Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

มีการวิเคราะห์สงครามยูเครนช่วงปีที่ผ่านมาว่าเริ่มเข้าสู่ลักษณะแบบ "สงครามพร่ากำลัง" หรือ War of Attrition อย่างเต็มรูปแบบ ไม่มีฝ่ายใดที่สร้างความคืบหน้าทางยุทธศาสตร์ได้อย่างเด็ดขาด ฝ่ายรัสเซียถึงแม้จะมีความได้เปรียบและมีการเคลื่อนกำลังแนวหน้า แต่ก็ยังคงรุกคืบได้ช้าและต้องอาศัยทรัพยากรมาก สงครามจึงกลายเป็นการใช้หน่วยทหารขนาดเล็กโจมตีและแทรกซึมมากกว่าจะใช้กำลังจู่โจมขนาดใหญ่


อาคารที่พักอาศัยในเมืองอัฟดิยิฟกา (แคว้นโดเนตสก์ ประเทศยูเครน) หลังถูกจรวดรัสเซียโจมตี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2023 | ภาพจาก: Donetsk Regional Military Civil Administration (CC BY 4.0)

ตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา สงครามยูเครนได้เปลี่ยนไปเป็นรูปแบบ "สงครามพร่ากำลัง" หรือ War of Attrition ที่ไม่มีฝ่ายใดที่สร้างความคืบหน้าทางยุทธศาสตร์ได้อย่างเด็ดขาด แม้ว่ารัสเซียจะพยายามรุปคืบยูเครนมากขึ้น โดยที่ถึงแม้ว่ารัสเซียจะสามารถเคลื่อนกำลังในแนวหน้าได้มากกว่าปี 2023 หรือ 2024 แต่ความคืบหน้าของรัสเซียก็ยังคงจำกัด และแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงทั้งทางด้านทรัพยากรวัตถุและกำลังพล

ขณะเดียวกัน ปี 2025 ก็เป็นปีที่รัสเซียมีข้อได้เปรียบมากยิ่งขึ้น เพราะพวกเขาได้รับสิ่งต่างๆ จากข้อเสนอสันติภาพที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง อีกทั้งรัฐบาลรัสเซียก็นำเสนอว่าชัยชนะของรัสเซียเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยที่ ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แถลงในช่วงเดือน พฤศจิกายน 2025 ว่า กองกำลังของยูเครนจะต้องออกจากพื้นที่ที่พวกเขายึดครองอยู่เสียก่อนถึงจะมีการยุติการสู้รบ ไม่เช่นนั้นทางรัสเซียก็จะใช้กำลัง

แต่สภาพความเป็นจริงในสงครามมีอะไรซับซ้อนกว่านั้น มีการวิเคราะห์จาก ไมเคิล คอฟแมน นักวิเคราะห์ด้านการทหารระบุว่า ในปี 2025 นั้นรัสเซียสร้างความคืบหน้าในสงครามได้ไม่มากนัก รวมถึงมีความสูญเสียจำนวนมาก และไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่อ้างไว้ได้

สงครามในตอนนี้เริ่มแตกต่างจากสงครามรูปแบบเดิมที่ใช้กองทหารประจำการ แต่เริ่มกลายเป็นการใช้หน่วยแทรกซึมขนาดเล็ก เสบียงที่มาจากเงินทุนของอาสาสมัคร และ การวางกำลังเทคโนโลยีราคาถูกทีละมากๆ

ปูตินกล่าวอ้างว่ากองทัพรัสเซียสามารถยึดพื้นที่ของยูเครนมาได้เกือบ 5,000 ตร.กม. ในปี 2025 มีการยึดพื้นที่ได้หลายแห่งจริง แต่ก็มีความชะงักงันเกิดขึ้นกับแนวหน้าของกองทัพ โดยที่กองทัพแนวหน้าเคลื่อนพลคืบหน้าได้น้อยมาก นอกจากนี้ยังเป็นความคืบหน้าแบบที่ไม่สม่ำเสมอ บางแห่งก็เคลื่อนกำลังพลคืบหน้าได้หลายสิบกม. แต่บางแห่งก็เคลื่อนพลคืบหน้าไปได้แค่หลายร้อยเมตร

มีการประเมินตัวเลขโดยสถาบันเพื่อการศึกษาสงครามจากสหรัฐฯ ระบุว่าในปี 2025 รัสเซียสามารถยึดพื้นที่จากยูเครนได้มากกว่า 5,600 ตร.กม. คิดเป็นราว 0.94% ของประเทศยูเครน ซึ่งทั้งยูเครนและนักวิเคราะห์อิสระก็ยืนยันตัวเลขเท่ากัน

พื้นที่ๆ รัสเซียยึดได้จากยูเครนในปี 2025 มีมากกว่าที่พวกเขาทำได้ในปี 2023-2024 รวมกัน แต่ก็ยังน้อยกว่าในช่วงต้นปี 2022 ที่พวกเขายึดพื้นที่ยูเครนมาได้ 60,000 ตร.กม.

นักวิเคราะห์ด้านการทหารอีกรายหนึ่งคือ พาเวล อัคเซนอฟ มองว่า ถึงแม้รัสเซียจะเคลื่อนพลคืบหน้าได้ในปี 2025 แต่ก็ยังไม่สามารถได้รับชัยชนะมาได้อย่างเด็ดขาด

อัคเซนอฟมองว่า การที่ในปี 2022 รัสเซียไม่สามารถเอาชนะยูเครนได้อย่างรวดเร็วนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนทำให้สงครามยูเครนเริ่มกลายมาเป็น "สงครามพร่ากำลัง" มากขึ้นเรื่อยๆ และที่รัสเซียเปลี่ยนแปลงยุุทธวิธีในแนวหน้าแทบจะทั้งหมดนั้น เป็นกลวิธีเพื่อให้มีการรุกคืบไปต่อได้มากกว่าจะเป็นกลยุทธ์เพื่อบรรลุเป้าหมายหลักที่รัสเซียต้องการจริงๆ

เรื่องนี้ทำให้เกิด "พื้นที่สีเทา" ระหว่างรัสเซียกับยูเครนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่ๆ ไม่แน่ใจว่าฝ่ายใดยึดครองอยู่กันแน่

การยุทธแบบหน่วยทหารขนาดเล็ก และ ความได้เปรียบในสงครามโดรน

กองทัพรัสเซียในปี 2025 ได้อาศัยวิธีการโจมตีด้วยหน่วยทหารขนาดเล็กแทนการอาศัยกองกำลังยานเกราะขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นการกำจัดจุดอ่อนของหน่วยยานเกราะเหล่านี้ โดยเปลี่ยนมาใช้วิธีการเน้นแทรกซึมเข้าไปในที่มั่นของยูเครน แล้วก็สั่งสมกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ ในพื้นที่ๆ สำคัญ จนสามารถยึดพื้นที่ได้มากขึ้นโดยอาศัยเวลา อีกสาเหตุหนึ่งเพราะการโจมตีแบบใช้กำลังขนาดใหญ่นั้นมีการสูญเสียเพิ่มมากขึ้นได้ง่ายในสภาพที่เต็มไปด้วยการสอดส่องและการโจมตีด้วยกำลังโดรน

นักวิเคราะห์จากองค์กรคลังสมองแอตแลนติกเคาน์ซิลระบุว่า ในแง่ของสงครามโดรนนั้น รัสเซียดูเป็นฝ่ายได้เปรียบมาตั้งแต่ปลายปี 2024 และในช่วงปี 2025 พวกเขาก็เริ่มได้เปรียบตรงจุดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

โดยที่รัสเซียเน้นการวางกำลังโดรนไฟเบอร์ออปติกที่นำทางโดยสายเคเบิลซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะไม่สามารถถูกก่อกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ระบบแบบนี้กลายเป็นสิ่งที่ช่วยให้รัสเซียสามารถขับไล่กองทัพยูเครนออกจากภูมิภาคเคิร์สก์ได้เมื่อต้นปี 2025 โดยการใช้โดรนเหล่านี้เน้นโจมตีรถขนอาวุธกับการก่อกวนทำให้เส้นทางลำเลียงกำลังของยูเครนชะงัก

หลังจากนั้นรัสเซียก็ใช้วิธีการแบบเดียวกันนี้ในที่อื่นๆ ตลอดทั้งปี มีการเน้นโจมตีเส้นทางส่งกำลังบำรุงกับการโจมตีทีมโดรนของยูเครน ทำให้ทีมโดรนรัสเซียปฏิบัติการใกล้กับแนวหน้าได้

นอกจากนี้หน่วยโดรนของรัสเซียที่ชื่อรูบิคอนยังมีการสอนการใช้โดรนแบบจับคู่ผู้รู้กับผู้เรียน ที่เรียกว่า "รูบิคอนโมเดล" คือการที่หน่วยโดรนรูบิคอนใช้ประสบการณ์ของตัวเองสอนผู้มาใหม่จนเกิดเป็นสายพานการพัฒนาผู้บังคับโดรนคนใหม่ออกมาเรื่อยๆ

อัคเซนอฟ บอกว่าสิ่งที่ทำให้รัสเซียรุกคืบได้สำเร็จในปี 2025 ไม่ใช่แค่โดรนแต่อย่างเดียว แต่ยังมาจากปัจจัยอื่นๆ อย่างเช่นระเบิดโจมตีทางอากาศแบบนำวิถี การใช้ปืนใหญ่ และการใช้ขีปนาวุธแม่นยำด้วย โดยมีการใช้ระเบิดโจมตีทางอากาศแบบนำวิถีโจมตีฐานที่มั่นในแนวป้องกันของยูเครน

ปัญหาด้านการส่งกำลังบำรุง

แต่ถึงแม้ว่ารัสเซียจะมีการใช้ทหารรับจ้างที่ได้มาใหม่ และมีการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการทหารอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีการนำเข้าอาวุธจากจีนและอิหร่าน แต่นักวิเคราะห์ก็มองว่ากระทรวงกลาโหม รัสเซียยังคงล้มเหลวในการตั้งระบบการส่งกำลังบำรุงแบบที่มีศูนย์กลางและพึ่งพาได้

รัสเซียได้อาศัยกลุ่มอาสาสมัคร กลุ่มบล็อกเกอร์สนับสนุนสงคราม และภาคส่วนเอกชนในการระดมทุนทั้งจากทหารและพลเรือนในการซื้อโดรน อุปกรณ์สื่อสาร ชุดเกราะ ยานยนต์ และแม้กระทั่งของใช้พื้นฐานอย่างยางรถ มีการใช้ยานยนต์พลเรือนมาดัดแปลงเพื่อใช้ในสงครามซึ่งมักจะถูกทำลายภายในไม่กี่วัน แล้วก็มีการนำยานยนต์ดัดแปลงเหล่านี้มาใช้กับการส่งกำลังบำรุงและลำเลียงพล

ถึงแม้ว่าวิธีการสนับสนุนทางเศรษฐกิจนอกรูปแบบในช่วงสงครามเช่นนี้จะช่วยให้รัสเซียดำเนินปฏิบัติการต่อไปได้ แต่มันก็มีลักษณะโกลาหลและไม่สม่ำเสมอ แต่ละหน่วยรบได้รับกำลังบำรุงไม่เท่ากัน บ้างก็ได้รับโดรนและยุทโธปกรณ์มากพอ แต่บางหน่วยก็แทบจะไม่ได้รับกำลังบำรุงเลย

อัคเซนอฟ บอกว่า ที่เกิดปัญหานี้เพราะสิ่งที่รัสเซียวางแผนเอาไว้ก่อนสงครามไม่ได้นำมาใช้ได้จริง เนื่องจากสภาพความเป็นจริงคือการสู้รบลากออกไปยาวนานจนกลายเป็นสงครามพร่ากำลังที่มีความเชื่องช้า ไม่ได้จบเร็วแบบที่คิดไว้ รัสเซียจึงมีปัญหาในการสร้างกำลังมาสู้รบได้มากพอ แต่รัสเซียก็รุกคืบได้โดยอาศัยสงครามโดรนและอาวุธหนักระยะไกล

อีกปัญหาหนึ่งที่รัสเซียเผชิญคือความไม่คงเส้นคงวาของรายงานปฏิบัติการจากแนวหน้า ผู้บัญชาการในแนวหน้ามักจะรายงานว่าพวกเขาสามารถยึดพื้นที่ได้ก่อนที่การสู้จะจบลงจริงๆ เพื่อเป็นการ "สร้างเครดิตให้ตัวเอง" จนทำให้มีการส่งทหารไปพลีชีพมากขึ้นเพื่อให้เกิดการยึดพื้นที่ได้จริง

หรือมีบางกรณีที่ไม่สามารถยึดพื้นที่ๆ พวกเขาอ้างได้ เช่น เคยมีนายทหารอาวุโสอ้างว่าสามารถยึด เมืองคูเปียนส์ ของยูเครนได้เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน แต่พอถึงเดือนธันวาคมก็ยังคงยึดไม่ได้จริง แต่นายทหารดังกล่าวก็ได้รับรางวัลจากการอ้างว่ายึดได้ไปเรียบร้อยแล้ว มีนายทหารยูเครนบอกว่าหลังจากนั้นยูเครนก็สามารถโจมตีโต้กลับยึดคูเปียนส์กลับมาได้ส่วนหนึ่ง

อัคเซนอฟ บอกว่าการอ้างแบบผิดๆ ในการรายงานสถานการณ์แนวรบเกิดขึ้นทั้งฝ่ายรัสเซียและฝ่ายยูเครน แต่ฝ่ายรัสเซียมักจะมีการรายงานความสำเร็จเกินจริงมากกว่า เรื่องนี้ยังส่งผลเสียให้เมืองที่ถูกรายงานว่าสามารถยึดได้แล้วนั้นจะได้รับกำลังเสริมน้อยกว่าทำให้เสี่ยงต่อการถูกโจมตีโต้กลับครั้งใหม่ได้ง่าย

ยังคงมองไม่เห็นทางที่จะชนะขาด

นักวิเคราะห์โดยรวมๆ แล้วมองว่าในปี 2025 รัสเซียหันไปใช้กำลังการโจมตีระยะใกล้ด้วยอาวุธหนัก หรือไม่เช่นนั้นก็อาศัยโดรนหรือระบบไร้คนขับเป็นปฏิบัติการแบบหน่วยรบขนาดเล็ก ในขณะเดียวกันยูเครนก็มีสมรรถภาพในการป้องกันลดลงเพราะขาดกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ผลก็คือรัสเซียรุกคืบในแนวหน้าได้บ้าง แต่อัคเซนอฟก็บอกว่าตราบใดที่ไม่สามารถสร้างความคืบหน้าที่เด็ดขาดได้ พลวัติในสงครามก็จะยังคงเหมือนเดิม

อัคเซนอฟมองว่ารัสเซียคงจะไม่เปลี่ยนมาทำการรุกคืบแบบที่เด็ดขาดเพราะนั่นต้องใช้กำลังทหารจำนวนมากในการฝ่าแนวป้องกันแนวหน้าของยูเครน ซึ่งรัสเซียในตอนนี้มีกำลังไม่มากพอที่จะทำเช่นนี้ไม่ว่าจะในแนวหน้าส่วนไหนก็ตาม

สำหรับการที่ยูเครนจะสามารถต่อกรกับการโจมตีด้วยโดรนของรัสเซียได้นั้บ เดวิด คิริเชนโก ผู้ช่วยนักวิจัยจากองค์กร เฮนรี แจ็กสัน โซไซตี ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิพลเมืองและประชาธิปไตย เสนอแนะว่า ยูเครนจะต้องใช้วิธีการสอนใช้โดรนแบบเดียวกับรัสเซียที่เรียกว่า "รูบิคอนโมเดล" อีกทั้งยังต้องให้ทรัพยากรหน่วยโดรนของยูเครนมากพอในการที่พวกเขาจะไล่ล่าผู้ปฏิบัติการโดรนของรัสเซียได้

เรื่องน่ากังวลสำหรับยุโรป

ก่อนหน้านี้ รัสเซียเคยถูกโดยดูหมิ่นว่าอาศัยยุทธศาสตร์การรบแบบ "คลื่นมนุษย์" ที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการบุกยูเครน แต่การที่รัสเซียสามารถใช้กำลังโดรนสร้างความคืบหน้าได้ก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวกับสถานการณ์ รวมถึงรู้จักทดลองพลิกแพลงในสนามรบอย่างไม่หยุดยั้ง

คิริเชนโก กล่าวว่า ความสามารถในการพลิกแพลงของรัสเซียนั้น ควรจะเป็นสัญญาณเตือนครั้งใหญ่สำหรับเหล่าผู้นำยุโรป เพราะแม้แต่เหตุการณ์ที่โดรนจำนวนเล็กน้อยที่ต้องสงสัยว่ามาจากรัสเซียก็สร้างความระส่ำระส่ายให้กับยุโรปได้แล้ว และถ้าหากสงครามยูเครนยังคงยืดเยื้อต่อไป สมรรถภาพของโดรนรัสเซียก็อาจจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ


เรียบเรียงจาก
How Did Russia’s War Effort Change in 2025?, The Moscow Times, 30-12-2025
Russia has learned from Ukraine and is now winning the drone war, Atlantic Council, 04-12-2025
Russian Army Makes Biggest Territorial Gains in 2025 Since First Year of Full-Scale Invasion, The Moscow Times, 02-01-2026
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง