Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

"ธนาธร" ร่วมวงคุย 55 ปี "เนชั่น" exclusive talk "ผ่าทางตันกับ 3 ผู้นำทางความคิด" เปิดเส้นทางการเมือง 7 ปีครึ่งคุ้มค่า ชี้ สังคมไทยต้องหากติกาการอยู่ร่วมกันใหม่ 20 ปีที่ผ่านมาเป็นร่องรอยทางเมืองแล้วว่าสังคมไทยยังหาข้อสรุปในการอยู่ร่วมกันไม่ได้ รับเคยคุยกับ "ทักษิณ"ที่ฮ่องกง "อนุทิน" มีคุยบ้าง การเมืองเป็นเรื่องของการพูดคุยกัน บนเส้นที่ไม่นำผลประโยชน์ของประเทศมาแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว สมการ "ส้ม-แดง-น้ำเงิน" ในการเลือกตั้งสมัยหน้า พรรคประชาชนจะเลือกตั้งรัฐบาลกับใครขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง และการยอมรับนโยบายพรรคประชาชนเป็นนโยบายหลักในการบริหารประเทศ ตนเองยังมีความหวังที่ประชาชนพรรคเดียวจะได้ 250 เสียง

 

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2568 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ขึ้นเวที 55 ปี เครือเนชั่น exclusive talk ‘ผ่าทางตันกับ 3 ผู้นำทางความคิด’ ผู้ดำเนินรายการเปิดด้วยคำถามที่ว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่ละทิ้งเส้นทางทางธุรกิจ มาสู่สนามการเมืองตั้งแต่ปี 2561 ธนาธรยืนยันว่า “คุ้มมาก” จากปี 2561 จนถึงตอนนี้เป็นช่วงเวลา 7 ปีครึ่ง ผ่านการเลือกตั้งมา 2 ครั้ง ความคุ้มค่าของเขาหมายความถึงในแง่ที่ทำให้วาระที่ดูเป็นวาระก้าวหน้าเกินกว่าที่สังคมจะยอมรับในอดีต กลายเป็นวาระปกติในสังคมไทยสามรถถกเถียงกันได้

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ถ้าเชื่อมั่นในประชาธิปไตย การเมืองไม่ถึงทางตัน

เมื่อถามว่าการเมืองไทยถึงทางตันหรือไม่ และมีหนทางไหนหรือไม่ที่จะทำให้ไม่ตัน ธนาธรกล่าวว่า “ถ้าทุกฝักทุกฝ่ายในวันนี้เชื่อมั่นในวิธีการที่เป็นประชาธิปไตย การเมืองไทยไม่ถึงทางตันแน่นอน ผมคิดว่ามีความพยายามจากหลายฝักหลายฝ่ายที่จะผลักดันการเมืองไทยให้ไปสู่ทางตัน เพื่อเปิดโอกาสให้อำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้ามาแทรกแซงประชาธิปไตย”

ธนาธรอธิบายต่อว่า มีร่องรอยของการพยายามทำให้เกิดทางตันทางการเมือง เพื่อหยุดยั้งการเวลาทางการเมือง เพื่อให้ระบบระเบียบทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองในประเทศไทยคงอยู่อย่างนี้ต่อไป ปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ 20 ปีของการชุมนุมทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยที่เริ่มขึ้นเมื่อปี 2548 ประเทศไทยผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมาอย่างมากมาย เช่น มีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 3 ฉบับ มีนายกรัฐมนตรี 9 คน การชุมนุมใหญ่อีก 4 ครั้ง การทำรัฐประหารถึง 2 ครั้ง และมีนายกรัฐมนตรีที่ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลรัฐธรรมนูญอีก 4 คน ธนาธรตั้งคำถามว่าสังคมไทยแบบในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมาเป็นสังคมที่ทุกคนต้องการส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปหรือไม่

ผู้ดำเนินรายการถามย้ำว่าแล้วปัจจุบันอะไรคือร่องรอยที่ทำให้เกิดทางตัน “จุดที่สำคัญที่สุดคือเราไม่มีข้อตกลงร่วมกันว่าสังคมไทยจะแบ่งอำนาจกันอย่างไร ฝ่ายบริหารควรจะมีอำนาจเท่า ไหร่ กติกาไม่ได้ช่วยอะไร 20 ปี ที่ผ่านมา เราอยู่กับรัฐธรรมนูญมาแล้ว 3 ฉบับ การมีรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ใน รอบ 20 ปี แปลว่าเราหาข้อสรุปกันในสังคมไม่ได้ว่าเราจะอยู่ด้วยกันในสังคมด้วยกติกาแบบไหน”

ดังนั้นสังคมไทยจำเป็นต้องมาออกแบบกติกาและกลไกทางสังคมร่วมกันใหม่ ทั้งการบริหาร การตรวจสอบถ่วงดุล ถ้าแก้ไขในจุดนี้ไม่ได้ ธนาธรย้ำว่าไม่ต้องพูดถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เวลา 20 ปีที่ผ่านมาได้บ่งบอกแล้วว่าไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยไม่แก้ปัญหาทางการเมือง

ต่อคำถามที่ว่ากระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่สามารถคลี่คลายความพยายามหยุดเวลาในสังคมได้หรือ ธนาธรระบุ “20 ปีที่ผ่านมาบอกเราว่าการรัฐประหาร การใช้อำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยพาประเทศไทยไปข้างหน้าไม่ได้ มันแก้ปัญหาเดิมไม่ได้และสร้างปัญหาใหม่ขึ้นในสังคมไทย ดังนั้นการที่จะหยุดไม่ให้สังคมเคลื่อนไปข้างหน้าจึงเป็นวิธีการเดียวที่จะสกัดไม่ให้พลังการเติบโตของประชาธิปไตยในประเทศไทยเบ่งบาน ทำแบบนี้ไม่แก้ปัญหาเดิม”

“ตอนผมตั้งพรรคอนาคตใหม่ เราบอกเลยว่าเราจะมาทวงคืน 1 ทศวรรษที่หายไป เลือกตั้งครั้งหน้านี่ทวงคืน 2 ทศวรรษแล้ว ไม่ใช่ทศวรรษเดียว” ธนาธรกล่าว

ธนาธรมั่นใจว่าตอนนี้พรรคประชาชนยังมีความมั่นคงทางกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้จะถูกยุบพรรคเหมือนที่ผ่านมา แต่ถ้ามีความพยายามจะยุบพรรคการเมืองตอนนี้ก็หาข้อผิดให้ได้ไม่ยาก

ผู้ดำเนินรายการถามว่า นิติสงครามตอนนี้กับตอนช่วงพรรคอนาคตใหม่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ธนาธรมองว่า นิติสงครามเป็นปัญหาใหม่ที่แก้ไม่ได้มาจากปัญหาเดิม เนื่องจากกลไกการถ่วงดุลเกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญ 2540 คนที่ใช้อำนาจตรวจสอบกลับฉ้อฉลต่ออำนาจเสียเองจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมตอนนี้

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลง ก่อนจะตกขบวนของสังคมโลก

ผู้ดำเนินรายการย้อนกลับมาที่คำถามว่า ตามความเห็นของธนาธรกลุ่มคนบางกลุ่มในสังคมต้องการหยุดเวลาในสังคมเพื่ออะไร “เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพื่อรักษาอำนาจนำ เพื่อรักษาระบบระเบียบของสังคมแบบนี้ไว้” ธนาธรกล่าวต่อว่าตนเองเลือกวิธีการตั้งพรรคการเมือง เพื่อกระทำการผ่านสภาผู้แทนราษฎรที่หาทางออกจากการพูดคุย และการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องเกิดขึ้นเพื่อให้ประเทศไทยแข่งขันกับโลกได้ ด้วยโครงสร้างปัจจุบันสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ยกตัวอย่างการจัดสรรงบประมาณแบบเดิมที่ไม่ตอบรับต่อการเข้ามาของ AI , ปัญหาโลกร้อน, กฎระเบียบใหม่ของ EU ถ้าเปลี่ยนแปลงตรงจุดนี้ไม่ทัน ประเทศไทยจะตกขบวน

“ผมเป็นกรรมาธิการด้านงบประมาณมา 2 ปี ได้เรียนรู้ว่าการจัดสรรงบประมาณแบบในปัจจุบันไม่มีทางพาประเทศไทยไปข้างหน้าได้ ตอนคุณประยุทธ์อยู่ คุณเศรฐษา และคุณแพทองธาร ถ้าไปดูเอกสารงบประมาณโดยปิดปี ปิดชื่อนายก เนื้อหางบประมาณเหมือนกันเลย คุณเอาเอกสารงบประมาณออกมา คุณไม่รู้เลยว่าปีไหน เพราะมันเหมือนกันหมดเลย” ธนาธรกล่าว

ถ้าตนเองเป็นนายกตนเองจะเปลี่ยนแปลงการจัดสรรงบประมาณอย่างแน่นอน ตามนโยบายของพรรคจะทำให้การจัดสรรงบประมาณสอดคล้องกับปัญหาความ เดือดร้อนของ ประชาชน และขณะเดียวกันก็พาประเทศไทยไปข้างหน้า การที่จะบอกว่าไทยเป็นรัฐราชการจนเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ไม่ได้ ธนาธรกล่าวว่าถูกเพียงครึ่งเดียว เนื่องจากขาดเจตจำนงทางการเมืองของนักการเมืองเข้าไปผลักดันวาระจริงๆ

เมื่อถามว่าประเทศไทยควรแก้ไขอะไรบ้างในตอนนี้ ธนาธรกล่าวว่า หนึ่ง ต้องจัดงบประมาณใหม่ เพื่อนำพาประเทศไปข้างหน้าเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อความมั่นคงในชีวิตมนุษย์ ลดความเหลื่อมล้ำ ค่อยๆ ลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น และไปเพิ่มสวัสดิการให้คนในสังคม ต่อมาต้องสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 3 ทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทย ช่วงทศวรรษ 2530 เศรษฐกิจไทยโตโดยเฉลี่ย 7 เปอร์เซ็นต์ ทศวรรษ 2540 โต 5.3 เปอร์เซ็นต์ ทศวรรษ 2550 โต 3.2 เปอร์เซ็นต์ และทศวรรษปัจจุบันโต 2 เปอร์เซ็นต์ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทสไทยต่ำลงเรื่อยๆ การมีปรากฏภาษีทรัมป์เหมือนน้ำลดตอผุด เห็นเด่นชันขึ้นว่าเป็นวิกฤตเศรษฐกิจไทยโตช้าลงเรื่อยๆ ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา

“เราแข่งขันกับโลกไม่ได้ ดังนั้นต้องคุยกันให้ชัด ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น แก้ปัญหาระยะยาวได้ จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวต้องทำทีละก้อน ก่อบ้านใหม่ วางอิฐทีละก้อน อัดเงินเข้าไปในเศรษฐกิจแก้ปัญหาไม่ได้ การแก้ปัญหานี้ต้องสามารถขีดความสามารถของประเทศ ของเอกชนไทยให้ต่อสู้กับโลกได้ ซึ่งต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี ไม่มีการให้ความหวังลมๆ แล้งๆ แน่นอนว่าปัญหาเศรษฐกิจจะแก้ได้ในปีเดียว” ธนาธร กล่าว

ผู้ดำเนินรายการถามว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีการเขียนไว้ให้เปลี่ยนแปลงได้ยากมาก แล้วจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ งบประมาณ ธนาธรกล่าวว่า มีทางออกขอให้สังคมมาร่วมคิดด้วยกันใหม่ อย่างน้อยก็ยังมีข่าวดีว่า พ.ร.บ. ประชามติ ได้ผ่านสภาแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้าเราส่งเสียงร่วมกันดังพอว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า ต้องเลือกตั้งพร้อมทำประชามติแก้ไขรับธรรมนูญไปในวันเดียวกัน ทั้งลดงบประมาณในการทำประชามติและทำให้ประชาธิปไตยไทยดีขึ้น

“ปัญหาที่เราบอกว่านักการเมืองทุจริตคอร์รัปชั่น จะแก้ แก้ที่การบังคับใช้กฎหมาย ทำไมประชาชนเห็น แต่กฎหมายไม่เดิน ดังนั้นปัญหาเรื่องนี้ต้องทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสมอภาคกันจากทุกคน ทุกพรรค ทุกชนชั้น มีแต่การฟื้นฟูกระบวนการยุติธรรมเท่านั้นที่จะพาประเทศกลับสู่ภาวะปกติได้” ธนาธรกล่าว

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

สมการ ‘ส้ม แดง น้ำเงิน’

พรรคประชาชนทำหน้าฝ่ายค้านมีดีลอะไรกันหรือไม่ ธนาธรตอบว่า ตนเองยังเชื่อมั่นต่อเพื่อนในพรรคประชาชน การพูดคุยระหว่างพรรคการเมืองมีแน่นอน เพราะสภาเป็นพื้นที่ของการพูดคุยกัน เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าข้ามเส้นของการพูดคุยโดยเอาผลประโยชน์ของประเทสไปต่อรอง เช่นนี้ถือเป็นการพูดคุยที่เป็นผลไม้พาของสังคม เช่น เรื่องขยายเวลาการลาคลอดจาก 90 วันให้มากกว่านี้ พรรคประชาชนเสนอ 180 วัน แต่พอพูดคุยกันหลายพรรคเห็นควรอยู่ที่ 120 วัน กฎหมายก็ผ่านแล้วจากการดีลกัน

ผู้ดำเนินรายการถามต่อว่า ธนาธรมีการคุยกันระหว่างผู้นำพรรคอื่นบ้างหรือไม่ 3 สี ธนาธรกล่าวว่า ในทุกระดับมีการพูดคุยกัน ทั้งระดับ สส., กรรมธิการพรรค

“ส่วนตัวผมไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพูดคุยต่างๆ เหล่านี้ ผมย้ำอีกครั้งว่า ถ้ามีสัญญาณว่าแกนนำของพรรค หรือพวกเราคนไหนไปคุยกับพรรคอื่นหรือกลุ่มการเมืองอื่น แล้วเอาผลประโยชน์เข้าตัวเอง ผมคิดว่าตรงนี้ไม่มีสัญญาณ แต่มีการคุยกันแน่ๆ แก้รัฐธรรมนูญเอาไง นิรโทษกรรมเอายังไง มีการคุยเชิงประเด็นแบบนี้” ธนาธร กล่าว

ผู้ดำเนินรายการถามว่า ธนาธรเจอทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ ธนาธรตอบว่า ในการเดินทางไปพูดคุยกันที่ฮ่องกง

“ตอนที่ไปพบคุณทักษิณที่ฮ่องกงสืบเนื่องมาจากว่ามีคนต่อมายังคุณชัยธวัชวันนั้นเป็นเลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้คุยกับคุณทักษิณ หลังเลือกตั้งแล้ว คุณชัยธวัชก็บอกว่าเป็นการไม่เหมาะสมหรอก เพราะคุณชัยธวัชเป็นเลขาธิการพรรค ณ วันนั้น จึงบอกว่าถ้าอย่างงั้นให้ผมไปคุยแทน นั่นคือที่มา หลังจากนั้นไม่มีการคุยอีก” ธนาธร กล่าว

ส่วนกับอนุทิน ชาญวีรกูล ก็มีคุยกันบ้าง ล่าสุดเมื่อเช้า เนื่องจากโทรผิด

เมื่อถามว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้ามีพรรคใดพรรคหนึ่งระหว่างแดงกับน้ำเงินชวนไปตั้งรัฐบาล มีโอกาสกับพรรคไหนมากที่สุด 

“ตอบยาก แต่โอกาสที่พรรคประชาชนพรรคเดียวจะเกิน 250 เสียง มีโอกาส ไม่ได้เป็นศูนย์แน่นอน แต่ถ้าไม่ถึงและจำเป็นจะต้องเลือกระหว่างพรรคอื่น มีอยู่ 2 ประการ ที่ผมคิดว่าเป็นปัจจัยสำคัญ หนึ่ง ผลการเลือกตั้ง ดูผลก่อนว่าผลเป็นอย่างไร สองอาจจะสำคัญมากกว่าหรือเท่ากับอันที่ 1 เลย คือเรื่องของการยอมรับนโยบายที่พรรคประชาชนได้หาเสียงไว้ เป็นนโยบายหลักในการบริหารประเทศ ผมคิดว่า 2 เงื่อนไขนี้ น่าจะเป็นตัวสำคัญที่แกนนำพรรค ประชาชนจะตัดสินใจในการร่วมรัฐบาลหรือไม่กับพรรคไหน” ธนาธรกล่าว

ปฏิรูปกองทัพ ปิดประตูรัฐประหาร

เมื่อถามว่า รัฐประหารมีโอกาสจะกลับมาดำรงอยู่หรือไม่ในภาวะสังคมไทยปัจจุบัน ธนาธรตอบว่า ตราบใดที่ยังปฏิรูปกองทัพไม่ได้ ไทยไม่สามารถปิดประตูการทำรัฐประหารได้ แม้จะดูว่าการทำรัฐประหารไม่น่าเกิดขึ้นได้ แต่ธนาธรย้ำว่า รัฐประหารเกิดขึ้นได้เสมอ ยกตัวอย่างเช่นกรณีหลังการรัฐประหาร 2534 ใครจะไปคิดว่าจะเกิดรัฐประหาร 2549 ได้ เนื่องจากหลังการรัฐประหาร 2534 กองทัพกลายเป็นรังเกียจของประชาชน

ไทยมีการปฎิรูปหลายอย่างในสังคมที่สืบเนื่องมาจากการัฐประหาร 2534 เช่น ปฎิรูปสื่อจนเกิด Thai PBS, ปฏิรูปการคมนาคมเกิด กสทช. , ให้สิทธิประชาชนมากขึ้นจนเกิดการเสนอกฎหมายเข้าสู่สภาโดยภาคประชาชน แต่หนึ่งสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นคือการปฎิรูปกองทัพ ดังนั้น ถ้าไม่มีการปฎิรูปกองทัพอย่างจริงจัง ปิดประตูการเกิดรัฐประหารไม่ได้ และทำให้มีโอกาสเกิดรัฐประหารได้

ธนาธรเสนอแนวทางการปฎิรูปกองทัพ เช่น ยกเลิกกองทัพพาณิชย์ ที่เป็นข้ออ้างให้กองทัพเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ถ้ากองทัพต้องการสวัสดิการก็ขอผ่านระบบเหมือนหน่วยงานอื่นปกติ กองทัพเป็นหน่วยงานที่มีสนามกอล์ฟมากที่สุด มีสนามมวย มีหอประชุม มีโรงแรม มีสถานีโทรทัศน์ของบทช่อง 5 ธุรกิจพาณิชย์เหล่านี้ทำให้กองทัพหลุดจากโฟกัสภาระกิจหลักของตัวเอง และต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองในทางพาณิชย์

ในการปฎิรูปกองทัพควรทำให้หนึ่งกองทัพกลับมามีศักยภาพสูงในการทำหน้าที่ปกป้องประเทศ และสองทำให้กองทัพอยู่ภายในรัฐบาลพลเรือน โปร่งใสตรวจสอบได้ เช่น ผลประกอบการของสถานีโทรทัศน์ของบทช่อง 5 ที่ไม่มีการรายงานการตรวจสอบบัญชี แม้แต่ สตง. ก็ตรวจสอบในส่วนนี้ไม่ได้

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง