Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ความขัดแย้งทางการเมืองในยุคสมัยของเราร่วมสองทศวรรษ นับว่ายาวนาน แต่หากคิดจากเวลาทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ถึงปัจจุบัน ก็เป็นเวลายาวนานเกือบ 1 ศตวรรษแล้ว ทว่าความคิดหรืออุดมการณ์ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันใด แต่เป็นความคิดที่มีเชื้อมาหรือถกเถียงกันมาในกลุ่มชนชั้นนำและปัญญาชนที่ถูกดึงดูดใจจากความคิดสมัยใหม่ มองเห็นปัญหาการเมืองของสยาม และสนใจศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของนานาประเทศมาตั้งแต่สมัย ร.5 แล้วเป็นอย่างน้อย

ถึงวันนี้สังคมไทยควรจะเติบโตเป็น “ผู้ใหญ่” ได้แล้ว หมายถึง เป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะในการใช้เหตุผลบนหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่กันได้แล้วหรือยัง ผมไม่ได้หมายความว่า เราใช้อารมณ์กันไม่ได้ เพราะอารมณ์ก็เป็นพลังสำคัญอย่างหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองให้ดีขึ้นได้เช่นกัน เช่น ถ้าประชาชนส่วนใหญ่มีอารมณ์ร่วมที่เป็นความโกรธ เกลียดต่อความอยุติธรรม, การใช้อำนาจกดขี่ของเผด็จการ หรือความรู้สึกเจ็บปวดเมื่อเห็นเพื่อร่วมสังคมที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยถูกอุ้มหาย อุ้มฆ่า ถูกล่าแม่มด ถูกทำให้กลายเป็นนักโทษทางความคิด หรือนักโษ 112 ที่ถูกขังลืม ไม่ได้สิทธิประกันตัว หรือต้องหนีไปลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศเป็นต้น

สิ่งที่แสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะในการใช้เหตุผลบนหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่ ที่สังคมอารยะเขาทำได้สำเร็จกันมาแล้ว คือการต่อสู้ทางความคิด การต่อสู้ทางการเมืองบนถนน และในสภา รวมทั้งการต่อสู้ทางวัฒนธรรมเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมจารีตนิยมสู่วัฒนธรรมเสรีนิยม ที่ส่งผลให้บรรลุ “ฉันทามติ” ในการกำหนดให้สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันที่ “เป็นกลางทางการเมือง” ในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่

ซึ่งหมายความว่า ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และตามประเพณีทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ สถาบันกษัตริย์คือสถาบันที่เป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาติ ไม่มีอำนาจทางการเมืองเหนือรัฐบาลและระบบรัฐสภา กษัตริย์ที่เป็นประมุขของรัฐอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ หรือมีสถานะ อำนาจ และบทบาทที่ถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญให้ต้อง “เป็นกลางทางการเมือง” และอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพในการวิจารณ์ตรวจสอบตามหลักการประชาธิปไตย และหลักสิทธิมนุษยชน

เมื่อเราใช้ความเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะในการใช้เหตุผลบนหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่ดังกล่าวเป็น “เกณฑ์วัด” เราจะเห็นปัญหาชัดเจนว่าความขัดแย้งทางการเมืองสองทศวรรษ เกิดจากการทำให้สถาบันกษัตริย์ “ไม่เป็นกลางทางการเมือง” เช่น การเกิด “ม็อบ” ที่ใช้สัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ใช้วาทะทางการเมือง “เราจะสู้เพื่อในหลวง” กล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่าล้มเจ้า จนกระทั่งกล่าวหาว่าล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข, การทำรัฐประหารด้วยข้ออ้างปกป้องสถาบันกษัตริย์, ฉีกรัฐธรรมนูญ และเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ที่เพิ่มอำนาจให้สถาบันกษัตริย์มากขึ้นเป็นต้น

การปกป้องสถาบันกษัตริย์โดยม็อบที่อ้างสถาบันเคลื่อนไหวทางการเมือง และโดยการทำรัฐประหารดังกล่าวนั้น นอกจากแทบจะไม่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการทำให้สถาบันกษัตริย์ไม่เป็นกลางทางการเมืองหรือไม่ และยอมให้มีการอ้างเช่นนั้นได้อย่างไร แล้วยังมีการใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 ล่าแม่มดประชาชนที่สู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยที่กล้าใช้เสรีภาพทางความคิดเห็นและการแสดงออกตามหลักสิทธิมนุษยชนในการวิจารณ์สถาบันกษัตริย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่การวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ตามที่เป็นมาร่วมสองทศวรรษ จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าไม่มีการอ้างสถาบันกษัตริย์ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และการทำรัฐประหาร

ดังนั้น การแก้ปัญหาการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ที่ต้นเหตุ ต้องห้ามไม่ให้มีการอ้างสถาบันกษัตริย์ในการทำรัฐประหาร ส่วนการอ้างสถาบันกษัตริย์ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ถ้าถือว่าเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะทำเช่นนั้นได้ ก็ต้องถือว่าเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะวิจารณ์ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ได้เท่าเทียมกัน ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการทำให้สถาบันกษัตริย์ไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากความเป็นจริงของปัญหาเชิงโครงสร้างอำนาจสถาบันกษัตริย์ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง การทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นกลางทางการเมืองได้จริงแบบสังคมอารยะ เช่น อังกฤษหรือญี่ปุ่นเป็นต้น อาจยังไม่เกิดขึ้นได้ในเร็วๆ นี้ อย่างน้อยก็ในช่วงอายุของรัฐบาลเพื่อไทยสมัยนี้ เพราะรัฐบาลได้กำหนดเงื่อนไขในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่แล้วว่า “ห้ามแตะหมวดสถาบันกษัตริย์” แต่ปัญหาที่ควรแก้ได้ในช่วงอายุของรัฐบาลนี้ คือ “การนิรโทษกรรมนักโทษ 112” และนักโทษการคดีการเมืองอื่นๆ เหตุผลเพราะ

1. ความจำเป็นในทางหลักการ คือการที่สังคมไทยจำเป็นต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะในการใช้เหตุผลบนหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน การนิรโทษกรรม 112 และคดีการเมืองอื่นๆ คือการเริ่มต้นที่จะมีวุฒิภาวะดังกล่าวและเดินหน้าต่อไป ดังนั้น การเมืองภาคประชาชน สื่อมวลชน นักวิชาการ และการเมืองในสภา จำเป็นต้องยกประเด็นปัญหาการนิรโทษกรรมประชาชนขึ้นมาถกเถียงอย่างจริงยัง และแพร่หลายมากขึ้น

ไม่เช่นนั้นเราจะกลายเป็นสังคมที่ไม่รู้จักโต เพราะมีแต่สังคมที่ไม่รู้จักโตเท่านั้นที่ “เพิกเฉย” ต่อการมีนักโทษทางความคิด พวกเขาเหล่านั้นต่อสู้เพื่อให้ประเทศนี้มีเสรีภาพและเป็นประชาธิปไตย คนส่วนใหญ่ในสังคมเพิกเฉยต่อการถูกขังลืมของพวกเขาได้อย่างไร สื่อ นักวิชาการ ภาคประชาชนกลุ่มใดๆ พรรคการเมืองใดๆ มี “คำตอบที่สมเหตุผลผล” ให้กับการเพิกเฉยเช่นนั้นได้หรือไม่

การแก้ปัญหาโครงสร้างให้สถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ถ้าทำไม่ได้ในรัฐบาลนี้ ยังพอเข้าใจ “ข้อจำกัด” ต่างๆ ได้ แต่การไม่สามารถนิรโทษกรรมประชาชนที่สู้เพื่อประชาธิปไตยได้ภายในอายุ 4 ปี ของรัฐบาลนี้ นับเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเข้าใจได้ และเป็นเรื่องน่าอับอาย เพราะสะท้อนความขาดมโนธรรมและวุฒิภาวะของ “ทุกสถาบัน” ทางสังคมและการเมืองโดยรวมอย่างน่าเศร้า

2. ความจำเป็นที่ต้องทำให้เกิดผลกระทบที่ดีขึ้นต่อสถาบันกษัตริย์ สถาบันรัฐสภา และสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยรวม เพราะการมีนักโทษทางความคิดส่งผลกระทบเชิงลบต่อสถาบันกษัตริย์ สถาบันรัฐสภา และสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยรวมอย่างชัดแจ้ง ขณะที่การนิรโทษกรรมประชาชนที่รวมคดี 112 ด้วย ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด เพราะการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนที่โดนคดี 112 และ 116 และการเสนอแก้ไขกฎหมายอาญา มาตร 112 ของพรรคการเมือง ไม่ใช่การวิจารณ์หรือการเสนอบนจุดยืนให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์ แต่เป็นการวิจารณ์และเสนอบนจุดยืนให้สถาบันกษัตริย์มีความเป็นประชาธิปไตย หรือเป็นสถาบันกษัตริย์ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย และดำรงความเป็นกลางทางการเมืองได้อย่างแท้จริง และ

3. ความจำเป็นด้านมนุษยธรรม การไม่นิรโทษกรรมประชาชน ทั้งๆ ที่เรามี “รัฐบาลจากการเลือกตั้ง” และยืนยัน “ความเป็นประชาธิปไตยของรัฐบาล” วันละยี่สิบสี่ชั่วโมงคือการหลอกตัวเอง และเป็นการขาดมโนธรรมสำนึกในการปกป้องเสรีภาพของประชาชนที่สู้เพื่อประชาธิปไตย แต่ถูกทำให้กลายเป็นนักโทษทางความคิดที่ถูกขังลืม สังคมที่อยู่กับการหลอกตัวเอง และเพิกเฉยต่อการมีนักโทษทางความคิดเช่นนี้ ก็คือ “สังคมที่ไร้มนุษยธรรม” ต่อเพื่อนร่วมสังคมที่ถูกละเมิดเสรีภาพโดยอำนาจรัฐ

สถาบันทางสังคมและการเมือง “ทุกสถาบัน” ที่ไม่ทำหน้าที่เคารพ ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของนักโทษทางความคิด ก็ล้วนแต่เป็นสถาบันที่ไร้มนุษยธรรม

ถ้าเป็นสถาบันที่ไร้มนุษยธรรมและเป็นสังคมที่ไร้มนุษยธรรมในการเคารพ ปกป้องและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่สู้เพื่อประชาธิปไตยแล้ว ก็ป่วยการที่จะพูดถึง “ความดีงามใดๆ” อีก เพราะความดีงามหรือ “ผลงานที่ดีใดๆ” ของทุกสถาบันที่อยู่บนความไร้มนุษยธรรมต่อการเคารพ ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนที่สู้เพื่อประชาธิปไตย ล้วนแต่เป็น “ความดีงามจอมปลอม” จากการโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

กล่าวโดยสรุป ถ้าไม่สามารถทำได้แม้แต่การนิรโทษกรรม 112 ในรัฐบาลนี้ การแก้ปัญหาโครงสร้างสถาบันกษัตริย์ให้เป็นกลางทางการเมืองตามระบอบประชาธิปแบบสังคมอารยะ ย่อมไม่มีทางจะทำได้จริง ดังนั้น การนิรโทษกรรม 112 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นกลางทางการเมือง และเป็นก้าวแรกของการที่สังคมไทยจะเป็นสังคมที่มีความเป็นผู้ใหญ่ หรือมีวุฒิภาวะในการใช้เหตุผลบนหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่ได้จริง

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง