเดียว ทำให้การประชุมทั้ง 2 วันไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง จนคืนที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์ว่า แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแทบจะไม่เคยเข้าไปหารือเรื่องนี้กับพรรคภูมิใจไทยเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นร่างของพรรคร่วมรัฐบาล

“ที่บอกว่าต้องเดินอ้อมเพื่อทำให้สภาล่ม เพื่อให้ญัตตินี้คงค้างอยู่ในสภานั้น ผมเชื่อว่าประชาชนทุกคนเห็นว่าเป็นเพียงข้ออ้างเพื่ออธิบายสถานการณ์เฉพาะหน้า”

ณัฐพงษ์กล่าวถึงประเด็นขาดความเป็นนิติรัฐว่า เห็นได้จากสมาชิกรัฐสภาหลายส่วนออกมาให้ความเห็นว่ามีข้อกังวลจะถูกยื่นร้อทีหลัง แล้วมีผลพัวพันทางกฎหมาย จนช่วงหลังพักการประชุมที่แม้จะขอให้มีการหารือโดยยังไม่เข้าญัตติการพิจารณาในส่วนนี้ก็ยังไม่เปิดให้หารือ จะเห็นว่ากลัวถึงผลพัวพันทางกฎหมายทั้งที่เวทีประชุมรัฐสภาควรจะเป็นเวทีที่ปลอดภัยที่สุด

“ปัจจุบันประเทศเราขาดความเป็นนิติรัฐ ไม่ได้ถูกปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญซี่งเป็นกฎหมายสูงสุด แต่เราอยู่ภายใต้การปกครองของศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใหญ่กว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศก็คือรัฐธรรมนูญนั่นเอง สมาชิกรัฐสภาแทนที่จะยึดถือกฎหมายรัฐธรรมนูญและตีความเอง กล้าใช้อำนาจของตัวเองเป็นหลัก กลับไม่ได้เป็นแบบนั้น สุดท้ายจะทำอะไรเพื่อผลประโยชน์ของพ่อแม่พี่น้องประชาชนก็ต้องวิ่งกลับไปถามศาลรัฐธรรมนูญก่อน”  ผู้นำฝ่ายค้านชี้ว่าเรื่องนี้ทำให้เห็นว่ายิ่งต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ณัฐพงษ์กล่าวถึงประเด็นสุดท้ายคือการไม่เคารพเสียงของประชาชน นโยบายที่ทุกพรรคหาเสียงเลือกตั้งว่าจะเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงเป็นนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาเช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีหาทางออกเรื่องนี้ถ้านายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นผู้นำรัฐบาลมีความจริงจังที่จะเดินหน้าเรื่องนี้ นายกฯ เป็นผู้ถืออำนาจสูงสุดในการยุบสภาและเข้าไปพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลและแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยเคารพเสียงของประชาชน ถ้าไม่สามารถเดินหน้าผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญตามที่พรรคร่วมรัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาได้ นายกฯ มีอำนาจยุบสภาเพื่อคืนเสียงให้กับประชาชนได้

พริษฐ์ วัชรสินธุ แถลงเสริมว่า เขามีข้อสังเกตว่าสาเหตุของอุปสรรคและไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทยและ สว.กลุ่มที่มีความคิดคล้ายกับพรรคภูมิใจไทยนั้น เป็นข้อกังวลทางกฎหมายจริงหรือไม่ หรือเป็นความขัดแย้งทางการเมืองภายในพรรคร่วมรัฐบาลกันแน่ ถ้าเชื่อว่าเป็นเรื่องข้อกังวลทางกฎหมาย เรื่องนี้พรรคประชาชนยืนยันว่าสิ่งที่รัฐสภาดำเนินการอยู่นั้นไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 และถ้าวันนี้สมาชิกพรรคเพื่อไทยอยู่เป็นองค์ประชุมเพื่อให้การประชุมดำเนินต่อไปได้ก็จะเป็นโอกาสที่จะได้ชี้แจงต่อสังคมและสมาชิกรัฐสภาว่าการประชุมสภาทั้งสองวันนี้และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

แม้พริษฐ์จะเห็นว่าเป็นสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาในการขอให้รัฐสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่ในมุมของพรรคประชาชนเห็นว่า ถ้าส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ คนที่ส่งจะได้รับคำตอบตามที่ตนต้องการเพราะเคยมีการส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว 2 ครั้ง คือเมื่อครั้งปี 2564 แล้วออกมาเป็นคำวินิจฉัยที่ 4/2564 แล้วก็ปี 2567 ศาลก็ไม่รับไว้วินิจฉัยเพราะมีฉบับที่ 4/2564

พริษฐ์กล่าวว่า ไม่เชื่อว่าที่พรรคภูมิใจไทยและ สว.กังวลนั้นเป็นเรื่องทางกฎหมาย หรือเพราะความไม่ชัดเจนในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะในเมื่อพรรคเพื่อไทยบอกว่าหากมีคำวินิจฉัยที่ชัดเจน สส.ภูมิใจไทยและ สว.จะอ้างไม่ได้และลงมติเห็นชอบ แล้วทำไม สส.พรรคภูมิใจไทยและ สว.กลุ่มนี้จึงไม่มาลงมติเห็นชอบในการส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวานนี้ นี่จึงเป็นหลักฐานที่ประจักษ์ว่าต้นตอและสาเหตุของการที่เราไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทยและ สว.ไม่ใช่เรื่องทางกฎหมาย แต่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลเองและยังเห็นได้จากเรื่องอื่นๆ ทั้งกฎหมายกลาโหม เรื่องรายงานนิรโทษกรรม เรื่องเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ กัญชา ค่าแรง ไปจนถึงเรื่องคอลล์เซ็นเตอร์

“ถ้าจะแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทางออกไม่ใช่อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ทางออกอยู่ที่นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารและรัฐบาลผสมที่ต้องทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการแก้ไขความเห็นที่แตกต่างระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ผลักดันนโยบายของรัฐบาลให้สำเร็จ หากนายกฯ ไม่สามารถเป็นเจ้าภาพแล้วแก้ไขความเห็นที่แตกต่างระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลได้ ไม่สามารถใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีในการบรรลุเป้าหมายได้ ก็เห็นสอดคล้องกับข้อเสนอของผู้นำฝ่ายค้านว่าควรที่จะคืนอำนาจดังกล่าวให้กับพี่น้องประชาชนแล้วก็ยุบสภา” พริษฐ์กล่าว

เปิดรายชื่อผู้แสดงตน-ไม่แสดงตน

ทั้งนี้ในเอกสารชุดนี้ที่มีการระบุว่ามี สส.พรรคประชาชนไม่แสดงตน 4 คน(จากทั้งหมด 8 คน) ได้แก่ วีรภัทร คันธะ, จรยุทธ จตุพรประสิทธิ์,พูนศักดิ์ จันทร์จำปี และ ทิสรัตน์ เลาหพล เนื่องจากแสดงตนด้วยการขานชื่อภายหลัง ทำให้ถูกใส่ชื่อเพิ่มในหมายเหตุที่หน้าสุดท้าย

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง