Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับ ป.ป.ท. ป.ป.ช. สืบสวนจับกุม เปิดปฏิบัติการบุกรวบ จนท.ศูนย์ทะเบียนภาค 5 กินหัวคิวบัตรชมพู พบทำเป็นขบวนการ มีพฤติการณ์เรียกรับเงินค่าธรรมเนียมและค่าดำเนินการในการจัดทำบัตรชมพู (ทะเบียนประวัติคนต่างด้าว) สูงถึง รายละ 200 บาท ทั้งที่อัตราค่าธรรมเนียมตามกฎหมายกำหนดไว้เพียง 80 บาท มีการสร้างระบบ ผูกขาดโควตา โดยหากตัวแทนรับจ้างรายใดไม่ยอมจ่ายเงินส่วนต่างที่เรียกเก็บก็จะไม่สามารถจองคิวเพื่อนำแรงงานเข้าระบบได้ ทำบัตรให้คนต่างด้าวได้ประมาณวันละ 1,000 ราย เงินนอกระบบสะพัดในขบวนการนี้มีมูลค่ามหาศาล - อำเภอสันทราย จ.เชียงใหม่แจง คนโดนจับไม่ใช่ 'ปลัดสันทราย' โดนคำสั่งช่วยราชการ ไปเป็น หน.ศูนย์ทะเบียนภาค 5 เชียงใหม่

1 กรกฎาคม 2568 สถานีโทรทัศน์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ​ รายงานว่า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป.,พ.ต.อ.สุมรภูมิ ไทยเกียว รอง ผบก.ปปป., พ.ต.อ.อภิชาติ โพธิจันทร์ รอง ผบก.ปปป. นำโดย ป.ป.ท.พ.ต.อ.ศานุวงษ์ คงคาอินทร์ ผกก.4 บก.ปปป. ร่วมกับ

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ภายใต้การอำนวยการของของ นายสาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายวิวัฒน์ เจริญฉ่ำ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 5 ได้มอบหมายให้ นายสุขสันต์  ประสาระเอ ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ นายนิรันดร  ศรีภักดี ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดเชียงใหม่ และ นายไพโรจน์  นิยมเดชา ผู้อำนวยการกลุ่มสืบสวนและปฏิบัติการข่าว 2

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.)  ภายใต้การอำนวยการของนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท., นายเอกชัย เกษมสุขธวัช รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท., พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ได้ร่วมกันจับกุม นายบุญญฤทธิ์ฯ อายุ 56 ปี จนท.ศูนย์ทะเบียนภาค 5 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 ที่ 21/2568 ลง 27 มิ.ย.68 ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าขบวนการและตัวการสำคัญในปฏิบัติการขูดรีดครั้งนี้

กระทำความผิดฐาน  “เป็นเจ้าพนักงาน เรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ , เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ ,๑๕๗

เหตุเกิด ศูนย์บริหารการทะเบียน ภาค ๕ สาขาจังหวัดเชียงใหม่ ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จับกุมบริเวณศูนย์บริหารการทะเบียน ภาค ๕ สาขาจังหวัดเชียงใหม่ ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

สืบเนื่องจาก บก.ปปป. ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก สำนักงาน ป.ป.ช. และ สำนักงาน ป.ป.ท.กล่าวคือผู้เสียหาย ซึ่งเปิดบริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในพื้นที่ และเป็นตัวแทนรับดำเนินการขึ้นทะเบียนแรงงาน (บัตรชมพู) ได้ยื่นคำร้องขอนัดคิวทำบัตรฯ ต่อ สนง.ทะเบียนภาค 5 จำนวน 600 ราย แต่ไม่เคยได้รับคิวทำบัตร

ต่อมาได้รับทราบจากนาง เอ (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นกลุ่มนายหน้ารับทำบัตรฯเช่นกัน ได้กล่าวว่าจะต้องเสียค่าหัวคิวให้นายบุญญฤทธิ์ฯ รายละ 200 บาท โดยแบ่งเป็นค่าธรรมเนียมบัตร จำนวน 80 บาท ส่วนอีกจำนวน 120 บาท เป็นค่าใช้จ่ายให้ ปลัดบุญฤทธิ์ฯ เป็นค่าหัวคิว

หลังจากนั้น ผกก.4 บก.ปปป.ได้สั่งการให้ ชุดสืบสวน ฯ พร้อมด้วย จนท. ป.ป.ช. และ จนท.ปปท. ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้วพบว่า มีกลุ่มตัวแทนที่รับดำเนินการขึ้นทะเบียนแรงงาน (บัตรชมพู) จริง สอบถามผู้เกี่ยวข้องก็ยืนยันว่า กลุ่มตัวแทนนายหน้ารายอื่นๆ ก็จะต้องจ่ายเงินค่าหัวคิวให้แก่ นายบุญญฤทธิ์ฯ เช่นกัน ซึ่งในแต่ละวันจะมีแรงงานต่างด้าวขึ้นทะเบียน ไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย คิดเป็นเงินค่าหัวคิววันละ 200,000 บาท  

โดยขบวนการนี้มีพฤติการณ์เรียกรับเงินค่าธรรมเนียมและค่าดำเนินการในการจัดทำบัตรชมพู (ทะเบียนประวัติคนต่างด้าว) สูงถึง รายละ 200 บาท ทั้งที่อัตราค่าธรรมเนียมตามกฎหมายกำหนดไว้เพียง 80 บาท ต่อรายเท่านั้นและมีการสร้างระบบ ผูกขาดโควตา โดยหากตัวแทนรับจ้างรายใดไม่ยอมจ่ายเงินส่วนต่างที่เรียกเก็บก็จะไม่สามารถจองคิวเพื่อนำแรงงานเข้าระบบได้ จากข้อมูลพบว่า ศูนย์ดังกล่าวมีศักยภาพในการทำบัตรให้คนต่างด้าวได้ประมาณ วันละ 1,000 ราย ซึ่งหมายถึงเงินนอกระบบที่สะพัดในขบวนการนี้มีมูลค่ามหาศาล

พนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) จึงรวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ออกหมายจับผู้ต้องหา และขอหมายค้น จำนวน 1 จุด จนวันนี้ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบร่วมกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. , ป.ป.ท.วางแผนเข้าจับกุมผู้ต้องหา และเข้าค้นจุดต้องสงสัย พร้อมกัน 1 จุด ในเขตพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อำเภอแจง คนโดนจับไม่ใช่ ‘ปลัดสันทราย’ โดนคำสั่งช่วยราชการ ไปเป็น หน.ศูนย์ทะเบียนภาค 5 เชียงใหม่

มติชนออนไลน์ รายงานว่า จากกรณี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. พ.ต.อ.ศานุวงษ์ คงคาอินทร์ ผกก.4 บก.ปปป. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท., ป.ป.ช. นำกำลังเข้าจับกุม นายบุญญฤทธิ์ ตำแหน่งเจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ (ปลัดอำเภอ) ที่ทำการปกครองอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยนายทะเบียนจังหวัด (ทำหน้าที่หัวหน้าศูนย์บริหารการทะเบียนภาค 5 สาขาจังหวัดเชียงใหม่) ตามหมายจับศาลอาญาทุจริตภาค 5 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินโดยมิชอบ เพื่อกระทําการหรือไม่กระทําการอย่างใดในตําแหน่ง, เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีเรียกรับเงินค่าธรรมเนียมบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือบัตรชมพู เกินจริง พบเงินสะพัดกว่า 3.6 ล้านบาทนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ว่าการอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ออกคำชี้แจงว่า #ไม่ใช่ปลัดอำเภอสันทราย

ตามข่าวที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ว่ามีการจับกุม “ปลัดอำเภอสันทราย” กรณีเรียกรับเงินค่าธรรมเนียมบัตรชมพูนั้น

ที่ทำการปกครองอำเภอสันทราย ขอชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่คนดังกล่าว ปัจจุบันไม่ได้ดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอสันทราย แต่อย่างใด โดยเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการ สำนักบริหารการทะเบียน และปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าศูนย์บริหารงานทะเบียนภาค 5 สาขาจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566

ทั้งนี้ ที่ทำการปกครองอำเภอสันทรายขอยืนยันว่า ที่ทำการปกครองอำเภอสันทราย และสำนักทะเบียนอำเภอสันทราย ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกคน ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตามระเบียบกฎหมาย เสมอภาค และเท่าเทียม ไม่มีพฤติกรรมการเรียกรับเงินตามที่ปรากฏตามสื่อแต่อย่างใด

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง