'อันนา' นักกิจกรรมเยาวชน ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กสม. ตรวจสอบการละเมิดสิทธิ หลังพบชื่อตนเองเป็นหนึ่งในเป้าหมายการโจมตีของ IO ฝ่ายความมั่นคง และอยากถามว่าเหตุใดจึงนำเยาวชนมาอยู่ในบัญชีความมั่นคงได้
27 มี.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (27 มี.ค.) เวลา 15.30 น. ที่อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อันนา อันนานนท์ นักกิจกรรมเพื่อสิทธิเยาวชน ยื่นหนังสือร้องเรียน พร้อมแนบเอกสารหลักฐานประกอบ ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน หลังพบว่าชื่อตนเองตกเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ของฝ่ายความมั่นคง โดยมีวสันต์ ภัยหลีกลี้ สมาชิก กสม. เป็นตัวแทนรับหนังสือ และพูดคุยกับอันนา
อันนา อันนานนท์ (ซ้าย) ยื่นหนังสือถึง วสันต์ ภัยหลีกลี้ (ขวา)
ก่อนหน้านี้ เมื่อ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ชยพล สท้อนดี สส.พรรคประชาชน อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงปฏิบัติ IO ของฝ่ายความมั่นคง หรือที่เรียกว่า ศปก.ร่วม หรือศูนย์ปฏิบัติการร่วม ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการปฏิบัติการด้านข้อมูลของทุกเหล่าทัพ รวมถึงตำรวจ โดยมีหน้าที่สำคัญในการโจมตีด้วยข้อมูล ลดความน่าเชื่อถือของเป้าหมาย และอื่นๆ
โดยในตอนหนึ่งของการอภิปราย ปรากฏภาพการจัดกลุ่มเป้าหมายที่ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องเป็น HVT หรือ High Value Targets ซึ่งหมายถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อสถาบันฯ สูง รวมทั้งหมด 48 รายชื่อ แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มรับทุนต่างชาติ, กลุ่มจุดประเด็นในสังคม, กลุ่มสร้างกระแสชี้นำแนวคิดเยาวชน, กลุ่มแพร่กระจายข้อมูลข่าวสาร และสุดท้ายกลุ่มนักวิชาการ และ NGOs โดยมีภาพของ ‘อันนา’ ปรากฏอยู่ในกลุ่มสร้างกระแสชี้นำแนวคิดเยาวชน
ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก Anna Annanon เมื่อ 26 มี.ค. 2568
ภายหลังการยื่นหนังสือ อันนา เผยว่า วันนี้มายื่นหนังสือจากประเด็นที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ที่มีการกล่าวถึงการจัดทำบัญชีบุคคลเฝ้าระวัง ทำชุดข้อมูลโจมตีนักกิจกรรม ซึ่งคนที่ถูกโจมตีก็มีหลายคน ทั้งนักการเมือง นักกิจกรรมเยาวชน นักกิจกรรม เลยเป็นเหตุให้วันนี้มายื่นหนังสือที่ กสม.
เบื้องต้น เธอคาดหวังให้ กสม. ตรวจสอบการละเมิดสิทธิ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้หยุดการละเมิดสิทธิดังกล่าว โดยเธอจะติดตามผลจากหน่วยงานที่ได้รับข้อเสนอแนะจาก กสม. ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรหรือไม่
อันนา ระบุต่อว่า ก่อนหน้านี้กรณีที่คล้ายคลึงกันเรื่องบัญชีบุคคลเฝ้าระวัง ซึ่ง กสม.ได้ออกข้อเสนอแนะมาแล้ว แต่เธอก็ยังไม่ทราบชัดเจนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการดำเนินการแล้วหรือไม่
“ในฐานะที่เป็นหนึ่งในรายชื่อ อยากจะสื่อสารไปถึงหน่วยงานความมั่นคงว่า ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงนำเยาวชนคนหนึ่งมาไว้ในบัญชีความมั่นคง ที่ระบุว่าเป็น High Value Target ซึ่งตนแค่มี 2 มือและกระดาษประมาณ 100 หน้า และก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะไปเป็น High Value ได้อย่างไรเพราะสูงไม่ถึง 160 ซม. ด้วยซ้ำ” อันนา กล่าว
นักกิจกรรมเยาวชน กล่าวว่า เพราะมีการประกาศรายชื่ออกมา เลยทำให้ทราบข้อเท็จจริง แต่ถ้าไม่มีการประกาศออกมา ก็จะไม่รู้เลยว่ามีการจัดทำลิสต์ข้อมูลและมีที่มาที่ไปอย่างไร ก่อนหน้านี้ทราบว่าถูกโจมตีมาโดยตลอด ทั้งการใช้คำพูดรุนแรงและเสียหาย โดยพบเห็นการโจมตีเป็นข้อความและรูปภาพครั้งแรกในช่วงเดือน ธ.ค. ก็แปลกใจว่าทำไมถึงพิมพ์ทั้งชื่อ นามสกุล และใช้คำคล้ายคลึงกัน ในกลุ่มคนที่คล้ายกัน แต่หลังจากมีการเปิดเผยดังกล่าวก็ทำให้เข้าใจว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้
อันนา ระบุว่า นอกจากการยื่นหนังสือในวันนี้ เบื้องต้นจะรอติดตามผลจาก กสม.ก่อน ส่วนหน่วยงานอื่นๆ อาจจะมีการยื่นในวาระถัดไป ซึ่งตนอยากถามกลับไปทางกองทัพว่าเหตุใดถึงนำรายชื่อเยาวชนมาติดอยู่รายชื่อในลักษณะนี้ได้
อันนา ระบุว่าอยากให้แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ติดตามตรวจสอบด้วยว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะทราบว่าท่านเป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาโจมตี
"ถ้าคุณถูกทำข้อมูล IO เราคือเพื่อนกัน" นักกิจกรรมเยาวชน ทิ้งท้าย
ทั้งนี้ ย้อนไปในวันที่ 25 มี.ค. 2568 วันเดียวกับที่ชยพล อภิปรายไม่ไว้วางใจ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้มีนโยบายอย่างนี้ และจะขอน้อมรับไปตรวจสอบข้อเท็จจริง และแก้ไข
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดหนังสือของอันนา ที่ยื่นต่อ กสม.
เรียน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
เรื่อง การจัดทำบัญชีที่จัดทำคล้ายคลึงกับบัญชีบุคคลเฝ้าระวังและการจัดทำข้อมูลที่โจมตีนักกิจกรรมอย่างเป็นระบบ
ข้าพเจ้าได้ทราบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี โดยการอภิปรายของ สส. ชยพล สท้อนดี ภายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และการเผยแพร่ไฟล์ข้อมูลผ่านเพจเฟซบุ๊ค ชยพล สท้อนดี - Chayaphon Satondee ว่ามีการจัดทำบัญชีกลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อสถานการณ์สูง (High Value Targets) และมีการจัดทำชุดข้อมูลเพื่อใช้โจมตีบุคคลที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าวอย่างเป็นระบบ
โดยจากการอภิปรายและการเปิดเผยเอกสารในภายหลัง ได้มีการอ้างถึงหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานได้แก่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.), ศูนย์ปฏิบัติการร่วมของทหารและตำรวจ (ศปก.ร่วมฯ), คณะทำงานความมั่นคงพิเศษ ทบ.
ในระหว่างการอภิปรายและการเผยแพร่สารในภายหลัง ได้มีการระบุถึง การจัดทำบัญชีกลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อสถานการณ์สูงนั้น หรือ High Value Target โดยมีการนำทั้งนักกิจกรรมเยาวชน นักกิจกรรมทางการเมือง นักวิชาการ นักการเมือง และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร อีกทั้งจากการอภิปรายของ สส. ชยพล สท้อนดี ภายในที่ที่ประชุมสภา ประกอบกับการเผยแพร่ไฟล์ข้อมูล มีการอ้างถึงการจัดทำข้อมูลโจมตีนักกิจกรรมอย่างเป็นระบบโดยระบุว่า ได้มีการปฏิบัติการ Direct Counter Measure (DCM) คือการพุ่งเป้าหมายไปยังกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งมี High Value Target (HVT) หรือกลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญและมีผลกระทบกับสถาบันสูง
โดยข้าพเจ้า (อันนา อันนานนท์) ซึ่งเป็นนักกิจกรรมเยาวชนซึ่งขับเคลื่อนประเด็นสิทธิทางการเมืองและสิทธิเด็ก ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในกรณีที่ข้าพเจ้ามีรายชื่ออยู่ในบัญชีบุคคลเฝ้าระวังในขณะที่ข้าพเจ้าอายุ 16 ปี และในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ซึ่งมีรายละเอียดยืนยันข้อเท็จจริงว่ามีการจัดทำบัญชีรายชื่อดังกล่าวขึ้นโดยหน่วยงานกองกำกับการสืบสวน 4 กองกำกับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล และการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ในระยะเวลาต่อมาข้าพเจ้าได้ทราบจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยการอภิปรายของ สส. ชยพล สท้อนดี ภายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และการเผยแพร่ไฟล์ข้อมูลผ่านเพจเฟซบุ๊ค สส. ชยพล สท้อนดี ว่ามีการจัดทำบัญชีรายชื่อคล้ายคลึงกับบัญชีรายชื่อบุคคลเฝ้าระวัง โดยในบัญชีรายชื่อดังกล่าวได้ปรากฏภาพของข้าพเจ้าร่วมด้วย และการจัดทำ High Value Target นั้นมีความคล้ายครึ่งกับการจัดทำบัญชีบุคคลเฝ้าระวังด้วยเหตุการณ์แสดงออกทางการเมือง โดยจากการอภิปรายนั้นปรากฏว่ามีการติดตามและบันทึกข้อมูลส่วนตัวของกลุ่มบุคคล ทั้งการติดตามทางกายภาพและการติดตามผ่านทางพื้นที่ออนไลน์
อีกทั้งการอภิปรายและการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวได้มีการเปิดเผยว่า ได้มีการจัดทำชุดข้อมูลเพื่อโจมตีข้าพเจ้าระหว่างวันที่ 17-23 สิงหาคม พ.ศ. 2567 และ 19-25 ตุลาคม พ.ศ. 2567 โดยข้าพเจ้าได้พบเห็นโพสต์ที่มีเนื้อหาโจมตีข้าพเจ้าผ่านทางสื่อออนไลน์ระหว่างเดือนธันวาคม แต่ได้ทราบว่าการโจมตีดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจและการเผยแพร่ข้อมูล
โดยในเนื้อหาที่ถูกหยิบยกมาโจมตีข้าพเจ้ารวมถึงกรณีที่ข้าพเจ้าเรียกร้องความเป็นธรรมในกรณีการละเมิดสิทมนุษยชนที่ข้าพเจ้าพบเจอระหว่างเป็นเด็ก (กรณีรายงานผลการตรวจสอบที่ 27 / 2566)
การกระทำดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติตาม 1.ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 2 ระบุว่า ทุกคนย่อมมีสิทธิและอิสรภาพบรรดาที่กำหนดไว้ในปฏิญญานี้ โดยปราศจากความแตกต่างไม่ว่าชนิดใดๆ ดังเช่น เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่น เผ่าพันธุ์แห่งชาติ หรือสังคม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่นๆ
อนึ่ง จะไม่มีความแตกต่างใดๆ ตามมูลฐานแห่งสถานะทางการเมือง ทางการศาล หรือทางการระหว่างประเทศของประเทศหรือดินแดนที่บุคคลสังกัด ไม่ว่าดินแดนนี้จะเป็นเอกราช อยู่ในความพิทักษ์มิได้ปกครองตนเอง หรืออยู่ภายใต้การจำกัดอธิปไตยใดๆ ทั้งสิ้น
2.กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 2 ระบุว่า รัฐภาคีแต่ละรัฐแห่งกติกานี้รับที่จะเคารพและประกันแก่ปัจเจกบุคคลทั้งปวงภายในดินแดนของตน และภายใต้เขตอานาจของตนในสิทธิทั้งหลายที่รับรองไว้ในกติกานี้ โดยปราศจากการแบ่งแยกใดๆ อาทิ เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือความคิดเห็นอื่นใด เผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่นๆ
การจัดทำบัญชีรายชื่อดังกล่าวมีมูลเหตุมาจากความคิดทางการเมือง โดยกลุ่มบุคคลที่มีความคิดเห็นสนับสนุนสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง กลุ่มบุคคลที่สนับสนุนแนวคิดการปฏิรูปกองทัพ มักจะจะตกเป็นกลุ่มที่ถูกจัดทำบัญชีรายชื่อ และเป็นกลุ่มที่ถูกโจมตีอย่างเป็นระบบ
อีกทั้งการกระทำดังกล่าวยังเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวตาม 1. ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 12 ระบุว่า บุคคลใดๆ จะถูกแทรกสอดโดยพลการ ในความเป็นอยู่ส่วนตัวในครอบครัวในเคหสถานหรือในการสื่อสาร หรือจะถูกลบหลู่ในเกียรติยศ และชื่อเสียงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองของกฎหมายต่อการแทรกสอด หรือการลบหลู่ดังกล่าวนั้น
การจัดทำบัญชีรายชื่อดังกล่าวมีการติดตามและบันทึกทั้งการเคลื่อนไหวทางกายภาพและการเคลื่อนไหวทางพื้นที่ออนไลน์อย่างเป็นระบบ การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวและเป็นการเลือกปฏิบัติต่อข้าพเจ้า จึงทำให้ข้าพเจ้ายื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเพื่อขอตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และจัดทำข้อเสนอแนะต่อหน่วยงาน
