เมื่อใดที่มีเหตุพิพาทเรื่องดินแดนระหว่างสองชาติคู่รักคู่แค้นไทย-กัมพูชาก็จะต้องปรากฎว่ามีการรื้อฟื้นวาทกรรมเสียดินแดนและบาดแผล (ปลอมๆ ) จากคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี พ.ศ. 2505 ขึ้นมาหลอกหลอนคนไทยเมื่อนั้น สิ่งนี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลจนทำให้การคาดคะเนผลกระทบจากการดำเนินนโยบายต่อกัมพูชาผิดพลาดเสมอ
เหตุแห่งความขัดแย้งล่าสุดระหว่างไทยกัมพูชาเกิดขึ้นจากการขุดสนามเพลาะในพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต ใกล้ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นพื้นที่บริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศที่ยังไม่ได้มีการปักปันและจัดทำหลักเขตแดนให้เป็นที่เรียบร้อย จึงไม่สมควรที่จะมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกล่าวอ้างได้ว่ามีการรุกล้ำดินแดนของกันและกัน
การปรับสภาพภูมิประเทศเช่นนั้นขัดกับความในข้อ 5 ของบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างไทยและกัมพูชาที่ได้ลงนามร่วมกันเอาไว้เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2543 ที่ว่า เพื่อให้การสำรวจตลอดแนวเขตแดนร่วมกันเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล หน่วยงานของรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้นจะงดเว้นการดำเนินการใดๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน
ความจริงเมื่อตรวจพบการดำเนินการเช่นนั้น เจ้าหน้าที่ (ฝ่ายความมั่นคงหรือทหาร) ในพื้นที่จะต้องทำการบันทึกภาพและจัดทำรายงานตามลำดับชั้นส่งไปยังรัฐบาลเพื่อที่ว่าจะได้แจ้งการ (หรืออาจจะเรียกว่าเป็นการประท้วงก็ย่อมได้) ไปยังรัฐบาลกัมพูชา เพื่อให้ยุติการดำเนินการเช่นว่านั้นเสีย ไม่สมควรจะต้องมีเหตุปะทะกันด้วยอาวุธจนเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายแต่อย่างใด
แต่ในเมื่อได้เกิดเหตุการณ์ปะทะกันแล้วเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ก็เป็นการชอบแล้วที่ผู้บัญชาการทหารของทั้งสองฝ่ายจะได้สั่งการให้ยุติและประชุมกันในพื้นที่ใกล้เคียงหรือที่อื่นใดเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุเช่นว่านั้นซ้ำอีก ในข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า ผู้บัญชาการทหารบกของทั้งสองฝ่ายได้ประชุมกันเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม และได้ตกลงกันว่าจะใช้กลไกของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมและบันทึกความเข้าใจปี 2543 เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหา
เรื่องสมควรจะยุติลงเพียงนั้นทุกฝ่ายก็ชอบที่จะรอให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมได้ประชุมกันเพื่อดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนให้แล้วเสร็จ แต่เรื่องกลับลุกลามบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศเมื่อนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา และ อดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ผู้เป็นบิดา ประกาศว่า ประสงค์จะนำพื้นที่พิพาท 4 จุดอันได้แก่ สามเหลี่ยมมรกต ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และ ปราสาทตาควาย (ตากะเบยในภาษาเขมร) ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เนื่องจากเห็นว่าการดำเนินการของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมที่ทำงานร่วมกันมา 25 ปีแล้วคงจะล่าช้า
การนำข้อพิพาทระหว่างประเทศเกี่ยวกับดินแดนขึ้นการพิจารณาของกลไกยุติธรรมระหว่างประเทศเป็นเรื่องปกติสามัญของโลกนี้ แต่มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับคนไทยที่เชื่อกันอย่างผิดๆ มาตลอดว่า กลไกของสหประชาชาติแห่งนี้ “ลำเอียง” เข้าข้างกัมพูชา เพราะตัดสินคดีโดยใช้พยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดที่จัดทำขึ้นระหว่างสยามกับฝรั่งเศสเมื่อกว่าศตวรรษที่ผ่านมา
รัฐบาลไทยจึงได้ประกาศโดยชัดแจ้งว่า บรรพชนของไทยได้กำหนดนโยบายอันไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้มาตั้งแต่ปี 2503 ว่าไม่ให้รับขอบเขตอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเด็ดขาดไม่ว่ากรณีใดๆ และด้วยเหตุที่แนวนโยบายอันนี้แม้ว่าจะไม่ได้เขียนเอาไว้รัฐธรรมนูญก็มีความคงทนเนื่องจากกำกับด้วยอุดมการณ์ชาตินิยมและวาทกรรมเสียดินแดน คนไทยทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทหาร ตำรวจ พลเรือน นักการเมือง ปัญญาชนเกือบทุกรูปทุกนาม จึงได้ประสานเสียงว่า กัมพูชาจะไม่มีทางนำคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้เพราะประเทศไทยไม่รับอำนาจศาล
บรรดาผู้ที่นิยมชมชอบแนวทางในการดำเนินนโยบายกับกัมพูชาแบบนี้ไม่มีใครสักคนเดียวที่อธิบายได้อย่างสมเหตุสมผลเลยว่า “ทำไมประเทศไทยจึงไม่รับขอบเขตอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ?” พวกเขาอ้างหลักกฎหมายมากมายว่า ประเทศมีสิทธิอันชอบธรรมเช่นนั้น แน่นอนว่าไม่ผิด แต่ให้เหตุผลประกอบไม่ได้ว่า ทำไม มีแต่เสียงกระซิบกระซาบว่า ขืนไปศาลโลกไทยแพ้แน่นอน เสียดินแดนอีกตามเคย เพราะเอกสารโบราณที่จัดทำขึ้นโดยฝรั่งเศส (เน้นว่า “ฝ่ายเดียว” ทั้ง ๆ ที่มันเป็นหนังสือสัญญาและบันทึกที่เจ้าหน้าที่สยามเวลานั้นมีส่วนร่วม) นั้นเป็นคุณกับกัมพูชา
สิ่งสำคัญที่สุดที่ไม่ค่อยจะยอมรับกันคือ ไม่ว่าจะใช้กลไกทวิภาคีหรือพหุภาคีในการแก้ไขปัญหาเขตแดนระหว่างสองประเทศ เอกสารที่ใช้ก็จะเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นตามความตกลงของรัฐบาลสยามและฝรั่งเศสในสมัยนั้นทั้งสิ้น เช่น บันทึกความเข้าใจฉบับปี 2543 ก็ระบุชัดเจนว่า ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชานั้นให้เป็นไปตามเอกสาร 3 ชุดคือ อนุสัญญาปี 1904 (ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมข้อบทในสนธิสัญญาปี 1893) สนธิสัญญาปี 1907 และ แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานของการปักปันเขตแดนระหว่างสยามและอินโดจีนตามอนุสัญญาและสนธิสัญญาดังกล่าวกับเอกสารอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับหนังสือสัญญาดังกล่าวเท่านั้น
เมื่อปล่อยให้อคติและอวิชชาครอบงำสติปัญญาของชาติเช่นนี้ สถานการณ์ก็ถูกปลุกให้ร้อนแรง ผสมปนเปกับข่าวจริงบ้างไม่จริงบ้างจากสื่อสังคมออนไลน์ว่า ฝ่ายกัมพูชามีการเสริมกำลังทหารในพื้นที่ตามแนวชายแดน กองทัพจึงได้แสดงการกดดันไปยังรัฐบาลพลเรือนให้ตัดสินใจ “ปรับเวลา” ปิด-เปิดด่านชายแดนตลอดแนว นัยว่าเป็นการกดดันให้ทางฝ่ายกัมพูชายอมถอนกำลังและล้มเลิกความตั้งใจที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาลเสียที
ในวันที่ 8 มิถุนายน มีรายงานข่าวว่า รองแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยได้ตกลงกับรองผู้บัญชาการทหารบกของฝ่ายกัมพูชาเพื่อ “ปรับกำลัง” ในพื้นที่เพื่อลดการเผชิญหน้าและทางฝ่ายกัมพูชาได้ยินยอมกลบถมคูดินที่ทำเป็นสนามเพลาะให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีไปสู่การประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมที่กำหนดเอาไว้ในวันที่ 14 มิถุนายน ที่กรุงพนมเปญ
ถ้าว่ากันตามตรรกะและเหตุผล เมื่อกัมพูชายอมปรับกำลังทหารและทำพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ก็สมควรที่ประเทศไทยจะได้ปรับเวลาเปิด-ปิดด่านให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยทันที แต่ก็กลับไม่เป็นเช่นนั้น ฝ่ายไทยไม่มีทีท่าว่าจะดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับด่านชายแดน มีแต่พิจารณาว่าจะออกมาตรการเพิ่มเติม ตัดกระแสไฟฟ้าและสัญญาณอินเตอร์เนทเพื่อจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์
เมื่อเป็นเช่นนั้นทางฝ่ายกัมพูชาก็จึงตอบสนองด้วยการปรับเวลาเปิด-ปิดด่านบางจุดในฝั่งของตนบ้างให้เหลื่อมกันเพื่อให้เหลือเวลาที่ประชาชนและสินค้าจะเดินทางข้ามแดนน้อยลง สร้างความยุ่งยากให้กับการบริหารจัดการด่านชายแดนมากเข้าไปอีก และแถมซ้ำเติมด้วยการประกาศงดซื้อสัญญาณอินเตอร์เนทจากผู้ให้บริการชาวไทย รณรงค์งดซื้อสินค้าและบริการจากประเทศไทย งดการฉายละครไทย ทั้งยังเตือนให้ชาวกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยระมัดระวังตัวอันเนื่องมาจากการสร้างกระแสความเกลียดชังชาวกัมพูชาในหมู่คนไทย จนเป็นเหตุให้ชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งตัดสินใจเดินทางกลับบ้านและสร้างความโกลาหลให้กับการข้ามด่านชายแดนบางจุด การโต้ตอบกันไปมาเช่นนี้ผลเสียย่อมเกิดขึ้นกับประชาชนทั้งสองฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การปรับเวลาเปิด-ปิดด่านชายแดน เพื่อหวังจะใช้เป็นมาตรการกดดันกัมพูชานั้นจัดได้ว่าเป็นมาตรการที่ “บุ่มบ่าม” ดำเนินการโดยไม่มีหลักการและยุทธศาสตร์ใดเลย เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการดังต่อไปนี้
ประการแรก มาตรการนี้ไม่มีความสอดคล้องสัมพันธ์กับเหตุปะทะทางทหารเท่าใดนัก ในขณะที่การปะทะเกิดขึ้นในพื้นที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี จุดผ่านแดนที่อยู่ในพื้นที่คือ จุดผ่อนปรนชั่วคราวช่องอานม้า ซึ่งปกติแล้วเปิดกันเพียงสัปดาห์ละ 2 วันเท่านั้น การจะเปิดหรือปิดด่านนี้จึงไม่มีผลใดๆ ต่อสถานการณ์ การตัดสินใจปรับเวลาด่านตลอดแนวจากจังหวัดอุบลราชธานีจนถึงจังหวัดตราดเป็นการตัดสินใจของกองทัพโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบใดๆ ต่อเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศแต่อย่างใด
ประการที่สอง การปรับเวลาเปิด-ปิดด่านชายแดน น่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยมากกว่า กัมพูชา เพราะสถิติการค้าชายแดนไทย – กัมพูชา จากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นั้นชี้ให้เห็นว่าในช่วงปี 2567 มูลค่าการค้ารวม 175,530 ล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออกมูลค่า 141,846 ล้านบาท การนำเข้ามูลค่า 32,684 ล้านบาท ได้ดุลการค้า 109,163 ล้านบาท นั่นหมายความว่าหากกัมพูชาสามารถลดการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยก็จะทำให้ดุลการค้าของกัมพูชาดีขึ้น ช่วยลดภาระการขาดดุลการค้าและการสูญเสียเงินตราต่างประเทศได้อีกมาก ในขณะที่ฝ่ายไทยกลับจะต้องเป็นฝ่ายขาดรายได้จากการส่งออกจำนวนมหาศาล
ที่สำคัญที่สุด รายการสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังกัมพูชา 5 อันดับแรกเป็นสินค้าที่จัดได้ว่าเป็นสินค้าที่เกินต่อความจำเป็นในการดำรงชีพ ประกอบด้วย 1. เครื่องดื่มอื่น ๆ เช่น นม UHT, นมถั่วเหลือง, เครื่องดื่มไม่อัดลมมูลค่า 2,665 ล้านบาท 2.น้ำแร่น้ำอัดลมที่ปรุงรสเช่น เครื่องดื่มชูกำลังและน้ำอัดลม มูลค่า 1,757 ล้านบาท 3. เครื่องยนต์สันดาปภายในและส่วนประกอบ มูลค่า 1,863 ล้านบาท 4.ส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ 1,616 ล้านบาท และ 5. สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอื่นๆ มูลค่า 1,371 ล้านบาท นั่นหมายความว่าชาวกัมพูชาอาจจะเลือกที่จะไม่บริโภคหรือใช้สอยสินค้าเหล่านี้ก็ได้ หรือ อาจจะสามารถหาจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้ไม่ยากนัก
ประการที่สาม ระยะหลังคำอธิบายในการออกมาตรการควบคุมด่านชายแดน เปลี่ยนจากการกดดันรัฐบาลกัมพูชาในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาเขตแดนและการปะทะทางทหาร ไปเป็นการกดดันกลุ่มทุนสีเทาและแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ที่อยู่ตามแนวชายแดน ทำให้ฝ่ายกัมพูชามองเห็นจุดอ่อนในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลไทยว่าเป็นไปอย่างสะเปะสะปะไร้ทิศทางและไร้เอกภาพอย่างมาก ในความเป็นจริงรัฐบาลกัมพูชาประกาศโดยชัดแจ้งเสมอว่า จะให้ความร่วมมือในการปราบปรามมิจฉาชีพเหล่านี้ อีกทั้งในการพบปะทวิภาคีของผู้นำรัฐบาลระดับสูงแทบทุกครั้งก็มีการหารือเรื่องนี้ว่าจะมีความร่วมมือระหว่างกันด้วยดี ไม่มีความจำเป็นอะไรที่รัฐบาลไทยจะต้อง “หาเหตุ” ออกมาตรการเข้มงวดตามแนวชายแดนเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้
กล่าวโดยสรุป วิกฤตการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาในปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ปะทะระดับท้องถิ่น หากแต่สะท้อนโครงสร้างของวาทกรรมชาตินิยมที่ฝังรากลึกในสังคมไทย และถูกหยิบใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยชนชั้นนำทั้งฝ่ายการเมืองและทหารเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้า แม้จะแลกมาด้วยต้นทุนทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองชาติที่เคยพึ่งพิงกันอย่างใกล้ชิดก็ตาม
การดำเนินนโยบายที่ขาดยุทธศาสตร์และปล่อยให้ความเชื่อผิด ๆ ครอบงำ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศในเวทีนานาชาติ หากยังทำให้ไทยตกอยู่ในกับดักทางการทูตที่ไม่สามารถใช้กลไกระหว่างประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ แม้จะอ้างความชอบธรรมตามหลักกฎหมาย แต่ก็ไม่สามารถให้คำอธิบายที่มีเหตุผลรองรับได้อย่างแท้จริง
ในท้ายที่สุด แม้กัมพูชาจะเป็นฝ่ายถอยในทางทหาร ไทยกลับเลือกเดินหน้ามาตรการที่ไร้ผลสัมฤทธิ์ทางยุทธศาสตร์ ตอบโต้อย่างสะเปะสะปะ ด้วยการปิดด่าน ตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต และสร้างกระแสต่อต้านชาวกัมพูชา การตอบโต้เช่นนี้มิได้เป็นการแสดงความเข้มแข็ง หากกลับเผยให้เห็นถึงความเปราะบางและไร้เอกภาพของรัฐบาลพลเรือนที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากกลุ่มอำนาจที่ยึดโยงกับวาทกรรมชาตินิยม
บางที สิ่งที่เราควรกลัว... อาจไม่ใช่การ “เสียดินแดน” แต่คือการเสียดุลยภาพทางปัญญาให้กับอคติของตัวเราเอง.
เกี่ยวกับผู้เขียน: สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี เป็นผู้สื่อข่าวอาวุโส และนักวิชาการอิสระที่มีความเชี่ยวชาญในด้านความมั่นคง กองทัพ และการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน
