Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ประกาศปิดหมู่บ้านต้านเหมืองโปแตชที่กระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อกลับไปเลือกตั้งนายก อบจ. ลั่นหากข้อเรียกร้องปิดเหมืองโปแตชยังไม่ได้รับการตอบสนองจะกลับมาใหม่ในเดือน ก.พ. พร้อมติดริบบิ้นดำประเมินความไม่พึงพอใจท่าทีของกระทรวงอุตฯ พร้อมเคลื่อนขบวนไปรัฐสภาประชุมร่วมกมธ.ที่ดินสภาผู้แทนราษฎร สางปัญหาเหมืองโปแตช จี้ ก.พ.ร. ยุติการอนุญาตเจาะอุโมงค์แนวดิ่งเพิ่ม ฟื้นฟูระบบนิเวศ-ชดเชยความเสียหาย และตรวจสอบบางจากฯ ซื้อหุ้นเหมืองโปแตชสวนทางธุรกิจสีเขียว

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2568 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นักป้องป้องสิทธิมนุษยชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ปิดหมู่บ้านคนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด  สาขากระทรวงอุตสาหกรรม ภายหลังจากที่ชุมนุมหน้ากระทรวงอุตสาหกรรมมาแล้วเป็นเวลา 5 วัน โดยในแถลงการณ์ระบุใจความว่า

จบยกแรก รณรงค์สาธารณะ “ตราบาปของบางจาก ตราบาปของนักบุญสีเขียว”

พวกเรา “กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด” ตั้งใจมาปักหลักอยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อใช้เป็นฐานที่มั่นในการทำการรณรงค์สาธารณะต่อกรณีที่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ซื้อหุ้นเพื่อครอบครองกิจการเหมืองโปแตชด่านขุนทดของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด  ตั้งอยู่ที่บ้านหนองไทร ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา  เพื่อต้องการให้สาธารณชนได้เห็นตัวจริงเสียงจริงของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองโปแตชด่านขุนทดตลอดหลายปีที่ผ่านมา  ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของบางจาก

นับว่าประสพผลสำเร็จด้วยดี  แม้ว่าเราต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมานานถึงห้าวัน  เดินทางมาไกลด้วยความยากลำบาก  การเจรจาเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาผลกระทบจากการทำเหมืองโปแตชด่านขุนทดต่อกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่และกระทรวงอุตสาหกรรมถือว่าเป็นเป้าหมายรองสำหรับยกแรกนี้  แต่เป้าหมายหลักก็เพื่อทำให้เห็นการผสมพันธุ์กันระหว่างอำนาจและผลประโยชน์ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่และกระทรวงอุตสาหกรรมกับบางจาก  

โฆษณา - Advertising

​ความตั้งใจเมินเฉยของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่และกระทรวงอุตสาหกรรมที่ไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของพวกเราเป็นเพราะหน่วยงานทั้งสองตกอยู่ใต้ผลประโยชน์อันหอมหวานของบางจาก  ยอมถ่มน้ำลายรดหน้าตัวเอง  ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่  หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  เพื่อตระบัดสัตย์ต่อประชาชนที่เสียภาษีให้เป็นเงินเดือนของพวกมัน

​จึงขอประกาศปิดหมู่บ้าน  จบยกแรก  เพื่อทำการรณรงค์สาธารณะฉีกหน้ากากนักบุญสีเขียวของบางจากที่ประสบผลสำเร็จด้วยดี  และพวกเรามีความจำเป็นต้องกลับบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง อบจ.

เราจะรีบกลับมาใหม่เพื่อเปิดหมู่บ้านอีกครั้งที่กรุงเทพมหานคร ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

​ขอขอบคุณพี่น้องกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดทุกท่าน  ทั้งที่อยู่ด้วยกัน ณ ที่นี้  และส่งกำลังแรงใจอยู่ที่บ้าน  ขอบคุณเพื่อนมิตร  แนวร่วม  ที่ช่วยเหลือ  สนับสนุนทั้งแรงกายและแรงใจอย่างมุ่งมั่น  ขอบคุณแม่บ้านและผู้ใช้แรงงานในกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีน้ำใจอันล้นเหลือแก่พวกเรา

เราจะต่อสู้อย่างมุ่งมั่นต่อไปเพื่อปิดเหมืองโปแตชด่านขุนทดไปพร้อมกับความพินาศฉิบหายของบางจากให้ได้ในเร็ววัน

ทั้งนี้หลังอ่านแถลงการณ์เสร็จ กลุ่มผู้ชุมนุมได้นำผ้าดำไปผูกคล้องไว้ที่ประตูทางเข้าอาคารกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งเป็นการแสดงออกสัญลักษณ์การประเมินความพึงพอใจกระทรวงอุตสาหกรรมในการตอบรับข้อเสนอของกลุ่มที่ไม่มีวี่แววหาทางออกในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด

หลังจากนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมได้เตรียมเคลื่อนขบวนไปยังรัฐสถาเพื่อร่วมหารือกับคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ในเวลา 13.30 น.เพื่อหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทางออกร่วมกันในการแก้ไขปัญหา

นักปกป้องสิทธิกลุ่ม‘ฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด’ ยื่น ‘กมธ.ที่ดินฯ’ สางปัญหาเหมืองโปแตช

ต่อมาในช่วงบ่ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้หารือกับคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร อย่างไม่เป็นทางการ โดยคณะกรรมาธิการได้มีการเชิญเจ้าหน้าที่ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เข้าร่วมหารือด้วย

เปิดสภาพปัญหาในพื้นที่พร้อมยื่น 2 ข้อเรียกร้องต่อกมธ.ที่ดินสางปัญหาเหมืองแร่โปแตช

พูนศักดิ์  จันทร์จำปี ประธานกมธ.ฯ ได้เปิดให้จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ปรึกษากลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด นำเสนอผลกระทบและข้อเรียกร้องต่อกรรมาธิการที่ดินฯ โดยจุฑามาศได้เล่าถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นว่า เหตุการณ์หายนะอันนับเป็นปฐมบทของผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น  ก็คือ บริษัท ไทยคาลิ จำกัด ได้ทำการสูบน้ำที่ปนเปื้อนเกลือออกจากอุโมงค์ใต้ดินขึ้นมาบนผิวดิน เอามาพักไว้ที่บ่อในเขตเหมืองแร่ที่ไม่ได้ปูแผ่นพลาสติกทนความเค็มเอาไว้ (ซึ่งเป็นบ่อสำหรับการพักน้ำเค็มในกระบวนการแต่งแร่โปแตช ไม่ใช่บ่อสำหรับรองรับน้ำปนเปื้อนเกลือจากอุโมงค์ใต้ดิน)  และอยู่ติดกับหนองน้ำสาธารณประโยชน์ชื่อว่าหนองมะค่าในและหนองมะค่านอก โดยสูบตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงเวลาสามปีตั้งแต่ปี 2562 - 2564 เพราะปริมาณน้ำปนเปื้อนเกลือท่วมทะลักในอุโมงค์ใต้ดินมากขึ้นเรื่อย ๆ จนควบคุมไม่ได้  ทำให้เอ่อล้นจากบ่อในเขตเหมืองแร่รั่วไหลลงสู่นาข้าว หนองน้ำสาธารณประโยชน์ - หนองมะค่านอกและหนองมะค่าใน  คลองลำมะหลอด  ที่ดินและบ่อน้ำของวัดหนองไทร  และที่ดินทำกินและใช้ประโยชน์อื่น ๆ  รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 2,638,596 ลูกบาศก์เมตร  ซึ่งไทยคาลิยังไม่รับผิดชอบและชดใช้ค่าเสียหายต่อระบบนิเวศและต่อความสูญเสียในการดำเนินชีวิตของผู้คนที่นี่มาจนกระทั่งทุกวันนี้

นอกจากจะไม่ตระหนัก  รับผิดชอบและพยายามที่จะแก้ไขปัญหาผลกระทบและปัญหาทางวิศวกรรมที่เกิดจากการขุดเจาะอุโมงค์ใต้ดินซึ่งเป็นอุโมงค์แนวเอียง  ตั้งอยู่ในเขตบ้านหนองไทร ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา  ตามที่กล่าวแล้ว  เพื่อให้กลับไปใช้อุโมงค์ใต้ดินแนวเอียงได้ตามเดิม  ไทยคาลิเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการด้วยการขออนุญาตเจาะอุโมงค์ใต้ดินแห่งใหม่ซึ่งเป็นอุโมงค์แนวดิ่ง  ตั้งอยู่ในเขตบ้านสระขี้ตุ่น ต.หนองบัวตะเกียด อำเภอและจังหวัดเดียวกัน  เพื่อทดแทนอุโมงค์แนวเอียงที่น้ำปนเปื้อนเกลือยังท่วมขังอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้  

โดยมีข้อร้องเรียนต่อกรรมาธิการที่ดิน 2 ข้อคือ

1 ขอให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่และกระทรวงอุตสาหกรรมยุติการอนุญาตให้ขุดเจาะอุโมงค์แห่งใหม่ซึ่งเป็นอุโมงค์แนวดิ่ง 3 อุโมงค์  โดยให้กลับไปแก้ไขปัญหาและผลกระทบจากการขุดเจาะอุโมงค์แนวเอียงเดิม  ตรวจสอบว่าก่อผลกระทบต่อระบบนิเวศและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่นั่นอย่างไรบ้าง  และทำการฟื้นฟูระบบนิเวศและชดใช้ค่าเสียหายต่อทรัพย์สินและพืชผลที่เสียหาย  แล้วกลับไปใช้อุโมงค์แนวเอียงเดิม

​2.ขอให้ตรวจสอบการซื้อหุ้นเพื่อครอบครองกิจการเหมืองโปแตชด่านขุนทดของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีภาพลักษณ์ธุรกิจสีเขียวที่ต้องดำเนินธุรกิจด้วยการคำนึงถึงธรรมาภิบาล  ความรับผิดชอบและการละเมิดสิทธิมนุษยชน  โดยหวังว่าบางจากจะถอนหุ้นเหมืองโปแตชด่านขุนทดทั้งหมด

กพร.แจงเส้นทางการตรวจสอบ

ต่อมานาย อานันท์ ฟักสังข์ รองอธิบดีกรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นโดยได้บรรยายข้อมูลจากสไลด์ที่ได้สรุปมา เมื่อวันที่ 22 พย 2560 บริษัทไทยคาลิ ได้ทำการปรับเปลี่ยนผังโครงการครั้งที่ 1 โดยได้มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งปากอุโมงค์ทั้งแนวลาดเอียงและแนวดิ่ง รวมทั้งเปลี่ยนแปลงที่ตั้งบ่อเก็บน้ำ และปรับปรุงเพิ่มเติมรายละเอียดอื่นๆ และในส่วนของประเด็นน้ำใต้ดิน พบว่า มีน้ำไหลซึมเข้ามาในอุโมงค์เป็นปริมาณมาก เนื่องจากอุโมงค์แนวลาดเอียง ผ่านชั้นหินอุ้มน้ำที่มีรอยแตกเป็นระยะทางยาว และประเด็นการร้องเรียนปัญหาของประชาชน ตั้งแต่ปี 2562 -2565 ได้มีการร้องเรียนจากประชาชนมาโดยตลอด และในวันที่ 16ก.ค.2565 มีการร้องเรียนให้ดำเนินการตรวจสอบโครงการโดยพนักงานเจ้าหน้า พ.ร.บ.แร่ 2560 ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาบริษัทไทยคาลิในความผิดตามมาตรา 68 (1) มาตรา 160 (1) ต่อพนักงานสอบสวนสภ.ด่านขุนทด เนื่องจากมีการขุดบ่อน้ำเกินกว่าโครงการแผนผังการทำเหมืองเดิม

​ซึ่งทางจังหวัดนครราชสีมาได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับลงตรวจสอบ 4 ครั้งแต่คณะกรรมการไม่สามารถหาข้อยุติได้ จากนั้นเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2566 กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้เดินทางมาขอความช่วยเหลือที่ศาลากลางจังหวัดนครราชมี ซึ่งวันที่ 7 ก.ค. 2566 ได้ลงพื้นที่รับฟังข้อมูลทั้งสองฝ่าย และได้ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานที่มีมาก่อนหน้านี้ และรายงานผลที่มีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งต่อมาวันที่ 28 ก.ย. 2566 ก.พ.ร.ได้แต่งตั้งคณะทำงานรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงและข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ของบริษัทไทยคาลิโดยคณะทำงานได้ลงพื้นที่จำนวน 3 ครั้ง ซึ่งจากข้อมูลแผนที่การแพร่กระจายของคราบเกลือ ปี 2547 ของกรมที่ดินแสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้มีความเค็มมาแต่เดิม

​ต่อมาวันที่ 24 เม.ย. 67 คณะทำได้ลงพื้นที่ตามข้อร้องเรียนของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด โดยได้เก็บตัวอย่างดินบริเวณพื้นที่โครงการทำเหมืองและพื้นที่รอบโครงการเพื่อตรวจวิเคราะห์คุณภาพดินพบว่าคุณภาพดินจำนวน 10 จุดพบว่ามีคุณภาพดินเป็นปกติ (ไม่เค็ม) และไม่มีระดับความเค็มที่ส่งผลกระทบต่อพืชและบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ในกรณีของนางพวง ดีขุนทด และนางสุปราณี ทองอุไร จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลัง (Google Earth Pro ) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 – 2563 พบว่าภาพถ่ายพื้นที่ทั้งสองบริเวณมีลักษณะเป็นพื้นที่สีขาวแตกต่างจากพื้นที่ข้างเคียงที่มีสีน้ำตาลและสีเขียวคาดว่าไม่เคยมีการทำเกษตรกรรมาก่อนที่จะมีการอนุญาตประทานบัตรจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจากปัญหาข้างต้นการพบคราบเกลือที่เกิดขึ้น ไม่สามาถสรุปได้ว่าเกิดจากการประกอบการทำเหมืองของบริษัทไทยคาลิ

รุมยำ กพร.ให้ข้อมูลบิดเบือน

​ขณะที่เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้อำนวยการโครงการกฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อชุมชน กล่าวว่า กพร.ตอบคำถามไม่ตรงประเด็น เพราะความจริงบ่อที่ปิดในเขตเหมืองแร่ยังไม่ได้ปูผ้าพลาสติกตอนนี้ก็ยังไม่ได้ปู แต่มาให้ข้อมูลของบ่อใหม่ และที่บอกว่า อีไอเอ ไม่ให้ปูพลาสติก เราจะเอาข้อมูลมากางกันว่าใครกันแน่ที่บิดเบือนอีไอเอ

จุฑามาสกล่าวย้ำอีกรอบว่า อธิบดีกพร.พูดในการนำเสนอหลายครั้งโดยย้ำว่าบอกไม่ได้ว่าผลกระทบมาจากไหน แล้ว กพร.อนุญาตให้ขุดเจาะเหมืองใหม่ได้อย่างไร ทำไมไม่ใช้หลักการรับผิดทางแพ่ง มาตรา 139 ตามพรบ.แร่ปี 2560 ที่ระบุว่ากรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นในเขตพื้นที่ประทานบัตรเหมือง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าความเสียหายดังกล่าวเกิดจากกระทำของผู้ได้รับอนุญาตเป็นหลักการในเบื้องต้นที่พรบแร่ระบุไว้ ให้ชาวบ้านได้รับความคุ้มครอง และต้องให้บริษัทที่รับสัมปทานเหมืองต้องชดใช้เยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่เดินหน้าให้ประทานบัตรใหม่ไปด้วย และตรวจสอบไปด้วยแบบนี้

เลิศศักดิ์ยังย้ำข้อมูลเรื่องค่าความเค็มในพื้นที่เพิ่มอีกด้วยว่า พื้นที่ที่รองอธิบดี ระบุว่าค่าความเค็มในพื้นที่มีมาก่อนแล้ว ตนอยากถามข้อมูล BASE LINE ที่นำมาพิจารณาอยู่ตรงไหน เราเคยขอไปหลายครั้งแล้วทำไมถึงไม่ให้ข้อมูลนี้กับเราหรือมีข้อมูลชี้ชัดว่าที่ตรงนี้มันไม่มีความเค็ม และขอตั้งคำถามกลับไปด้วยว่า หากพื้นที่มีความเค็มมาก่อนแล้วกพร.อนุญาตไปได้อย่างไร เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดความเค็มมากขึ้น

จุฑามาสยังเผยอีกด้วยว่า เรามีข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยแสงซินโครตอน และข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 (นครราชสีมา) ซึ่งพบผลการตรวจโซเดียมคลอไรด์อยู่ในน้ำในมีระดับเกินค่ามาตรฐาน และยังพบค่าความเค็มมากกว่าน้ำทะเล ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ วึ่งข้อมูลหลักฐานชัดเจนว่ามลพิษมาจากไหน ทำไมคณะกรรมการ กพร.ไม่เอาข้อมูลนี้ไปพิจารณาร่วมด้วย

ขณะที่ประธาน กมธ.ที่ดิน ได้ ตั้งคำถาม ถึงรองอธิบดี กพร.ด้วยเช่นกันว่า คณะกรรมการที่ตั้งขึ้น ได้มีภาคประชาชน ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าไปร่วมในคณะกรรมการด้วยหรือไม่ ซึ่งรองอธิบดี ตอบว่า มีเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องจากภาครัฐทุกหน่วยงาน ส่วนภาคประชาชน เป็นภาคประชนที่มีสิทธิตรวจสอบแร่ แต่ไม่ใช่ภาคประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

ซึ่งประธานกมธ ย้ำว่า ควรมีภาคประชาชนที่มีส่วนได้เสีย เข้าร่วมในคณะกรรมการตั้งแต่แรก  เพื่อที่พวกเขาจะได้เล่าถึงปัญหาความเดือดร้อนของตัวเอง

ด้านบัวผัน สีทอง ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด กล่าวว่า ตนเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านสระขี้ตุ่น สมัยก่อนที่ดินของเราสามารถทำไร่ทำนา พืชผลอุดมสมบูรณ์ และแหล่งน้ำสาธารณะก็สามารถใช้ดื่มใช้กินและใช้ประโยชน์ได้ การที่รองอธิบดี กพร.บอกว่าดินเค็มมาก่อนหน้าและเป็นที่รกร้าง ท่านได้ข้อมูลที่ผิดเพี้ยนมาก แต่ก่อนที่ดินของเราทำมากินได้ไม่มีค่าความเค็มเกิดขึ้น อยากให้ท่านให้ไปลงพื้นที่จริงๆเพื่อที่จะได้ข้อเท็จจริงจากผู้ได้รับผลกระทบจริงๆ

เปิดข้อคุกคามด้านกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม

ต่อมาที่ประชุมได้พูดถึงประเด็นข้อกฎหมายที่นักปกป้องสิทธิถูกคุกคามทั้งในระหว่างชุมนุมและระหว่างการต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมโดยปรานม สมวงศ์ ตัวแทนจาก Protection International กล่าวว่าตนมีประเด็นข้อกฎหมายที่อยากจะฝากให้เป็นประเด็นในการประชุมครั้งนี้อยู่  2-3 ข้อ โดยประเด็นเร่งด่วนที่สุดตอนนี้คือขณะนี้มีผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ในเรื่องนี้ถูกดำเนินคดีฟ้องปิดปากไปแล้ว 6 คน และจะมีการไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 14 ก.พ.ที่จะถึงนี้ 2. กรณีที่เจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมนำประกาศมาปิดให้ผู้ชุมนุมย้ายสถานที่หากไม่ดำเนินการจะมีการดำเนินการทางกฎหมาย โดยประกาศฉบับดังกล่าวไม่มีการลงชื่อเจ้าหน้าที่ที่ออกประกาศ การกระทำลักษณะนี้ถือเป็นการข่มขู่คุกคามผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน  3.ในวันที่ 28 และ 29 ได้มีคำสั่งให้มีการตัดน้ำและไม่ให้รถสุขาเข้ามาให้บริการในพื้นที่กับประชาชนที่ชุมนุม รวมถึงมีการปิดประตูล๊อคห้องน้ำมิให้ผู้ชุมนุมใช้ อยากทราบว่าเจ้าหน้าที่คนไหนเป็นคนออกคำสั่งและคนไหนเป็นคนใช้อำนาจในการริดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนแบบนี้

อัมรินทร์ สายจันทร์ ทนายความมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า ตลอดการชุมนุมของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้เกิดอุปสรรคอย่างมากทั้งๆที่ผู้ชุมได้ทำตามพ.ร.บ.ชุมนุมรวมทั้งได้มีการแจ้งการชุมนุมมาก่อนหน้านี้แล้วอย่างถูกต้องครบถ้วน และเป็นการชุมนุมที่สงบโดยปราศจากอาวุธ แต่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรมก็ไม่ได้มาเจรจาหรืออำนวยความสะดวกเช่นเรื่องน้ำ ห้องน้ำ ให้กับผู้ชุมนุม แต่กลับมาออกมาประกาศให้ผู้ชุมนุมย้ายสถานที่ชุมนุมซึ่งเป็นจุดที่ไกลจากจุดที่ผู้ชุมนุมจะสามารถสื่อสารข้อเรียกร้องให้กับผู้มีอำนาจได้ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่จากกระทรวงอุตสาหกรรมยังได้ไปลงบันทึกประจำวันว่าผู้ชุมนุมไม่ยอมย้ายตามประกาศที่ปิดไว้ ตนอยากให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย เพราะการชุมนุมของนักปกป้องสิทธิฯกลุ่มฅนรักษ์บ้าเนกิดด่านขุนทดอยู่ในกรอบของกฎหมายและกติการะหว่างประเทศก็ให้ความคุ้มครองไว้ด้วย

ด้านฝ่ายกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวชี้แจงว่า อุตสาหกรรมไม่ทราบเรื่องมาก่อนว่าผู้ชุมนุมจะใช้สถานที่หน้ากระทรวงอุตสาหกรรมเป็นจุดชุมนุม นึกว่าจะมีการพูดคุยเสร็จแล้วกลับและไม่ได้มีการค้างคืน และประกาศที่มีออกมาไม่ใช่การข่มขู่แต่เป็นหน้าที่และเราอยากจะสื่อสารกับผู้ชุมนุมและแจ้งกับพนักงานดูแลการชุมนุมคือเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้นซึ่งอาจจะเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน

“อังคณา” ระบุกระทรวงอุตฯ ใช้กระบวนการยุติธรรมที่คุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

ขณะที่อังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภควุฒิสภา ซึ่งเข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมในครั้งนี้ด้วยกล่าวว่า ตนในฐานะที่เป็นอดีตผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติ ในกรณีที่ฝ่ายกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งว่าเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนนั้นเป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะผู้ชุมนุมมีสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมหากการชุมนุมเป็นไปอย่างสงบเขาจึงมีความชอบธรรมในการชุมนุม การที่ท่านบอกว่าไม่ใช่เรื่องของการคุกคามโดยกฎหมาย แต่สิ่งที่ท่านกำลังนั้นคือการคุกคามโดยกฎหมายเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมที่คุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เรียกว่า Judicial  Harassment และหลังจากนี้ตนหวังว่ากระทรวงอุตสาหกรรมจะไม่มีการฟ้องคดีตามหลังมากับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มาชุมนุมในครั้งนี้ด้วย และในการตั้งคณะกรรมการจะต้องมีประชาชนที่เป็นผู้เดือดร้อนเข้ามามีสวนร่วมในคณะกรรมการด้วยอีกทั้งประเทศไทยยังแผนเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน(NAP) ที่ให้ความสำคัญเรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมหากตรวจสอบแล้วพบกว่าธุรกิจมีส่วนในการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือมีส่วนที่ทำให้เกิดความเสียหายจะต้องมีการชดใช้เยียวยา และหากจะมีการดำเนินธุรกิจจะต้องมีการประเมินผลกระทบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านด้วย

กมธ.ที่ดินแถลงเตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจงด่วน

ภายหลังจากหารือนานกว่าหนึ่งชั่วโมงคณะกรรมาธิการที่ดินสภาผู้แทนราษฎรได้ร่วมกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด โดยพูนศักดิ์ประธานกรรมาธิการได้แถลงกับผู้สื่อข่าว หลังได้รับข้อร้องเรียนจากชาวบ้านในวันนี้ กมธ. ได้จัดการประชุมเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมองเห็นความไม่ปกติของโครงการนี้ในหลายๆ เรื่อง ตั้งแต่การปล่อยน้ำเกลือที่มีความเค็มลงสู่พื้นที่ การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่ตั้งขึ้นโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่มีภาคประชาชนเข้าร่วม ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) พบว่าบริษัทยังไม่มีการปฏิบัติอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะการรองแผ่นพลาสติกที่บ่อพักน้ำภายในเหมือง จนมีน้ำเกลือทะลักท่วมที่ดิน รวมถึงแหล่งน้ำสาธารณะของชาวบ้าน โดยทาง กมธ. เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงและจะลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไปให้เร็วที่สุด เนื่องจากชาวบ้านประสบกับปัญหานี้มา 9 ปีแล้ว และยังไม่ได้รับการแก้ไข
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising