ปัญหาที่ข้าราชการไทยไม่น้อยต้องเจอคือการแก้ไขบันทึกข้อความ เอกสารถูกเรียกกลับหรือตีกลับ ล่าสุดในสหรัฐอเมริกาก็กำลังเผชิญปัญหานี้เช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่ทีมงานของมหาเศรษฐีอย่าง 'อีลอน มักส์'
ผู้ได้รับผลกระทบหลายคนเปิดเผยในรายงานพิเศษของรอยเตอร์ว่า ทีมงานของมักส์เขียนประกาศปลดพนักงานของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID ผิดพลาดบ่อยครั้ง บางคนได้รับเอกสารฉบับแก้ไขมา 3 ครั้งแล้วก็ยังผิดพลาดอยู่
ความผิดพลาดทางเอกสารเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดเกี่ยวกับการสะกดคำหรือการจัดหน้า แต่เป็นความผิดพลาดในรายละเอียดที่สำคัญ เช่น วันเริ่มงาน ระยะเวลาการทำงาน และเงินเดือนคลาดเคลื่อน ซึ่งกระทบต่อสิทธิประโยชน์และบำนาญ ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานการจัดการบุคลากรสหรัฐฯ
ทบวงประสิทธิภาพรัฐบาล หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ DOGE "ทำเรื่องนี้ลวกมาก จนหลายอย่างเละเทะ" เจ้าหน้าที่รายหนึ่งซึ่งขอสงวนนามระบุ
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และผู้สันทัดกรณีเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ USAID ซึ่งส่วนใหญ่ถูกให้ออกจากงานไว้ก่อนและอยู่ในระหว่างถูกเลิกจ้าง ต้องถูกเรียกตัวกลับมาทำงานต่อ โดยได้รับมอบหมายให้จัดทำหนังสือเลิกจ้างให้ถูกต้อง
“จดหมายของฉันมั่วหมดทุกอย่างเลย ที่ถูกมีอย่างเดียวคือชื่อของฉัน” เจ้าหน้าที่ USAID รายหนึ่งซึ่งขอสงวนนามเช่นกันบอกกับรอยเตอร์
ตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ และอีลอน มัสก์ เริ่มดำเนินการรื้อหน่วยงานด้านการสนับสนุนงบประมาณแก่ต่างประเทศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เคยมีประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขรายละเอียดการเลิกจ้างพนักงานมาครั้งหนึ่งแล้ว ก่อนที่จะมีรายงานข่าวเรื่องนี้
แหล่งข่าว 2 รายและเจ้าหน้าที่บางคนให้ข้อมูลอ้างอิงจากหนังสือถึงเจ้าหน้าที่ USAID ราว 3,500 คนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (4 มี.ค. 68) ว่า จากเดิมที่กำหนดให้วันที่ 21 เม.ย. เป็นวันสุดท้ายของการทำงานสำหรับเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ และวันที่ 30 พ.ค. เป็นวันสุดท้ายของการทำงานสำหรับเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายให้ปิดหน่วยงาน ปรากฎว่าวันสุดท้ายของการทำงานถูกแก้ใหม่เป็นวันที่ 1 ก.ค. และ 2 ก.ย. ตามลำดับ
ประกาศเลิกจ้างบางฉบับพบว่ายิ่งแก้แล้วยิ่งผิด หลายคนได้รับจดหมายแจ้งปลดพนักงานฉบับที่ 3 เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (31 มี.ค. 68) ก็พบว่ายังมีข้อผิดพลาดอยู่ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าวว่าในหนังสือที่ได้รับเมื่อวันศุกร์ ระยะเวลาทำงานที่ระบุในเอกสารน้อยกว่าระยะเวลาทำงานจริงๆ ถึง 3 ปี พอแก้ส่งมาอีกครั้งเมื่อวันจันทร์กลับกลายเป็นเวลาการทำงานหายไปถึง 6 ปี
“ที่จริงแล้ว ฉันรับราชการในรัฐบาลกลางมาตั้งแต่ มิ.ย. 2551” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าว "ในกระบวนการปรับลดพนักงานดูเหมือนว่าจะไม่มีตรรกะใดๆ รองรับเลย"
หลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์มอบหมายให้ อีลอน มักส์ มหาเศรษฐีผู้บริจาครายใหญ่ของทรัมป์ ซึ่งมีธุรกิจเป็นคู่สัญญากับรัฐบาลกลางมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ เข้ามาทำงานระดับสูงในรัฐบาลโดยไม่ผ่านการเห็นชอบจากสภา
มัสก์และ DOGE มีหน้าที่ตรวจสอบการฉ้อโกงและการใช้งบประมาณสิ้นเปลือง ตามเว็บไซต์ของ DOGE ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลทางการเพียงแห่งเดียวของหน่วยงาน ประเมินว่าการหั่นงบประมาณครั้งใหญ่ช่วยประหยัดเงินให้กับผู้เสียภาษีสหรัฐฯ ไปแล้ว 140 พันล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลเมื่อ 2 เม.ย.
ตัวเลข 140 ล้านดอลล่าร์นี้ไม่สามารถพิสูจน์ความถูกต้องได้ และที่ผ่านมาสื่อหลายแห่งตรวจสอบพบว่ามีการคำนวณผิดพลาดและการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเกิดขึ้นแล้วหลายจุด ในประเด็นนี้มักส์ชี้แจงว่า DOGE จะทำการแก้ไขให้ถูกต้องเมื่อตรวจพบข้อผิดพลาดต่อไป
ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ของ USAID ถูกให้ออกจากงานไว้ก่อน คู่สัญญาถูกไล่ออกหลายร้อยราย และโครงการถูกยกเลิกกว่า 5,000 โครงการ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานด้านมนุษยธรรมทั่วโลก ซึ่งครอบคลุมผู้ได้รับความช่วยเหลือกว่าหลายล้านคน
ทั้งที่มีการยื่นคำร้องขอให้ผ่อนผันการปลดพนักงานในวันที่ 1 ก.ค. ออกไปก่อนสำหรับเจ้าหน้าที่ USAID บางคนที่ต้องการเวลาเพิ่มเติมในการโยกย้ายกลับภูมิลำเนา โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ซึ่งประจำการอยู่ในต่างประเทศและยังมีบุตรศึกษาอยู่ในโรงเรียน หนังสือเลิกจ้างบางฉบับก็ยังคงส่งมาถึงเหมือนเดิมเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว โดยไม่ได้คำนึงถึงคำขอดังกล่าว ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวสามราย
"บางคนวันที่ผิด บางคนข้อมูลผิด" ผู้สันทัดกรณีท่านหนึ่งกล่าว พร้อมระบุว่าผู้ได้รับเอกสารที่ข้อมูลวันเลิกจ้างผิดจะ "ไม่สามารถกลับบ้านได้" หากยังไม่ได้รับจดหมายฉบับแก้ไขวันที่ให้ถูกต้อง
เอกสารที่ข้อมูลผิดพลาดบ่อยครั้งเหล่านี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ เจเรมี ลูวิน ผู้บริหารชั่วคราวของ USAID ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ DOGE และเคนเนธ แจ็คสัน ทั้งสองคนได้รับมอบหมายดูแลการรื้อถอนหน่วยงานนี้ โดยรายงานตรงต่อมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งทรัมป์แต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารชั่วคราวของ USAID ขณะนี้กระทรวงต่างประเทศยังไม่ได้ตอบกลับหลังจากถูกสอบถามความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้
“อยากให้อยู่นานที่สุด"
ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายแห่งขณะอยู่บนเครื่องบินประจำตำแหน่งว่าอีลอน มักส์อาจจะต้องออกจากการปฏิบัติหน้าที่ในรัฐบาล "ภายในอีกสองสามเดือน" แม้ว่าทรัมป์ "อยากให้มักส์อยู่ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้" และบอกว่ามัสก์เป็น "ผู้รักชาติ" และเป็นคนที่ "มีพรสวรรค์" แต่ "ถึงจุดหนึ่งเขาจะต้องออก" เนื่องจากมี "บริษัทหลายแห่งต้องดูแล"
ทรัมป์ระบุอีกว่าหลังจากมักส์ออกแล้ว รัฐมนตรีจะรับช่วงงานต่อ โดย DOGE จะยังคงมีบทบาทในรัฐบาลต่อไป ประเด็นเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของมัสก์มีจุดเริ่มต้นมาจากที่ก่อนหน้านี้ รายงานข่าวอย่างน้อยสองแห่งระบุว่าระหว่างการพูดคุยกับคนสนิท ทรัมป์บอกว่ามักส์จะออกจากรัฐบาลในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า มัสก์ระบุว่ารายงานดังกล่าวเป็น "ข่าวปลอม" ขณะที่ทำเนียบขาวออกมาแถลงว่ามัสก์จะอยู่กับรัฐบาลจนกว่าภารกิจของ DOGE จะสำเร็จลุล่วง
เมื่อปลายเดือนที่แล้ว (27 มี.ค. 68) มัสก์ให้สัมภาษณ์กับรายการข่าวของฟอกซ์ว่าภารกิจส่วนใหญ่ในการหักต้นทุนค่าใช้จ่าย 1 ล้านล้านดอลล่าร์จะสำเร็จลุล่วงในกรอบเวลาที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ มัสก์มีสถานะเป็น "เจ้าหน้าที่พิเศษของรัฐบาล" ซึ่งใน 1 ปีมีระยะเวลาการทำงานได้ไม่เกิน 130 วัน หมายความว่าวาระในตำแหน่งนี้ของเขาจะสิ้นสุดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม แต่ในสัมภาษณ์เมื่อ10 มี.ค. เมื่อถูกถามว่าจะอยู่ต่ออีก 1 ปีหรือไม่ เขากลับระบุว่า "ใช่ คิดว่าอย่างนั้น"
บทบาททางการเมืองของมักส์ได้กระแสตอบรับไม่ดีนัก เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ประชาชนในรัฐวิสคอนซินเลือกตั้งผู้พิพากษาศาลสูงสุดของรัฐ ผลออกมาว่าผู้สมัครฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มัสก์สนับสนุนพ่ายแพ้ไม่เป็นท่า ทั้งที่มัสก์สนับสนุนด้วยการบริจาคเงินกว่า 20 ล้านดอลล่าร์ รวมถึงไปปรากฎตัวในการหาเสียงในช่วงสุดสัปดาห์ด้วยตัวเอง
ในด้านธุรกิจ ราคาหุ้นเทสล่ายังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนทรัมป์ประกาศขึ้นกำแพงภาษีรถยนต์ ในไตรมาสแรก ยอดขายของเทสล่าลดลงกว่า 13% ต่ำสุดในรอบ 3 ปี เนื่องจากมีคู่แข่งจากจีนและยุโรปเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังแสดงความไม่พอใจต่อบทบาททางการเมืองของมัสก์ เช่น ในฝรั่งเศสเทสล่ายอดขายลดลงกว่า 37 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว
ที่ผ่านมา พันธมิตรของทรัมป์บางคนไม่พอใจที่มัสก์เข้ามามีอิทธิพลต่อการใช้งบประมาณและการปลดพนักงานของรัฐบาลมากเกินไป เมื่อต้น มี.ค. ที่ผ่านมา มีรายงานว่าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มัสก์ได้มีปากเสียงกับมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้บริหารชั่วคราวของ USAID มัสก์กล่าวหาว่ารูบิโอไม่ปลดพนักงานในกระทรวงของตัวเอง แต่รูบิโอยืนยันว่ากระทรวงของเขามีพนักงานกว่า 1 พันออกจากงานโดยสมัครใจแลกกับการรับเงินชดเชย อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ปฏิเสธว่าทั้งสองคนเข้ากันได้ดี ไม่ได้มีการทะเลาะเบาะแว้งแต่อย่างใด
ในตอนแรก DOGE ถูกออกแบบให้มีสถานะเป็นคณะกรรมการปรึกษาอิสระ โดยมัสก์เป็นผู้นำร่วมกับวิเวก รามาสวามี ผู้ก่อตั้งบริษัทยาและอดีตผู้ลงสมัครเลือกตั้งตัวแทนพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารในวันที่ 20 ม.ค. กำหนดให้ DOGE เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล พร้อมกับมีรายงานว่าวิเวกประกาศลาออกจากการเป็นผู้นำร่วมของ DOGE ในวันเดียวกัน ปัจจุบันวิเวกกำลังลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐโอไฮโอ
ทำเนียบขาวยังไม่ได้เปิดเผยกรอบเวลาในการยุติการดำเนินงานของ DOGE อย่างไรก็ตาม DOGE ไม่ได้ตั้งใจออกแบบมาให้เป็นหน่วยงานถาวรในรัฐบาลของสหรัฐฯ เดิมที DOGE มีกำหนดสิ้นสุดการดำเนินงานในวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ของ DOGE หลายคนถูกย้ายไปตามหน่วยงานรัฐบาลกลางต่างๆ ซึ่งจะเป็นผู้รับหน้าที่หลักในการลดค่าใช้จ่ายแทน หลังจากนี้คาดว่าจะมีการปลดพนักงานภาครัฐอีกเป็นวงกกว้าง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายบางส่วนที่มักส์และทรัมป์วางไว้
