เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนจัดกิจกรรม “9 เมษา พาส่งใจให้นิรโทษกรรม” ร่วมจับตาสภาผู้แทนราษฏรในวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน ที่หน้าอาคารรัฐสภา บริเวณฝั่งลานประชาชน ผมมีโอกาสได้พูดในช่วง “ฟังเสียงคนที่อยากให้เกิดนิรโทษกรรม” (ดู https://www.facebook.com/100088068450029/videos/9567684396630104/) โดยชวนคิดว่าถ้านิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 เราจะ “ได้และเสีย” อะไรบ้าง
ฝ่ายที่จะได้ประโยชน์อันดับแรกเลยคือ สถาบันกษัตริย์จะได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชนในประเทศมากขึ้น และจะได้รับการยอมรับจากประเทศโลกเสรีมากขึ้นว่าเป็น “สถาบันกษัตริย์ที่มีความเป็นอารยะ” เหมือนสถาบันกษัตริย์อังกฤษหรือญี่ปุ่น เป็นต้น
สถาบันที่จะได้ประโยชน์อันดับที่สองคือ สถาบันรัฐสภาจะเป็นสถาบันที่ประชาชนฝากความหวังได้ในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน คลี่คลายปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และสร้างความสมานฉันท์ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยต่อไป
สถาบันพรรคการเมือง ในฐานะที่เป็นสถาบันอาสามาทำหน้าที่แทนประชาชนก็จะได้รับความยอมรับนับถือจากประชาชนมากขึ้น เพราะได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และเจ้าของสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง
สถาบันตุลาการ ก็จะพ้นจากข้อครหาว่าไม่เป็นอิสระและเป็นกลาง ประเทศไทยก็จะเปลี่ยนจากการเป็น “ประเทศไม่เสรี” เป็น “ประเทศเสรี” ขณะที่ประชาชนก็จะมีเสรีภาพมีเกียรติมีศักดิ์ศรีไปด้วยกันได้จริงๆ
ส่วนสิ่งที่เราจะเสียไปจากการนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 ก็คือ “สูญเสียการมีนักโทษทางความคิดแบบประเทศเผด็จการด้อยพัฒนา” หรือ “สูญเสียโซ่ตรวน” ซึ่งโซ่ตรวน 112 ไม่ได้พันธนาการเฉพาะนักโทษการเมืองที่อยู่ในคุกเท่านั้น แม้แต่นักการเมืองในสภาและประชาชนทุกคนก็ถูกพันธนาการไม่ให้มีเสรีภาพทางการเมือง หรือเสรีภาพทางความคิดเห็น การพูด การแสดงออกเพื่อแก้ปัญหาสถาบันกษัตริย์ให้เป็นประชาธิปไตยได้จริง
ผมอยากขยายความเพิ่มเติมว่าการประเมินว่าเราจะได้และเสียอะไรจากการนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 ดังกล่าว ผมใช้เกณฑ์ “คุณค่าทางการเมือง” (political value) ของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ดังนั้น ข้อดีหรือประโยชน์ที่สถาบันกษัตริย์, สถาบันรัฐสภา, สถาบันพรรคการเมือง, สถาบันตุลาการ, ประเทศไทยและประชาชนจะได้รับ จึงหมายถึงข้อดีหรือประโยชน์ที่สอดคล้องกับคุณค่าทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ซึ่งได้แก่ การที่ทุกสถาบันที่ว่ามาต่างปฏิบัติอย่างเคารพหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หลักความยุติธรรมสาธารณะ หลักนิติรัฐ และอำนาจอธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง
คำถามคือ ในเมื่อการนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 จะเกิดประโยชน์แก่สถาบันกษัตริย์โดยตรง และสถาบันอื่นๆ ในทางที่สอดคล้องกับ “คุณค่าทางการเมือง” ของระบอบประชาธิปไตย แต่ทำไมเรามีรัฐบาลจากเลือกตั้งมาสองปีแล้วจึงไม่สามารถนิรโทษกรรมประชาชนได้ คำถามนี้สัมพันธ์กับ “คุณค่าทางศีลธรรม” (moral value) อย่างมีนัยสำคัญ
ในงานนี้ผมได้สนทนากับคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุขเป็นครั้งแรก (ก่อนหน้านั้นติดตามความคิดและการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาผ่านสื่อต่างๆ) ผมถามถึงการติดคุกของเขาว่าทำไมนานมาก (ศาลตัดสินจำคุก 11 ปี ติดจริง 7 ปี) เขาเล่าให้ฟังว่ามีการเสนอให้ขอพระราชทานอภัยโทษ โดยนักโทษ 112 ต้องสารภาพผิด แล้วเข้าพิธีปฏิญาณตนกล่าวคำสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอะไรทำนองนองนั้น ซึ่งบางคนก็เลือกทางนี้ แต่คุณสมยศไม่เลือก เขาให้เหตุผลว่ามันเป็นเรื่องของ “ศีลธรรม” คือเขาไม่สามารถฝืนสามัญสำนึกของตัวเองไปกล่าวสารภาพในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ทำผิดว่าเป็นความผิดได้ จึงต้องเลือกที่จะติดคุก
ผมสังเกตว่าเวลาที่คุณสมยศพูดถึง “ศีลธรรม” น้ำเสียง สีหน้า แววตาของเขาดูสุขุมและจริงจัง เหมือนเขา “ตกผลึก” ทางปัญญาแล้วว่าศีลธรรมที่เขายึดถือเป็นจุดยืนของตนเองนั้นทำให้ตัวเขาเองปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นคนของตนเองไว้ได้ และสามารถเคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนของตนเองได้อย่างภาคภูมิ แม้ว่าจะแลกด้วยความยากลำบากและการสูญเสียมากเพียงใดก็ตาม
ที่จริงแล้วในการสนทนาสั้นๆ ผมแปลกใจมาก คาดไม่ถึงว่าจะได้ยินคุณสมยศพูดว่า “พอจะให้ผมไปสารภาพผิด ผมยอมไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องศีลธรรมของผม” บ้านเราไม่ค่อยมีการพูดถึงศีลธรรมในมิตินี้ เรามักพูดถึงศีลธรรมตามความเชื่อศาสนา และชาวศาสนาก็มักจะมองว่าการต่อสู้ทางการเมืองไม่เกี่ยวกับศีลธรรม
แต่สำหรับคนที่พอมีความรู้ทางปรัชญาศีลธรรมอยู่บ้าง ย่อมเข้าใจความหมายและคุณค่าของสิ่งที่คุณสมยศพูดได้ไม่ยาก ผมอยากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นว่ามีความต่างระหว่าง “นักวิชาการปรัชญา” กับ “นักปรัชญา” นักวิชาการปรัชญาเป็นอาชีพแบบหนึ่งของคนที่เป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยต่างๆ และเขียนงานวิจัย งานวิชาการทางปรัชญาเผยแพร่ทางวารสารต่างๆ เพื่อความก้าวหน้าในตำแหน่งทางวิชาการ ส่วนนักปรัชญาคือคนที่สร้างหรือเสนอแนวคิดทางปรัชญาและใช้แนวคิดทางปรัชญานั้นๆ นำทางการดำเนินชีวิตของตนเอง เช่น โสกราตีสที่มีวิถีชีวิตประจำวันอยู่กับการสนทนาถกเถียงทางปรัชญา เมื่อถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ และถูกเสนอเงื่อนไขว่าถ้าสารภาพผิดจะลดโทษให้ ถ้าไม่ยอมรับผิดจะถูกประหารชีวิต นอกจากโสกราตีสจะไม่ยอมรับผิด เขายังยืนยันด้วยว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องและเป็นประโยชน์แก่ชาวเอเธนส์ ทั้งๆ ที่รู้ว่าการกระทำเช่นนั้นตนเองจะถูกประหารชีวิต
นักปรัชญาตะวันตกโบราณอย่างพวกเอพิคิวเรียน, สโตอิก หรือตะวันออกเช่นสิทธัตถะ, เล่าจื้อ, ขงจื้อเป็นต้น ก็ล้วนแต่เป็นพวกที่ใช้แนวคิดปรัชญาที่ตนสมาทานเป็นแนวทางดำเนินชีวิตของตนเองและชุมชนทางปรัชญาของตนเอง นักปรัชญาสมัยใหม่อย่างพวกเสรีนิยม, มาร์กซิสต์, พวกอัตถิภาวนิยมเป็นต้น ก็ใช้แนวคิดทางปรัชญาของตนเองวิพากษ์อำนาจครอบงำทางความคิดความเชื่อของศาสนา ศาสนจักร ระบบกษัตริย์ ระบบชนชั้น ทุนนิยม และเผด็จการอำนาจนิยมทุกรูปแบบ แล้วเสนอทางเลือกชีวิตของปัจเจกบุคคล และหลักความยุติธรรมทางสังคมการเมือง เศรษฐกิจ และอื่นๆ
ผมไม่ทราบว่าคุณสมยศอ่านแนวคิดแบบคานเที่ยน (Kantianism) หรือไม่ แต่การที่เขายืนยัน “จุดยืนทางศีลธรรม” ของตนเอง อันเป็นจุดยืนที่เคารพและปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นคนของตนเองนั้นสอดคล้องกับจุดยืนทางศีลธรรมแบบคานเที่ยนที่ถือว่าศีลธรรมคือ “หน้าที่” (duty) ในการเคารพและปกป้องความเป็นมนุษย์ผู้มีเหตุผล เสรีภาพ และศักดิ์ศรีในตัวเอง
ความเป็นมนุษย์ผู้มีเหตุผลทำให้เราไม่สามารถจะพูดในสิ่งที่ถูกให้เป็นผิด (เช่นให้สารภาพว่าความถูกต้องที่เราทำลงไปนั้นมันคือความผิด) อย่าง “ไม่รู้สึกขัดแย้งในตัวเอง” ได้ ขณะเดียวกันความเป็นผู้มีเหตุผลก็ชี้นำว่าเราควรเคารพเสรีภาพและศักดิ์ศรีในตัวเองมากกว่าจะสยบยอมต่ออำนาจที่บังคับให้เราเปลี่ยนการยืนยันว่า “2+2=4” ไปยืนยัน “2+2=5” นี่คือความมีศีลธรรมที่ทำให้เราซื่อตรงต่อความจริงและหลักการที่ถูกต้องชอบธรรม
คุณค่างทางศีลธรรมแบบที่คุณสมยศยืนยัน จึงเป็นคุณค่าทางศีลธรรมที่สอดคล้องกับคุณค่าทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ไม่ใช่การยืนยันศีลธรรมเพื่อโชว์ว่าตนเองเป็น “คนดี” เหนือคนอื่นๆ แต่เป็นศีลธรรมที่แสดงความซื่อตรงต่อหลักการที่ถูกต้องชอบธรรมซึ่งสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนที่ตนเองต่อสู้ขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริงในประเทศนี้
เพราะถ้าปราศจากการยืนยันคุณค่าทางศีลธรรมที่สอดคล้องกับคุณค่าทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ สังคมก็จะมากด้วยคนประเภทที่เมื่อวานยืนยันหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน วันนนี้ทำตรงกันข้ามกับหลักการที่ตนเคยยืนยัน และถ้าเรายอมรับ “การพูดอย่างทำอย่าง” เช่นนั้นเป็นเรื่องปกติ สุดท้ายแล้วเราก็จะแยกยากหรือแทบจะแยกไม่ได้เลยว่าอะไรจริงอะไรเท็จ หลักการที่ยืนยันกันในวันนี้ วันหน้าจะทำตามหรือทำตรงกันข้าม เป็นต้น
ยังดีที่ท่ามกลางสังคมที่แทบจะถือว่าการพูดอย่างทำอย่างในทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ ยังมีคนแบบคุณสมยศ คนแบบอานนท์ นำภา และอีกหลายคนที่ซื่อตรงต่อหลักการที่ตนเองยืนยัน และไม่หยุดที่จะต่อสู้ทั้งในเวลาที่อยู่ในคุกและอยู่นอกคุก เพื่อสร้างคุณค่าทางการเมืองและคุณค่าทางศีลธรรมที่สอดคล้องกันให้เป็นจริง แม้ว่าจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่เคยหยุดสู้บนปรัชญาการเมืองและปรัชญาชีวิตที่ตนเองสมาทาน
ที่มาภาพ: เฟสบุ๊คไข่แมวชีส https://www.facebook.com/photo/?fbid=983145883966967&set=pcb.983146143966941
