Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด แจ้งข่าวว่า เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีคำพิพากษายกฟ้องคดีปิดปาก ผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดรวม 6 คน โดยสาเหตุที่ศาลพิจารณายกฟ้องเพราะว่าโจทก์ไม่มีพยานเข้าสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง

สำหรับที่มาที่ไปของการฟ้องคดีปิดปากในครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2567 นิพนธ์ นิลขัน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองพัฒนา ได้ยื่นฟ้องร้องเป็นครั้งที่ 2 ต่อผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด และชาวบ้าน รวม 6 คน จำนวน 6 คดี ในฐานความผิดทางอาญา ด้วยการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา , ดูหมิ่นด้วยการโฆษณา , ละเมิด และคำขอท้ายฟ้องโจทก์เรียกค่าเสียหายคนละ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนชำระเสร็จสิ้น และให้ศาลบังคับจำเลยพิมพ์โฆษณาคำขอโทษและเผยแพร่คำพิพากษาในเพจ “เหมืองแร่โปแตชแอ่งโคราช” และเฟซบุ๊กของจำเลย เป็นเวลา 30 วันและให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมศาล ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี และค่าทนายความในอัตราสูงสุด

โดยคดีนี้ศาลได้นัดไต่สวนมูลฟ้องไปเมื่อวันที่ 13-14 มกราคม ที่ผ่านมา แต่ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนการไต่สวน โดยอ้างว่าป่วยเป็นโรคโควิด-19 ศาลอนุญาตให้เลื่อนเป็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 และสั่งให้นำใบรับรองแพทย์มายืนยัน แต่ในวันดังกล่าว ผู้รับมอบอำนาจทนายโจทก์กลับไม่แสดงใบรับรองแพทย์ พร้อมขอเลื่อนการไต่สวนอีกครั้งโดยอ้างเหตุที่ทนายโจทก์ขอถอนตัวจากการเป็นทนายในทุกสำนวนคดี โดยอ้างว่าเห็นไม่ตรงกับโจทก์

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์มีเวลาปรึกษาทนายตั้งแต่วันฟ้องและควรจัดหาทนายใหม่ได้ทันเวลา การขอเลื่อนคดีจึงถือเป็นการประวิงคดี ศาลจึงไม่อนุญาตให้เลื่อนและไม่อนุมัติการถอนตัวของทนายความ ศาลจึงให้มีการดำเนินการไต่สวนมูลฟ้อง แต่โจทก์ไม่มีพยานมาไต่สวน

ด้วยเหตุดังกล่าวโจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนคำฟ้องศาลจึงพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหกและให้คดีแพ่งเป็นอันสิ้นสุดโดยไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย

เสียงจากผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิฯ หลังฟังคำพิพากษา

ทั้งนี้ภายหลังฟังคำพิพากษาเสร็จในวันนี้ อนุสรา ปราณีตพลกรัง หนึ่งในผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในครั้งนี้เปิดเผยความรู้สึกว่า

“ดีใจมากที่ศาลยกฟ้องในวันนี้ เราได้ยืนยันหลักการในการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐประชาชนทุกคนสามารถดำเนินการตรวจสอบการทำงานของรัฐและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐโดยสุจริตใจได้  คำพิพากษาในวันนี้ยิ่งทำให้เราเชื่อมั่นและทำให้เรายืนยันเดินหน้าสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและชุมชนของเราต่อไป

“อยากฝากถึงประชนทุกคนที่กำลังเรียกร้อง กำลังต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน หรือต่อสู้เพื่อแผ่นดินบ้านเกิด อยากให้พวกเราสู้ต่อไปเพราะอย่างน้อยกระบวนการยุติธรรมก็สามารถเป็นที่พึ่งให้กับเราได้จริง“ หนึ่งในผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีกล่าว

ด้าน จงดี มินขุนทด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในครั้งนี้ด้วยเช่นกันกล่าวว่า คำพิพากษาของศาลในวันนี้ทำให้เรามีกำลังใจในการต่อสู้และทำให้เรามั่นใจในการเคลื่อนไหวต่อต้านเหมืองโปแตชในนามกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดต่อไป เพราะถึงยังไงกระบวนการต่อสู้ของเราวันนี้เราก็ได้รับความยุติธรรมจากศาล และอยากฝากถึงคนที่ใช้การฟ้องคดีเพื่อเป็นเครื่องมือในการปิดปากประชาชนหรือทำอะไรให้พวกเรากลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้รับความเดือดร้อน เราซึ่งเป็นภาคประชาชนยืนยันว่าจะต่อสู้ตามขั้นตอนที่ถูกต้องต่อไป และขอให้ยุติการฟ้องกลั่นแกล้งกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดอีก 

เรียกร้องแก้กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก

ขณะที่ จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและที่ปรึกษากลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด กล่าวว่าวันนี้ดีใจกับคำพิพากษาซึ่งเป็นไปตามที่พวกเราคาดหวัง   แต่เราก็ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะโจทก์ยังมีสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ ก็ต้องรอดูว่าโจทก์จะยื่นอุทธรณ์ต่อหรือไม่ สุดท้ายเราอยากให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เอื้อให้เกิดการฟ้องคดีปิดปากนักปกป้องสิทธิฯ

“สิ่งเหล่านี้เราควรมีการพูดคุยกันให้มากขึ้น เรื่องของการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการปิดปากหรือขัดขวางกระบวนการต่อสู้ของประชาชนที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในด้านต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของทรัพยากร แต่เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน  ที่คนทุกคนควรมีสิทธิในการใช้สิทธิของตนเองอย่างเต็มที่ในการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม  กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดขอย้ำว่าการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปิดปากประชาชนเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายได้โดยไม่ถูกคุกคามจากผู้มีอำนาจและกลุ่มทุนต่อไป” ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและที่ปรึกษากลุ่มฯกล่าว

ขณะที่ ปรานม สมวงศ์ จากองค์กรโพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล (PI) ระบุว่ารัฐบาลต้องจัดทำนโยบายและกฎหมายที่มีการกำหนดขั้นตอนหรือบทบัญญัติที่ชัดเจนในการกำหนดค่าปรับ หรือการลงโทษแบบอื่นต่อหน่วยงานธุรกิจ หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชน ที่มีการใช้การคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมและการแกล้งฟ้องต่อผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน การใช้คดีเป็นเครื่องมือปิดปากนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ไม่ได้นำมาซึ่งความยุติธรรม แต่กลับบิดเบือนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ทนายชี้คดีนี้ไม่ควรเป็นคดีตั้งแต่แรก

ส. รัตนมณี พลกล้า ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ระบุว่า คำสั่งศาลในคดีนี้สะท้อนชัดว่าคดีนี้ไม่ควรถูกดำเนินตั้งแต่แรก เนื่องจากต้นเรื่องเป็นประเด็นเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนที่ต้องการเรียกร้อง  นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งเป็นฝ่ายปกครอง ซึ่งควรทำหน้าที่ดูแลและรับฟังเสียงของประชาชน

ทนายความชี้ว่า การดำเนินคดีดังกล่าวเมื่อศาลเห็นว่าเป็นการประวิงคดี และหากดูลักษณะการดำเนินคดีก็ไม่ชัดเจนถึงเจตนาที่แท้จริงของโจทก์เนื่องจากดูเหมือนไม่พร้อมในการดำเนินคดี ตามคำพิพากษาของศาล ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้นายก อบต. คนดังกล่าว ได้ฟ้องคดีหมิ่นประมาทกับชาวบ้านในกลุ่มฯมาแล้วที่ศาลจังหวัดสีคิ้ว หากมีเจตนาดำเนินคดีเพราะเห็นว่ามีการกระทำผิดต่อตนจริงก็สามารถที่จะเตรียมคดีได้ จึงไม่แน่ใจในเจตนาว่าฟ้องเพื่ออะไร แต่การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อนักปกป้องสิทธิ ฯ ที่ต้องเสียเวลาเดินทางไปศาล 

นอกจากนี้ เท่าที่ทราบ นักปกป้องสิทธิฯกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดเองก็ได้ร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐตระหนักถึงปัญหาและพิจารณาแนวทางลดการดำเนินคดีลักษณะนี้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นนายก อบต. ซึ่งเป็นฝ่ายปกครอง ก็ควรมีหน่วยงานระดับอำเภอหรือจังหวัดเข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ แต่เห็นเพียงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ส่งเจ้าหน้าที่มาติดตามคดีเท่านั้น ส่วนหน่วยงานระดับอำเภอและจังหวัดกลับไม่มีการดำเนินการแก้ไขความขัดแย้งนี้แต่อย่างใด ซึ่งควรจะมีการดำเนินการเพื่อปกป้องและคุ้มครองประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนแล้วออกมาเรียกร้องสิทธิแต่กลับถูกดำเนินคดี

สุดท้าย ชื่นชมศาลที่สร้างบรรทัดฐานคดีที่ไม่สร้างภาระให้แก่ชาวบ้านต้องมาต่อสู้คดีที่ไม่ควรจะเป็นคดีนี้ และหวังว่าคดีแบบนี้จะไม่ได้ถูกนำสู่ศาลอีก

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง