Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

จำได้ว่าตอนเพื่อไทยจะตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว มีนักวิชาการออกมาอธิบายว่าไม่ใช่การตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว แต่เป็นการตั้งรัฐบาลผสมของฝ่ายที่รวมเสียงข้างมากในสภาได้สำเร็จ เหมือนประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ ที่มีรัฐบาลผสม และการ “ตระบัดสัตย์” ก็เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองที่ใช้โจมตีอีกฝ่ายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม นักวิชาการที่คิดเช่นนั้น ก็เสนอด้วยว่าหลังจากตั้งรัฐบาลเสร็จแล้ว ควรเร่งกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และคืนความความยุติธรรมแก่คนเสื้อแดง รวมทั้งคนที่โดนคดี 112

เอาล่ะเราไม่จะกลับไปเถียงเรื่องข้ามขั้ว-ไม่ข้ามขั้ว, ตระบัดสัตย์หรือไม่ตระบัดสัตย์ แต่การตั้งคำถามต่อ “หลักการ” ที่พรรคเพื่อไทยเคยยืนยันไว้ตอนหาเสียงในเรื่องที่สำคัญต่อการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องถาม ต่อให้เราจะเข้าใจ “ข้อจำกัด” ของรัฐบาลภายใต้อำนาจที่แตะต้องไม่ได้ว่าการแก้ปัญหาการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม

หลักการที่พรรคเพื่อไทยเคยยืนยันช่วงหาเสียง เห็นได้จากคำให้สัมภาษณ์ของแพทองธาร ชินวัตร ที่ว่า “แน่นอนเราไม่ยกเลิกมาตรา 112 แต่เราต้องมาคุยกันในสภา เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และหากเพื่อไทยเป็นรัฐบาล เราจะขอความเมตตาต่อศาล ว่ามีน้องๆ และผู้เห็นต่างทางการเมืองหลายคนที่ติดอยู่ในนั้น ขอให้มีการปล่อยตัว และต้องมีการแก้ไขระเบียบ ต้องกำหนดว่าใครเป็นคนฟ้อง อัตราโทษ เราไม่สนับสนุนเอามาใช้เป็นเกมส์การเมือง เราต้องมีกฎหมายคุ้มครองประมุขรัฐ แต่ไม่เอามาใช้เป็นเกมส์การเมือง ต้องฟังเสียงประชาชน”โดยมีเศรษฐา ทวีสินร่วมสนทนาอยู่ด้วยตามภาพข้างล่าง

 

โฆษณา - Advertising

ที่มา https://www.thaipost.net/hi-light/374517/?fbclid=IwY2xjawJJ87tleHRuA2FlbQIxMAABHdEjVF1g2Z9jD4ElgIUBjRiRY1cClNmoK4EVUmeRC0JulU5EZifCedL7Pw_aem_EFuISmXOcEYCLHzebEd8BA

การใช้มาตรา 112 กดปราบคนคิดต่าง เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล คสช. และต่อเนื่องมาในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชาที่สืบทอดอำนาจผ่านกลไกรัฐธรรมนูญ 2560 เราหวังว่าหลังเลือกตั้งปี 2566 เมื่อมีรัฐบาลจาก “พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย” ก็จะเกิดการนิรโทษกรรมประชาชนที่รวมคดี 112 ตามมา เมื่อพรรคฝ่ายประชาธิปไตยตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ เพื่อไทยไปจับมือกับฝ่ายเคยทำรัฐประหารตั้งรัฐบาล แต่ถึงอย่างไรเพื่อไทยก็ยังเป็นพรรคแกนนำ เราก็ยังมีความหวังว่าการนิรโทษกรรมประชาชนที่รวม 112 จะเป็นไปได้ ทว่าในที่สุดเพื่อไทยก็ปฏิเสธการนิรโทษกรรมที่รวมคดี 112 ไปแล้ว

วันนี้เรายังจะมีความหวังกับรัฐบาลเพื่อไทยได้สักเรื่องหรือไม่?

ผมคิดว่าปัญหาที่สำคัญเร่งด่วนเฉพาะหน้ามากที่สุดขณะนี้คือ นักโทษการเมืองควรได้สิทธิประกันตัวทุกคน ทว่ารัฐบาลเพื่อไทยสมัยเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรี กลับปล่อยให้นักโทษการเมืองอย่าง “บุ้ง-เนติพร” อดอาหารประท้วงจนเสียชีวิตในคุก ปัจจุบันมีการย้ายนักโทษการเมืองไปคุกบางขวาง ทั้งๆ ที่รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเคยไปเยี่ยมนักโทษเหล่านั้นในคุก และรับปากว่าจะไม่ย้ายแล้ว มีนักโทษการเมืองที่อดอาหารทวงสิทธิประกันตัวมาแล้วเกือบ 1 เดือน คือ “ขนุน-สิรภพ” และเริ่มอดอาหารประท้วงอีก 1 คน คือ “อาย กันต์ฤทัย” ขณะที่อานนท์ นำภา และอีกหลายคนยื่นขอประกันตัวหลายครั้ง แต่ไม่ได้สิทธิประกัน

คำถามคือ ทำไมนายกฯ แพทองธาร หรือรัฐบาลเพื่อไทยไม่พูดถึงปัญหาสิทธิประกันตัวของนักโทษการเมืองเลย ทั้งๆ ที่เคยพูดไว้ตอนหาเสียงว่า “ถ้าเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจะขอให้ศาลปล่อยตัว” ซึ่งหมายถึง ให้ปล่อยตามสิทธิประกันตัว หรือปล่อยแบบมีเงื่อนไขก็ได้

แต่สิ่งที่รัฐบาลนี้ทำ คือการพาสื่อไปดูชาวอุยกูร์ที่รัฐบาลส่งให้จีน เพื่อยืนยันว่าชาวอุยกูร์เหล่านั้นได้รับการดูแลจากรัฐบาลจีนเป็นอย่างดี ทั้งๆ ที่ใครๆ ก็น่าจะรู้ว่าที่จีนให้ดูนั้นเป็นเพียงการ “จัดฉาก” และเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลไทยจะไม่รู้ว่าเขาจัดฉาก ทว่ากลับไปประชาสัมพันธ์ให้จีนเฉยเลยว่าไม่ได้จัดฉาก หรือพยายามแสดงออกราวกับว่ารัฐบาลเพื่อไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับการปกป้องสิทธิมนุษยชน ทว่าปัญหาสิทธิมนุษยชนในบ้านตัวเองกลับไม่พูดถึงเลย

เป็นไปได้อย่างไรที่รัฐบาลเพื่อไทยและกลุ่มชนชั้นนำจะไม่ตระหนักเลยว่าการไม่ให้สิทธิประกันตัวนักโทษการเมือง และการไม่นิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 จะส่งผลเสียต่อรัฐบาลเพื่อไทยและสถาบันกษัตริย์ในสายตาประชาชน และกลุ่มประเทศเสรีอย่างรัฐสภายุโรปและสหรัฐอเมริกา

หรือในทางกลับกัน การให้สิทธิประกันตัวนักโษการเมืองและการนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 ย่อมจะเกิดผลดีต่อรัฐบาลเพื่อไทยและสถาบันกษัตริย์มากกว่าหรือไม่ กล่าวคือ

1. เพื่อไทยมี “ภาพจำเก่า” คือภาพความเป็นพรรคการเมืองที่เก่งนโยบายแก้ปัญหาปากท้อง แต่ถูกทำรัฐประหาร ทำให้ประชาชนจำนวนมากที่ชอบนโยบายของเพื่อไทยออกมาสู้ต่อต้านรัฐประหาร ปกป้อง “สิทธิเลือกตั้ง” ของตนเอง และปกป้องผู้นำและพรรคการเมืองที่พวกตนสนับสนุน ทั้งยังมีนักวิชาการ สื่อ และประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยที่อาจไม่ได้รักทักษิณ ชินวัตร หรือชอบพรรคเพื่อไทยเป็นพิเศษ แต่เห็นว่ารัฐประหารไม่ถูกต้อง จึงสนับสนุนทักษิณและเพื่อไทยในการอ้างหลักการประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชนต่อสู้กับ “ระบบอำนาจของฝ่ายทำรัฐประหาร” ที่ทักษิณและเพื่อไทยเรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” บ้าง “ระบบอำมาตย์” บ้าง “อำนาจนอกระบบเลือกตั้ง” บ้าง

แต่เมื่อเพื่อไทยร่วมตั้งรัฐบาลกับฝ่ายทำรัฐประหาร แล้วประกาศว่าไม่แก้ 112 ไม่นิรโทษกรรม 112 และยังไม่ช่วยให้นักโทษ 112 ได้สิทธิประกันตัว เท่ากับว่าทักษิณและเพื่อไทยได้สร้าง “ภาพจำใหม่” คือภาพของทักษิณและเพื่อไทยที่ทำตรงกันข้ามกับหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะ “สิทธิประกันตัวนักโทษการเมือง” ที่เคยยืนยันในช่วงเวลาที่ต่อสู้กับฝ่ายทำรัฐประหารยาวนานเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา

ภาพจำใหม่นี้เสมือนว่าเพื่อไทยในปัจจุบันกำลังสร้าง “โลกคู่ขนาน” กับเพื่อไทยในอดีต นั่นคือ เพื่อไทยในอดีตที่ถูกทำรัฐประหาร และต่อสู้กับฝ่ายทำรัฐประหาร คือเพื่อไทยที่ยืนยันที่จะอยู่ใน “โลกของ 2+2=4” แต่เพื่อไทยปัจจุบันคือเพื่อไทยที่พยายามยืนยันที่จะอยู่ใน “โลกของ 2+2=5” ภาพจำเช่นนี้ คือภาพจำที่เพื่อไทยสร้างขึ้นให้คนรุ่นใหม่รับรู้ จดจำ ตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์

การปล่อยให้นักโทษการเมืองอดอาหารประท้วงจนเสียชีวิตในคุก และการเพิกเฉยไม่รับรู้ความทุกข์ของนักโทษการเมืองที่กำลังอดอาหารประท้วง และที่ถูกศาลปฏิเสธสิทธิประกันตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะกลายเป็นภาพจำใหม่ที่ส่งผลเสียต่อเพื่อไทยในระยะยาวอย่างแน่นอน

แต่ถ้าเพื่อไทยมีความกล้าหาญที่จะทำตามคำพูดตอนหาเสียง ช่วยให้ทุกคนได้สิทธิประกันตัว ภาพจำใหม่ที่ย้อนแย้งของเพื่อไทยอาจเปลี่ยนเป็นภาพที่ตรงกับจุดยืนที่เคยประกาศเป็นสัญญาประชาคมมากขึ้น และอาจได้รับการยอมรับจากคนรุ่นใหม่ หรือคนทุกรุ่นที่รักประชาธิปไตยและความยุติธรรมมากขึ้น

2. ทักษิณประกาศทางสาธารณะหลายครั้งว่าเขา “กลับมารับใช้พระเจ้าอยู่หัว” ให้ทุกฝ่ายลืมความขัดแย้งในอดีต หันมาสามัคคีกัน เพื่อสร้างศักยภาพของประเทศให้พร้อมแข่งขันกับนานาชาติได้ แต่ถ้าความยุติธรรมไม่มีสามัคคีจะเกิดได้อย่างไร

ทักษิณอาจคิดว่าตนเองได้รับความยุติธรรมแล้ว แต่นักโทษการเมืองอีกจำนวนมากที่สู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยอุมการณ์ โดยไม่มีตำแหน่งและอำนาจทางการเมืองใดๆ เลย ยังอยู่ในคุก ยังอดอาหารประท้วง ดังนั้น ถ้าเพื่อไทยช่วยให้คนเหล่านั้นได้รับความยุติธรรมแบบทักษิณด้วย ข้อกล่าวหาที่ว่าทักษิณเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา “ระบบสองมาตรฐานความยุติธรรม” ก็น่าจะเบาลง หรือเป็นผลดีต่อทักษิณและเพื่อไทยมากขึ้น

3. ถ้าคืนความยุติธรรมแก่นักโทษ 112 ด้วยการให้สิทธิประกันตัว และการนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 สถาบันกษัตริย์ยิ่งจะได้รับความเชื่อถือจากประชาชน และประเทศในโลกเสรีมากขึ้นว่าเป็นสถาบันกษัตริย์ที่มีความเป็นอารยะสามารถปรับตัวให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เมื่อทุกฝ่ายได้รับความยุติธรรม ความสามัคคีในชาติก็ย่อมเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าความยุติธรรมไม่มีสามัคคีย่อมไม่เกิด

นักการเมือง, พรรคการเมือง, สมาชิกวุฒิสภา (สว.), กลุ่มกิจกรรมทางการเมือง หรือบุคคลใดก็ตามที่ยืนยันว่ามีความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ถ้ามีความจงรักภักดีอย่างจริงใจ ก็ย่อมปรารถนาที่จะเห็นสถาบันกษัตริย์ปรับตัวสอดคล้องกับความเป็นประชาธิปไตยแบบสังคมอารยะ

ดังนั้น การปกป้องสถาบันกษัตริย์อย่างถูกต้อง จะต้องปกป้องสถาบันกษัตริย์ให้มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่อ้างสถาบันกษัตริย์เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายตน และไม่อ้างเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม หรือไม่อ้างสถาบันกษัตริย์ในวิถีทางใดๆ ที่ขัดหลักการประชาธิปไตย และหลักสิทธิมนุษยชนสากล

แต่ถ้ารัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชน ยังไม่ยอมกระทำการใดๆ แม้แต่การช่วยให้นักโทษการเมืองได้ “สิทธิประกันตัว” อันเป็นสิทธิพื้นฐานของพลเมืองที่ควรต้องได้ รัฐบาลก็ไม่สมควรได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกต่อไป

เพราะภายใต้รัฐบาลประชาธิปไตยต้องไม่มีนักโทษการเมือง สิทธิและเสรีภาพทางความคิดเห็น การพูด การแสดงออก และการวิจารณ์ตรวจสอบทุกสถาบันที่ใช้อำนาจในนามของประชาชนและใช้ภาษีของประชาชนต้องเป็นสิ่งที่ล่วงละเมิดมิได้ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวอย่างถึงที่สุด 

 

ที่มาภาพ เฟสบุ๊ค ไข่แมวชีส https://www.facebook.com/photo/?fbid=968476172100605&set=pcb.968476825433873

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising