Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กรณีดีลเจรจาแร่แรร์เอิร์ธระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำยูเครนซึ่งกลายเป็นวาระที่ “ทรัมป์-แวนซ์” เน้นโจมตีผู้นำยูเครนแล้วก็แสดงออกแบบเอียงข้างรัสเซีย ทำเอากลุ่มประเทศยุโรปต้องพากันแสดงออกสนับสนุนยูเครน แล้วก็จัดประชุมทบทวนกันขนานใหญ่ว่าหรือยุโรปต้องหาผู้นำโลกเสรีใหม่แล้ว ขณะที่ล่าสุดจันทร์นี้ทรัมป์ยังสั่งระงับความช่วยเหลือยูเครน

 

4 มี.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งเมื่อวันจันทร์ (3 มี.ค. 2568) ให้ “ระงับ” การส่งความช่วยเหลือต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ให้กับยูเครน หลังการเจรจาเรื่องแร่แรร์เอิร์ธระหว่าง ผู้นำสหรัฐฯ กับ โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แทนที่จะเป็นการพูดคุยเรื่องแร่ลิเทียมในดินแดนของยูเครนที่สหรัฐฯ ต้องการใช้ประโยชน์ แต่กลับกลายเป็นการด่าทอต่อว่าจากฝ่ายทรัมป์ในเรื่องส่วนตัว และชวนให้กังขาว่าอนาคตของประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ เมื่อฝ่ายทรัมป์แสดงตัวราวกับว่าเขาอยู่ฝ่ายเดียวกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และต่อต้าน เซเลนสกี ผู้นำยูเครน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา พบกับโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ที่ทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา เมื่อ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา (ที่มา: Flickr/The White House)

โดนัลด์ ทรัมป์ และโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ถ่ายรูปร่วมกันที่ทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา เมื่อ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ก่อนที่ดีลแรร์เอิร์ธจะ (ที่มา: Flickr/The White House)

สื่อ ดิแอตแลนติก มองว่าสิ่งที่ประธานาธิบดี ทรัมป์ กับ รองประธานาธิบดี เจ ดี แวนซ์ ของสหรัฐฯ แสดงออกในการหารือที่ห้องสำนักงานประธานาธิบดีสหรัฐนั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อหาผลประโยชน์ให้ประเทศตัวเองตามนโยบายหรือตามยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ แต่อย่างใด แต่เหมือนกับเป็นการแสดงความเกลียดชังเป็นส่วนตัวมากกว่า

ในการหารือที่เกิดขึ้น แวนซ์ต่อว่าเซเลนสกีที่เดินทางไปยังเพนซิลเวเนียเพื่อกล่าวขอบคุณต่อแรงงานผู้ผลิตอาวุธของสหรัฐฯ ซึ่งมีการส่งไปช่วยเหลือยูเครนในสงคราม แวนซ์กล่าวหาว่าการที่เซเลนสกีทำเช่นนี้เทียบกับเป็นการช่วยหาเสียงให้พรรคเดโมแครต ส่วนทรัมป์ก็อ้างว่าเขากับปูติน "ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะ" แล้วก็อธิบายอย่างโกรธเคืองอ้างว่าปูตินก็เคยผ่านการถูกกระหน่ำวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมมาก่อน

เดวิด ฟรัม ระบุในบทความสื่อแอนแลนติกว่า "ในตอนนี้ ทั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แสดงให้เห็นในเรื่องเร่งด่วนที่ผู้คนควรจะต้องรับรู้เกี่ยวกับระบบพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯ คือการที่ระบบความมั่นคงในชาติของเหล่าประเทศโลกตะวันตกนั้น อยู่ภายใต้การนำของคนสองคนที่ไม่ควรจะไว้ใจให้ปกป้องพันธมิตรของสหรัฐฯ และเป็นคนสองคนที่มีความเห็นอกเห็นใจต่อเผด็จการที่หัวรุนแรงที่สุดในโลก"

นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความเคลื่อบแคลงสงสัยว่า กรณีที่ทรัมป์แสดงความเป็นมิตรกับประเทศที่เป็นศัตรูของสหรัฐฯ อย่างรัสเซียนั้น ชวนให้นึกถึงช่วงสมัยสงครามเย็นที่เคยมีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ชื่อ อัลเจอร์ ฮิส ทำหน้าที่เป็นสายลับให้รัสเซียโดยส่งข้อมูลลับของสหรัฐฯ ให้ฝ่ายรัสเซีย แต่กรณีทรัมป์นั้นแย่ไปกว่านั้นเพราะอย่างน้อยสายลับก็ทำงานลับหลัง แต่ทรัมป์ถึงขั้นแสดงตัวเป็นมิตรกับศัตรูของประเทศต่อหน้าสื่อโทรทัศน์ช่องรัฐบาล ทำเหมือนกับปูตินเป็นเพื่อนของเขา

นอกจากเรื่องดังกล่าวนี้จะสร้างข้อกังขาต่อประเทศพันธมิตรสหรัฐฯ อย่าง เอสโตเนีย, มอลโดวา หรือไต้หวันว่าทรัมป์จะหันมาแว้งกัดพวกเขาหรือไม่แล้ว ยังทำให้ผู้นำประเทศพันธมิตรเสาหลักร่วมกับสหรัฐฯ อย่างเยอรมนีและญี่ปุ่นรู้สึกเสื่อมศรัทธาเสื่อมความเชื่อมั่นต่อผู้นำสหรัฐฯ คนปัจจุบัน

อีกทั้งยังมีเรื่องที่สหรัฐฯ กำลัง "ทำลายตัวเอง" ในสายตาชาวโลกด้วยนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" ซึ่งฟังดูดี แต่มันกลายเป็นทำให้สหรัฐฯ สูญเสียบทบาทการนำในเวทีโลกในฐานะประเทศประชาธิปไตย เพราะสหรัฐฯ เพิ่งจะโหวตสนับสนุนประเทศเผด็จการอย่างจีนและรัสเซียในที่ประชุมสหประชาชาติ อยู่ฝายตรงข้ามกับประเทศประชาธิปไตยทั้งหลาย

นอกจากนี้การที่รัฐบาลทรัมป์ยกเลิกโครงการจำนวนมากที่เป็นประโยชน์กับโลกทั้งๆ ที่รัฐบาลรีพับลิกันก่อนหน้านี้เคยสร้างโครงการขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ มีความเป็นผู้นำในเชิงศีลธรรมมีภาพลักษณ์ที่ดีงาม แต่ดูเหมือนว่าทรัมป์กับแวนซ์ไม่ได้อยากให้สหรัฐฯ มีภาพลักษณ์ในแง่นั้นอีกแล้ว

"พันธมิตรอเมริกันในตอนนี้ต้องหาแผนสองอย่างเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยร่วมกันของโลก จากที่ตอนนี้รัฐบาลสหรัฐฯ เห็นปูตินดีกว่าเซเลนสกี" เดวิด ฟรัม ระบุในบทความสื่อแอตแลนติค

โลกเสรีควรจะต้องหาผู้นำคนใหม่?

การประชุม London Summit ระหว่างผู้นำยุโรปและยูเครน ที่ลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อ 1 มีนาคม 2568 (ที่มา: Office of the President of Ukraine)

ในขณะที่ทรัมป์กับแวนซ์โจมตีเซเลนสกี กลุ่มผู้นำยุโรปก็พากันปกป้องเซเลนสกี จากการกระทำของทรัมป์และแวนซ์ซึ่งสื่อ Politico เรียกว่าเป็น "การข่มเหงรังแกแบบมุ่งทำลายและไร้วุฒิภาวะ"

คาจา คัลลัส ผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศของยุโรปกล่าวว่า "วันนี้ เราได้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าโลกเสรีต้องการผู้นำใหม่ แล้วมันก็ขึ้นอยู่กับพวกเราชาวยุโรปในการที่จะเข้ามาแก้ปัญหานี้"

ในขณะที่ประธานาฺบดี เอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส กล่าววิจารณ์ทรัมป์ที่พยายามเล่นบทเป็นกลางระหว่างรัสเซียกับยูเครน ทั้งๆ ที่รัสเซียเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อนจนทำให้เกิดสงครามยูเครน โดยบอกว่า "มันมีผู้รุกราน ซึ่งก็คือรัสเซีย แล้วประชาชนก็เผชิญความทุกข์ยากจากการรุกราน ซึ่งก็คือยูเครน ... คุณควรจะต้องเคารพคนที่เคยต่อสู้มาโดยตลอดตั้งแต่ต้นเพราะพวกเขากำลังต่อสู้เพื่อเกียรติยศศักดิ์ศรีของตัวเอง เพื่อเอกราชของตัวเอง เพื่อลูกหลานของตัวเอง แล้วก็เพื่อความมั่นคงของยุโรป"

มาครงกล่าวย้ำอีกว่า ประเทศที่สนับสนุนยูเครนนั้นไม่ได้มีแค่สหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังมีประเทศในยุโรป ประเทศแคนาดา และญี่ปุ่นด้วยที่สนับสนุนยูเครน ต่อมามาครงยังได้กล่าวให้สัมภาษณ์ต่อรายการโทรทัศน์ของโปรตุเกสว่า "ถ้าหากจะมีใครที่กำลังเล่นเกมสงครามโลกครั้งที่สามอยู่ คนๆ นั้นก็คือชายชื่อ วลาดิเมียร์ ปูติน"

เรื่องนี้อาจจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับพันธมิตรตะวันตกระหว่างชาติยุโรปและชาติสหรัฐฯ การที่ผู้นำสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันแสดงท่าทีอยู่ฝ่ายเดียวกับเผด็จการรัสเซีย ทำให้เหล่าผู้นำยุโรปเริ่มแสดงท่าทีโต้ตอบกลับต่อสหรัฐฯ ในเรื่องนี้

แม้แต่นักการเมืองฝ่ายขวากลางของเยอรมนี ว่าที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนีคนถัดไปคือ ฟริดิช เมิร์ซ ก็แสดงท่าทีด้วยการให้คำมั่นว่าจะยืนหยัดเคียงข้างยูเครน

ฝ่ายชาติยุโรปยังเป็นกลุ่มที่ผลักดันให้สหรัฐฯ ทำข้อตกลงกับยูเครนอย่างละเอียดในเรื่องการการันตีความมั่นคงให้กับยูเครนหลังสงคราม แต่ทรัมป์กลับยืนยันจะไม่ทำข้อตกลงเช่นนี้ อีกทั้งยังเรียกร้องจากยูเครนให้จ่ายคืนการช่วยเหลือจากสหรัฐฯ แทนที่จะเรียกร้องจากรัสเซีย ก่อนหน้านี้ทรัมป์ยังเรียกผู้นำยูเครนว่าเป็น "เผด็จการ" แล้วยกย่องผู้นำรัสเซียว่า "น่าเชื่อถือ" รวมถึงใช้จุดยืนเดียวกับรัสเซียเรียกร้องไม่ให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต และเรียกร้องให้ยูเครนสละดินแดนของตัวเองที่ถูกรัสเซียยึดครองด้วย

ผู้นำอื่นๆ ของยุโรปต่างก็ตบเท้าแสดงการสนับสนุนเซเลนสกี หลังถูกโดดเดียวจากผู้นำสหรัฐฯ ยกเว้น ผู้นำขวาจัดของอิตาลี จาร์เจีย เมโลนี ที่เป็นมิตรแน่นแฟ้นกับทรัมป์ แสดงท่าทีเหมือนเป็นกลางด้วยการเรียกร้องให้ยุโรปอย่าทำให้เกิดความแตกแยกกับสหรัฐฯ ร้าวลึกไปกว่านี้ ส่วนนายกรัฐมนตรีขวาจัดของฮังการี วิกเตอร์ ออร์บาน แสดงออกอยู่ฝ่ายทรัมป์อย่างชัดเจนด้วยการกล่าวขอบคุณทรัมป์ อ้างว่าทรัมป์ยืนหยัด "อย่างกล้าหาญเพื่อสันติภาพ"

ทางด้านอูร์ซูลา ฟอน เดอ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุทางทวิตเตอร์แสดงการสนับสนุนเซเลนสกี ขอให้เขา "เข้มแข็งไว้" และบอกว่า "คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว"

ต่อมาในวันที่ 1 มีนาคม ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ได้เข้าร่วมประชุมที่กรุงลอนดอนกับเหล่าผู้แทนยุโรป เพื่อหารือกันเรื่องการควบคุมความเสียหายที่เกิดขึ้นจากทรัมป์และแวนซ์ในการเจรจาแร่แรร์เอิร์ธจนทำให้ดีลล่ม

เซเลนสกีได้เข้าพบปะกับนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคียร์ สตาร์เมอร์ ที่ทำเนียบรัฐบาลของอังกฤษก่อนหน้าที่จะมีการประชุมกับกลุ่มผู้นำยุโรป น่าสังเกตว่าผู้นำพรรคขวาจัดของอังกฤษ ไนเจล ฟาราจ มีจุดยืนไปในทางไม่เห็นด้วยที่ทรัมป์เอียงข้างปูติน โดยบอกว่าสิ่งที่ทรัมป์กับแวนซ์ทำนั้นเป็น "เรื่องน่าเสียดาย" และบอกว่ามันจะ "ทำให้ปูตินรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชนะ" ขณะเดียวกันฟาราจก็ระบุว่ายูเครนควรจะได้รับการการันตีด้านความมั่นคงหลังสงคราม

มาร์ค รุตต์ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต เรียกร้องให้เซเลนสกีอย่าถือสาหาความกับสิ่งที่ทรัมป์กับแวนซ์ทำ และควรจะหาหนทางในการคืนความสัมพันธ์กับรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อไป

ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของเยอรมนี แอนนาเลนา แบร์บอร์ค เรียกร้องให้ยุโรปแสดงความเป็นผู้นำอย่างเด็ดเดี่ยว เธอเรียกสิ่งที่ทรัมป์-แวนซ์ทำกับเซเลนสกีว่าสะท้อนให้เห็น "ยุคสมัยใหม่แห่งความโหดเหี้ยม" ทำให้ประเทศโลกเสรีอื่นๆ นอกเหนือจากสหรัฐฯ ในตอนนี้ควรจะต้องช่วยกันปกป้องระเบียบโลกในแบบที่เน้นกฎเกณฑ์กติกามากกว่าแต่ก่อน เพื่อต้านทานระเบียบโลกแบบที่ใช้อำนาจของคนแข็งแกร่งรังแกคนอ่อนแอกว่า

ยูเครนมีแร่แรร์เอิร์ธชนิดสำคัญ 22 ชนิดจากทั้งหมด 34 ชนิด

แผนที่แสดงแหล่งแร่ธาตุ และแรร์เอิร์ธ (สีเขียวอ่อน) ในยูเครน และพื้นที่ๆ รัสเซียยึดครองทางทิศตะวันออก (ที่มา: Rubryka/แฟ้มภาพ)

ในยูเครนนั้นมีแร่ที่อียูจัดประเภทให้เป็นแร่ที่สำคัญ 22 ชนิด จากทั้งหมด 34 ชนิด ซึ่งมีจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ๆ ถูกยึดครองโดยรัสเซีย แร่แรร์เอิร์ธที่มีอยู่ในยูเครนนั้นเป็นกลุ่มแร่โลหะที่มีความจำเป็นต่อการผลิตเทคโนโลยีไฮเทค เช่น อิเล็กทรอนิกส์, การทหาร, เครื่องบิน และพลังงานหมุนเวียน

จากการสำรวจเชิงภูมิศาสตร์สรุปรวบยอดด้านสินค้าแร่ของสหรัฐฯ ปี 2568 ระบุว่า ประเทศที่มีแร่แรร์เอิร์ธมากที่สุดตอนนี้คือจีน มีอยู่ที่ 44 ล้านเมตริกตัน หรือ 44,000 ล้านกิโลกรัม รองลงมาคือบราซิล มีอยู่ 21 ล้านเมตริกตัน ส่วนไทยมีอยู่ 4,500 เมตริกตัน

 

 

เรียบเรียงจาก

At Least Now We Know the Truth, The Atlantic, 28-02-2025

https://www.theatlantic.com/politics/archive/2025/02/least-now-we-know-truth-about-trump-and-vance/681872/

‘Free world needs a new leader’: Europe defends Zelenskyy after Trump attack, Politico, 28-02-2025

https://www.politico.eu/article/volodymyr-zelenskyy-donald-trump-jd-vance-oval-office-white-house-us-ukraine-war-russia/

Zelenskyy says Trump support ‘crucial’ after bruising Oval Office clash, Politico, 01-03-2025

https://www.politico.eu/article/zelenskyy-scrambles-for-support-in-london-after-bruising-trump-clash/

Mapping Ukraine’s rare earth and critical minerals, Aljazeera, 28-02-2025

https://www.aljazeera.com/news/2025/2/28/mapping-ukraines-rare-earth-and-critical-minerals

Trump places pause on US aid to Ukraine, 03-03-2025

https://www.voanews.com/a/trump-places-pause-on-us-aid-to-ukraine-/7994831.html

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง