Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

แม้ว่าจะมีกระแสเรียกร้องและการผลักดันจากหลายฝ่ายโดยเฉพาะพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ต้องการให้เปลี่ยนแปลงระบบการคัดเลือกทหารจากการบังคับเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 เป็นระบบสมัครใจเข้ารับราชการมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันปีพ.ศ. 2568 แล้วกองทัพไทยก็ยังคงมีความจำเป็นในการเกณฑ์ทหารเข้าประจำการเป็นจำนวนมาก

ในปีนี้กองทัพบกซึ่งเป็นหน่วยหลักที่ทำหน้าที่ในการเกณฑ์ทหารกองประจำการ เปิดดำเนินการคัดเลือกทหารระหว่างวันที่ 1-12 เมษายน กำหนดให้ชายไทยที่เกิดในปี พ.ศ. 2547 คือที่มีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์และที่เกิดระหว่างปี 2539-2546 ที่ยังไม่เคยผ่านการเกณฑ์ทหารหรือเรียนสำเร็จวิชาการทหาร (รด.) ต้องเข้ารับการตรวจคัดเลือก

กองทัพมีความต้องการทหารกองประจำการในปีนี้ทั้งสิ้น 84,201 คน โดยกองทัพบกมีความต้องการใช้พลทหารมากที่สุดคือ 64,128 คน รองลงมาคือกองทัพเรือ 12, 124 คน ตามด้วยกองทัพอากาศ 6,374 คน สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 803 คน และน้อยที่สุดคือ กองบัญชาการกองทัพไทย 772 คน

จำนวนความต้องการทหารกองประจำการหรือพลทหารในแต่ละปีนั้นไม่เท่ากันถ้าพิจารณาตัวเลขความต้องการ 5 ปีย้อนหลังจะพบว่ามีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยกล่าวคือ ในปี 2563 ต้องการ 92,587 คน แต่จำนวนความต้องการเพิ่มขึ้นเป็น 100,778 คนในปี 2564 ลดลงมาเป็น 81,974 คนในปี 2565 เพิ่มขึ้นเป็น 93,273 คนในปี 2566 และกลับลดลงเหลือ 84,291 คนในปีที่แล้ว

ไม่มีใครบอกได้อย่างชัดเจนเลยว่าความต้องการเช่นว่านั้นคิดคำนวนจากหลักการใดหรือมีฐานคิดจำนวนพลทหารที่ต้องการใช้แต่ละปีเป็นอย่างไร แต่ละปีหน่วยทหารจะเสนอจำนวนที่ต้องการไปยังกรมกำลังพลทหารบก แต่ถ้าถามหน่วยต่างๆว่าทำไมต้องการจำนวนเท่านั้น ผู้บังคับหน่วยแต่ละหน่วยก็จะตอบไม่ได้เช่นกันว่าทำไมต้องการเท่านั้นในแต่ละปี เพราะเป็นอัตราที่เคยจัดกันมาตามหลักนิยมและการจัดอัตรากำลังที่มีมาแต่เดิม  แต่เป็นที่แน่ชัดว่าการจัดอัตรากำลังพลเข้าประจำการนั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์กับภัยคุกคามด้านความมั่นคงอย่างมีนัยสำคัญเลย

เหตุผลที่พออธิบายได้มีเพียงว่า ในแต่ละปีจะมีการปลดประจำการไม่เท่ากัน เพราะจะมีผู้ที่ประสงค์จะเป็นพลทหารต่อจึงแสดงความจำนงค์ในการเลื่อนการปลดประจำการออกไป แต่ตัวเลขก็ดูจะไม่ค่อยมีความสัมพันธ์ที่ได้สัดส่วนกันเท่าใดนัก เพราะผู้ขอเลื่อนปลดประจำการมีเพียงน้อยนิดเมื่อเปรียบเทียบกับความต้องการ เช่นในปี 2563 มีพลทหารขอเลื่อนการปลดประจำการ 7,025 คน ในปีถัดมาคือ 2564 กองทัพมีความต้องการใช้พลทหารมากถึงกว่า 100,000 คน และในปีเดียวกันนั้นมีผู้ขอเลื่อนปลดประจำการเพียง 4,918 คน และหลังจากนั้นจำนวนผู้ขอเลื่อนการปลดประจำการไม่ค่อยสม่ำเสมอนักคือลดลง เป็น 3,359 คนในปี 2565  แต่เพิ่มเป็น 4,982 คนในปี 2566 และลดลงเหลือ 4,100 คนในปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม กองทัพไทยได้แสดงเจตนามาหลายปีแล้วว่า ต้องการยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหารอยู่เหมือนกัน แต่ติดขัดตรงที่ว่าจำนวนผู้ที่สมัครเข้าเป็นทหารกองประจำการหรือพลทหารในสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับความต้องการทั้งหมดในแต่ละปี 

ในปี 2563 มีผู้สมัครเข้าเป็นพลทหารในวันตรวจคัดเลือก 41,406 คน หรือคิดเป็น 44.7 % ของจำนวนที่ต้องการ ในปี 2564 มีผู้สมัครเข้าเป็นทหารในวันตรวจคัดเลือก 29,997 คน หรือ 29.7 % ของจำนวนที่ต้องการกว่าแสนคน ในปี 2565 มีผู้สมัครใจเข้ารับราชการทหารกองประจำการในวันตรวจคัดเลือก 28,572 คนหรือ 34.8 % ของจำนวนที่ต้องการในปีนั้น ส่วนปี 2566 มีผู้สมัคร 25,461 คนหรือคิดเป็น 27.2 % และในปีที่แล้วมีผู้สมัครหน้างาน 24,025 คนคิดเป็น 28.2 % ของจำนวนที่ต้องการทั้งหมด

ที่น่าสนใจกองทัพเปิดโครงการพลทหารออนไลน์คือเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปจนถึง 29 ปีบริบูรณ์ที่มีคุณสมบัติพร้อมสำหรับการเป็นทหารสมัครเข้าเป็นทหารกองประจำการได้ก่อนถึงเวลาตรวจคัดเลือก โดยให้สิทธิพิเศษคือ ลดเวลาประจำการให้น้อยกว่า 2 ปี สามารถเลือกหน่วยที่สังกัดได้ และให้แต้มต่อในการสมัครสอบบรรจุเข้ารับราชการทหาร 5-8 % สำหรับเหล่าทัพต่างๆคือ บก เรือ อากาศ และกองบัญชาการกองทัพไทย และมากถึง 10 % สำหรับผู้ที่ต้องการสอบเข้ารับราชการในสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม 

มีสถิติที่น่าใจสำหรับโครงการพลทหารออนไลน์คือ มีผู้สมัครเข้าโครงการนี้เพียง 3,220 คนในปีแรกที่รับคือ 2564 และเพิ่มอีกเท่าตัวคือ 6,652 คนในปี 2565 เพิ่มเป็น 10,156 คนในปี 2566 และเป็น 14,135 คนในปีที่แล้วและในปี 2568 นี้มีผู้สมัครเมื่อสิ้นสุดการรับสมัครออนไลน์ในเดือนมกราคมที่ผ่านมาทั้งสิ้น 15,248 คนหรือประมาณ 18 % ของจำนวนที่ต้องการทั้งหมดในปีนี้ 84,201 คน


 

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ถ้านำสถิติของพลทหารที่เลื่อนการปลดประจำการรวมกับผู้ที่สมัครใจเข้าเป็นทหารกองประจำการแล้วอาจจะทำให้มีความหวังมากขึ้นว่ากองทัพไทยอาจจะสามารถยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหารได้ในเร็ววันนี้ (ถ้าต้องการที่จะทำอย่างนั้นจริงๆ) ในปี 2563 มีผู้สมัครใจเป็นพลทหารรวมกับผู้เลื่อนปลดประจำการมากถึง 52.3 % ของจำนวนที่ต้องการทั้งหมด สถิตินี้ลดลงเหลือ 37.8 % ในปี 2564 เพิ่มเป็น 47 %ในปี 2565 ลดลงเป็น 43.5 % ในปี 2566 และเพิ่มเป็น 50 % ในปีที่แล้ว แต่ถ้าดูค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังจะอยู่ที่ 46.12 % นั่นหมายความว่าเอาเข้าจริงแล้วกองทัพไทยต้องบังคับเกณฑ์คนเพื่อรับราชการเป็นทหารกองประจำการมากกว่าครึ่งของจำนวนที่ต้องการเพียงเล็กน้อย

ทางเลือกที่เป็นไปได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายยกเลิกการเกณฑ์ทหารทั้งหมดและรับสมัครผู้ที่สมัครใจเป็นทหารอาชีพมีดังต่อไปนี้

ประการแรก พิจารณาปรับลดหรือยกอัตรากำลังของพลทหารในส่วนที่ไม่ใช่หน่วยรบ เช่น สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมและกองบัญชาการกองทัพไทย สำหรับบางหน่วยหรือสถานที่ตั้งของหน่วยที่ต้องการการรักษาความปลอดภัยทั่วไป ให้พิจารณาจ้างพลเรือนหรือบริษัทรักษาความปลอดภัยของเอกชนแทน

ประการที่สอง พิจารณาบรรจุพลทหารเข้าประจำการเฉพาะหน่วยรบหลักเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันกำลังพลที่เป็นหน่วยรบหลักของกองทัพไทยอยู่ที่ 60 % ของทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นหน่วยช่วยรบ ส่งกำลังบำรุงและงานธุรการอาจจะพิจารณาบรรจุข้าราชการหรือลูกจ้างพลเรือนเข้าแทนได้

ประการที่สาม พิจารณาเพิ่มแรงจูงใจให้บุคคลสมัครเข้าเป็นทหารให้มากขึ้น เนื่องจากสิทธิประโยชน์บางประการที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยังไม่จูงใจมากพอ เช่น รายได้พลทหารปัจจุบันนับรวมเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงประจำวันแล้วไม่เกิน 11,000 บาทต่อเดือน คงไม่เพียงพอสำหรับผู้ที่ต้องการจะรับราชการในตำแหน่งพลทหารในระยะยาวจนถึงอายุ 30 ปี อาจจะต้องพิจารณาการเพิ่มรายได้ที่เป็นตัวเงินให้มากกว่านี้ โดยที่จะต้องคำนึงถึงด้วยว่า ไม่มีคนที่มีความรู้ความสามารถคนใดต้องการเป็นพลทหารตลอดไปทุกคนล้วนปรารถนาจะก้าวหน้าในอาชีพการงานด้วยกันทั้งสิ้น

ประการที่สี่ พิจารณาทบทวนอย่างจริงจังเกี่ยวกับโครงสร้างการจัดอัตรากำลังพลที่มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับภัยคุกคามของประเทศ ฝ่ายยุทธการของทุกเหล่าทัพสมควรจะต้องวิเคราะห์ภัยคุกคามของประเทศให้ชัดเจนก่อนที่จะจัดสรรกำลังพลเข้าประจำการให้สอดคล้องกันทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ อย่างน้อยจะต้องตอบคำถามสังคมได้ว่ากองทัพต้องการกำลังคนเฉลี่ยปีละเกือบแสนคนไปทำหน้าที่อะไรบ้าง มีความจำเป็นแค่ไหน เพียงใด เพราะต้องไม่ลืมว่าผู้ที่เข้ารับการตรวจคัดเลือกเป็นทหารกองประจำการนั้นเป็นบุคคลที่เป็นกำลังงานสำคัญในระบบเศรษฐกิจ พวกเขาสมควรจะได้ทำงานที่สอดคล้องกับความรู้ความสามารถและความสนใจแทนที่จะเข้าประจำการในกองทัพในยามที่ไม่มีศึกสงคราม

กล่าวโดยสรุป หากกองทัพไทยสามารถวิเคราะห์ภัยคุกคามได้อย่างชัดเจนเพียงพอที่จะกำหนดยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการป้องกันประเทศได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และ มีกระบวนการในการคัดเลือกบุคคลกรเข้าประจำการในกองทัพได้อย่างสอดคล้อง อาจจะพบความจริงว่า กองทัพไทยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเกณฑ์ “ชายไทย” ไปเป็นพลทหารเลยก็เป็นได้ เพราะลำพังแค่ปรับลดกำลังที่ไม่จำเป็นออกไปและใช้เฉพาะผู้ที่สมัครใจเข้ารับราชการก็อาจจะเพียงพอแล้วก็ได้

 

โฆษณา - Advertising

เกี่ยวกับผู้เขียน: สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี เป็นผู้สื่อข่าวอาวุโส และนักวิชาการอิสระที่มี ามเชี่ยวชาญในด้านความมั่นคง กองทัพ และการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน

 

 


 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising