ฟังเรื่องแกรนด์คอมโพรไมซ์จากปากของธนาธร และถูกขยายความผลิตซ้ำโดยองคาพยพของพรรคประชาชนและคณะก้าวหน้าแล้วเกือบจะอุทานออกมาว่า “ไปหลับอยู่ที่ไหนมา?”
ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 2566 ในทุกๆ เวทีดีเบตของพรรคเพื่อไทย พวกเขาพยายามเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามว่า"จะร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐหรือรวมไทยสร้างชาติหรือไม่?" ด้วยเหตุผลสองประการคือ
หนึ่ง เขาขายยุทธศาสตร์แลนด์สไลด์เพื่อจะตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ไม่ต้องร่วมกับใครหรืออย่างน้อยก็สวยเลือกได้ เลือกร่วมเฉพาะบางพรรค
สอง พรรคเพื่อไทยย่อมรู้ว่า การจัดตั้งรัฐบาลเป็นคณิตศาสตร์ เป็นตัวเลข หากเพื่อไทยชนะแลนด์สไลด์ การตั้งรัฐบาลต้องไปดูตัวเลขจำนวน ส.ส.กันหน้างาน จึงเป็นที่มาของคำพูดแพทองธารที่ว่า “ทุกอย่างเป็นไปได้”
และนั่นเป็นเหตุผลที่พรรคก้าวไกล ณ เวลานั้นเลือกโจมตีพรรคเพื่อไทยในช่วงหาเสียงว่า “พรรคเพื่อไทยไม่ชัดเจนเรื่องมีลุงมีเราหรือไม่มีเรา” จากนั้นก็ปลุกเร้าจินตนาการโดยการปราศรัยว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมดีลกับอำนาจเก่า ดีลกับประยุทธ์ เพียงเพราะอยากเป้นรัฐบาล พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ compromise พร้อมดีล พร้อมประนีประนอม พร้อมกราบ
จากนั้นพรรคก้าวไกลก็เดินหน้าขายแบรนด์ของพรรคที่สันหลังตรง สู้กว่าใคร เป็นตัวเลือกที่จะไม่ทรยศประชาชน จะไม่กราบ จะแก้รัฐธรรมนูญ เรื่อง ม.112 "หากแก้ไม่ได้ก็ไปยกเลิกด้วยกัน" นั่นคือประโยคที่ทิม พิธา กล่าวบนเวทีหาเสียงอยุธยา
จากนั้นสื่อมวลชน เวทีดีเบตก็ “สนุก” มากกับการบี้ให้เพื่อไทยจะต้องตอบให้ได้ว่ามีลุงมีเราหรือไม่? กระแสนี้ส่งไปยังมวลชนในพื้นที่ แคนดิเดต ส.ส. ต้องเจอกับคำถามว่า ถ้าเลือกเพื่อไทยหมายถึงพ่วงประยุทธ์หรือไม่?
ด้วยเหตุดังนั้นจึงนำไปสู่การประกาศของหมอชลน่านบนเวทีดีเบตว่า “เอาตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นเดิมพัน ถ้าไปจับมือกับลุงจะลาออกจากหัวหน้าพรรค”
ตัวฉันเองจัดรายการ inhereyes หน้าเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคเพื่อไทยที่สยามฯ ช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงว่า
“พรรคเพื่อไทยห้ามประกาศว่าจะจับมือใครไม่จับมือใคร เพราะเราไม่มีวันรู้ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร เพราะมันไม่มีอะไรจริงไปกว่า การบอกว่า เราไม่อยากจับมือกับใครเลย เราอยากเป็นรัฐบาลพรรคเดียว แต่ถ้าเราไม่แลนด์สไลด์ เราก็รับไม่ปากไม่ได้หรอกว่าหน้าตารัฐบาลผสมจะออกมาอย่างไร”
และสังคมไทย คนไทย สื่อ ควรเลิกมองโลกแบบ “สัมบูรณ์” มองโลกแบบ ขาวเท่านั้นดำเท่านั้น เลิกมองโลกด้วยโลกทัศน์แบบ “ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา” เพราะในชีวิตจริงทุกคนล้วนมีชีวิตอยู่บนการต่อรองและอยู่ในสภาวะที่ไม่สมบูรณ์และมีพลวัตรมีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนย้ายตำแหน่งแห่งที่ของตนเองไปตามเหตุ ปัจจัย และเงื่อนไขที่ถูกกำหนดจาก “คนอื่น” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การเที่ยวไปพูดว่า “มีกรณ์ไม่มีกูมีหนูไม่มีเรา” หรือแม้แต่ “มีลุงไม่มีเรา” ล้วนแต่เป็นการพูดโดยทึกทักไปเองว่าตัวฉันนั้นกำกับโลกได้ ตัวฉันนั้นมีอาญาสิทธิ์ชี้เป็นชี้ตายให้คนได้ เป็นโลกทัศน์ที่ดูเบาเอเจนซี่ของคนอื่นแล้วคิดว่าเจตจำนงของตนเองถูกต้องที่สุด ชอบธรรมที่สุด ดังนั้นโลกทั้งใบจงทำในสิ่งที่ฉันบอกให้ทำ เป็นในสิ่งที่ฉันบอกว่าพวกเธอควรจะเป็น
ณ วันนั้น พรรคก้าวไกลได้พยายามใช้เรื่องนี้เป็นจุดขายเพื่อจะ “ชนะ“ พรรคเพื่อไทย โดยไม่คำนึงว่ามันสอดคล้องกับโลกแห่งความเป็นจริงหรือไม่?
เพื่อเราทักว่าสิ่งนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง บรรดา ”ส้มส้ม“ ก็บอกว่า ”พวกเธอมันไม่กล้าฝัน พวกเรากล้าฝัน แค่กล้าจะฝันก็ชนะแล้ว”
ฉันฟังแล้วก็ตะโกนออกมาดังว่า “จ้า เอาที่มึงสบายใจจ้า”
จะด้วยความห่วยของพรรคเพื่อไทยหรือจะด้วยอะไรก็ตาม สุดท้ายพรรคเพื่อไทยก็เป็นได้เพียงพรรคอันดับสอง พรรคก้าวไกลนั้นได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากประชาชนชาวไทยได้ ส.ส. มามากถึง 151 คน
ฉันขอข้ามรายละเอียด เพราะเราคงฟังและอ่านไทม์ไลน์นี้จนเอียนว่า แม้พรรคเพื่อไทยยกมือโหวตให้พิธาเป็นนายกฯ ถึงสองครั้ง พรรคก้าวไกลก็ข้ามด่านนี้ไปไม่ได้และวรรคทองของ ชาดา ไทยเศรษฐ ยังตราตรึงนั่นคือ
“หากพรรคก้าวไกลจะลบนโยบายเกี่ยวกับ 112 ออก จะยอมยกมือให้พิธาเป็นนายกฯแล้วภูมิใจไทยจะยอมเป็นฝ่ายค้าน”
ณ วันนั้น พรรคก้าวไกลก็ขายความหล่อด้วยการบอกว่า เราจะไม่ทรยศประชาชน ประชาชนเลือกเรามาเพราะนโยบายนี้ ดังนั้นเราจะไม่เอานโยบายนี้ออกไป และนั่นก็ทำให้พรรค “ส้ม” ได้รับเสียงสรรเสริญว่า เป็นพรรคการเมืองที่กระดูกสันหลังตั้งตรงที่สุดในประเทศไทย เป็นพรรคการเมืองที่เข้ามาทำการเมืองเพราะอยากเปลี่ยนแปลงประเทศ ไม่ได้เข้ามาเพราะกระหายอำนาจ
จนเมื่อพรรคเพื่อไทยข้ามขั้วไปตั้งรัฐบาลกับพรรคอื่นๆที่เหลือ พรรคก้าวไกลก็สาดวาทกรรม “ตระบัดสัตย์” ใส่พรรคเพื่อไทยทันที
โกหก หลอกลวง ตระบัดสัตย์ ไม่นับคำบริภาษ เย้ยหยันในปริมาณมหาศาล ซึ่งพรรคเพื่อไทยเองก็งงๆ ว่า “แล้วจะให้ทำยังไง?” เพราะเมื่อมีโอกาสจะเป็นรัฐบาล มีโอกาสจะเป็นนายกฯ มีโอกาสจะ “ทำงาน” ใครบ้างจะไม่คว้าโอกาสไว้
ที่สำคัญการข้ามขั้วนี้ ข้ามขั้วแบบที่เป็น “แกนนำ” ข้ามขั้วในแบบที่มีนายกฯ มาจากแคนดิเดตของพรรค ที่สำคัญไม่มีทั้งประยุทธ์ และ ไม่มีทั้งประวิตร
มิใยที่นักวิชาการที่พอจะมีสติอยู่บ้างอย่าง อ. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จะออกมาอธิบาย การผิดสัญญาของพรรคการเมืองเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย
ถามว่ามันกระทบคะแนนนิยมไหม? คำตอบคือ "กระทบ"
ถามว่ามันขัดกับหลักการประชาธิปไตยไหม? คำตอบคือ "ไม่ขัด"
หรือตัวฉันเอง พยายามจะอธิบายการกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปเป็นประชาธิปไตยนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง “ประนีประนอมกับอำนาจเก่าที่เคยเป็นศัตรูกับเรา เพราะมีแต่การหาจุดลงตัวทางอำนาจและผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายไปพร้อมๆ กับการประคองการเลือกตั้งให้ราบรื่นยาวนาน คือเครื่องมือเดียวที่เราจะสั่งสมวัฒนธรรมประชาธิปไตยไปพร้อมๆกัน”
ถามว่า ณ วันที่ฉันพูดเช่นนี้มีคนฟังไหม? คำตอบคือ "ไม่"
นอกจากจะไม่ฟังแล้วยังออกมาด่า ประนาม แคนเซิล ว่าฉันนั้นทอดตัวไปรับใช้พรรคการเมือง ขายวิญญาณ สรรหาคำอธิบายมาสร้างความชอบธรรมให้พรรคที่ตนเองแบก และโศกนาฎกรรมหลังจากนั้นคือ ไม่ว่าฉันจะเขียนหรือพูดอะไร ก็จะถูกบอมบาร์ดด้วยคอมเมนต์ซ้ำๆ ว่า “แบก แบก แบก แบก” วนไป
มันไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงที่สังคมไทยอันมีรากฐานของการเข้าใจโลกและระบบการให้ “คุณค่า” ของเรายังอยู่บนฐานของละครคุณธรรม ทั้งพล็อตวัลลี (ลูกกตัญญูกับคนชั้นกลางที่แสนใจดี), ครูบ้านนอก (ข้าราชการที่ทุ่มเท เสียสละ), เขาชื่อกานต์ (หมอที่อุทิศตนเพื่อผู้ยากไร้ปะทะกับข้าราชการมาเฟียจนตาย) หรือ บุคคลจริงไม่ใช่นิยาย แต่ชีวิตของพวกเขาถูกทำให้กลายเป็นตำนานแห่งคุณธรรม ความดี สัญลักษณ์ของการต่อสู้ เช่น สืบ นาคะเสถียร, อิศรา อมันตกุล, จิตร ภูมิศักดิ์ หรือแม้แต่ ปรีดี พนมยงค์
ด้วยโครงเรื่องที่เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจโลกเช่นนี้ คนไทยเกือบร้อยละร้อย จึงพร้อมจะมองการเมืองและพรรคการเมืองบนโครงเรื่องนี้
พรรคส้ม คือส่วนผสมของ เขาชื่อกานต์ วัลลี จิตร ภูมิศักดิ์ ปรีดี พนมยงค์ อิศรา อมันตกุล สืบ นาคะเสถียร จะว่าไปแล้ว พรรคส้มนี่แหละคือนักปฏิบัติการทางวัฒนธรรมที่ช่ำชอง เพราะมี ”ตัวเล่น“ ที่ถอดแคแรคเตอร์ของ “ไอดอล” ละครคุณธรรมมาครบ ทั้ง สตรีนักต่อสู้คอระหงที่มักสวมชุดราตรีออกงานแต่แท้จริงแล้วในสนามรบเธอคือนักฆ่า, ไพร่หมื่นล้านผู้ไม่แยแสความมั่งคั่งของตระกูลแต่กลับอยากทำลายพริวิลเลจนั้นเพื่อมวลชน, หลานสาวของอดีตนายกฯ ที่ถูกรัฐประหารเป็นส่วนหนึ่งของอีลีต มีพ่อเป็นพันธมิตรผู้หันหลังให้กับเลือดสีน้ำเงินของตนเองมาต่อสู้เคียงข้างผู้รักความเป็นธรรม, อดีตนักหนังสือพิมพ์คนหนุ่มผู้ทรนง, ด็อกเตอร์สาวนักเศรษฐศาสตร์มือฉมัง แถมด้วยอดีตแอคดิวิสต์ผู้แข็งกร้าวอีกจำนวนนับไม่ถ้วน, เรียกว่าตัวละครแบบที่เป็นโครงเรื่องประจำชาติไทยมาครบทุกบทบาท
ส่วนพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ไม่อ่านนิยายน้ำเน่า สนามวัฒนธรรมนี้เพื่อไทยแพ้หมดเพราะ ”จริงเกินไป“ นอกจากไม่อ่านวรรณกรรมแล้ว พรรคเพื่อไทยเชื่ออย่างซื่อๆ ว่า นโยบายเราดี เดี๋ยวเรามีผลงาน ประชาชนก็เห็นเอง
ในโครงเรื่องละครคุณธรรม พรรคเพื่อไทยคือตัวแทนของนักการเมือง พ่อค้า นายทุนผู้ละโมบ ร่ำรวยแต่ไร้รสนิยม (อยู่ใน narrative ที่วิจารณ์การแต่งตัวของนายกฯ แพทองธาร) พรรคเพื่อไทยในโครงเรื่องละครก็จะลงตัวในบทของตัวอิจฉาที่มาจากครอบครัวรวยแต่โกง
ดังนั้น การข้ามขั้วตั้งรัฐบาลของเพื่อไทยเมื่อเจอกับวาทกรรมตะบัดสัตย์ และมีต้นทุนของขบวนการสร้างปิศาจทักษิณเป็นหัวเชื้อตั้งแต่ก่อนรัฐประหารปี 2549 จึงเป็นพล็อตของเรื่องเล่าที่ครบองค์ประกอบที่จะให้สังคมไทยกระแสหลักเกลียด เกลียด และเกลียดแบบไม่ต้องมีเหตุผล
รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะทำนโยบายดีอีกห้าร้อยอย่างสำเร็จ พวกเขาก็จะเกลียดอยู่ดี เพราะมันถูก fixed ไว้เป็นตัวละครฝ่าย “โจร” เหมือน กิ๊ก สุวัจจนีต้องเล่นบทเป็นตัวร้ายตลอดไป
ณ ปัจจุบันสมัย ภายใต้โครงเรื่องแบบละครคุณธรรม พรรคประชาชน จึงเป็นตัวแทนของสิ่งที่เป็นน้ำดี เป็นวรรณกรรมเพื่อชีวิต เป็นบทแห่งสติปัญญา เป็นบทกวี เป็นศิลปะ เป็นแฟชั่น เป็นหอมกลิ่นความเจริญ
แต่กฎแห่งกรรมย่อมหา fast track ของมันจนเจอ
วันที่ฉันมีความสุขและเอนโดฟีนหลั่งแรงที่สุดคือวันที่พรรคประชาชนคนดีพากันขานชื่ออนุทินเป็นนายกฯ
เออ ให้มันจบๆไป นางฟ้านางสวรรค์ทั้งหลายได้คืนสู่ร่างเก่าของตัวเองเสียที เลิกเล่นละครเป็น “ฟ้าบ่กั้น” แล้วคืนร่างเป็นนิยายน้ำเซาะทรายของกฤษณา อโศกสินตามรสนิยมที่แท้จริงของตัวเองเสียที
มันจะไม่เป็นอะไรเลย หากพรรคประชาชนโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ แล้วเข้าร่วมรัฐบาล แถลงนโยบายว่าจะทำอะไรบ้าง จะยุบสภาฯ หรือจะอยู่จนครบวาระ ฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะผิด เพราะนี่หลักการรัฐสภาฯ ง่ายๆ
แต่พรรคประชาชนกลับ “ยึกยัก” ไม่ร่วมรัฐบาล อ้างว่าตัวเองทำดีลเพื่อหาทางออกให้ประเทศ เพื่อยืมมือภูมิใจไทยมาแก้รัฐธรรมนูญ นี่คือ grand compromise เพื่อ
“เพื่อเปิดทางให้ประชาธิปไตยก้าวไปข้างหน้าได้ เนื่องจาก “ทุกฝ่าย” ต่างก็เหนื่อยล้า เพราะพรรคการเมืองถูกยุบ นักการเมืองถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง นักกิจกรรมทางการเมืองติดคุก นักสิทธิมนุษยชนต่างทำงานหนัก และฝ่ายรัฐพันลึก (Deep State) เองก็คงจะวิตกกังวลและเหนื่อยล้ากับการต่อต้านของคนรุ่นใหม่ด้วยเช่นกัน” http://prachatai.com/journal/2025/10/114928
ถ้าธนาธรเชื่ออย่างนั้นจริงๆ ก็นับว่าความรู้ช้ากว่าเพื่อไทยและนางแบกไปถึงสองปี และคำถามของฉันคือ แล้วตอนนั้นด่าเพื่อไทยทำไมวะ?
แย่ไปกว่านั้น grand compromise นี้เป็นการโกหกคำโต เพราะแท้จริงแล้วมันคือการเซ้งพรรคทิ้ง
เพราะแท้จริงแล้วมันไม่ใช่การประนีประนอมเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย เพราะการที่พรรคประชาชนโหวตนายกฯที่มาจากพรรคอันดับสาม แต่ไม่ยอมร่วมรัฐบาลแถมยังให้ทอดเวลาไป 4 เดือนมันคือการรัฐประหารเงียบ
เพราะการไม่เข้าร่วมเป็นรัฐบาลของ “ส้ม” และ การให้เวลา 4 เดือนทำให้เกิด
- ทำให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ของนักการเมือง ส.ส. จากทั่วสารทิศไหลเข้าภูมิใจไทยรวมทั้งจากเพื่อไทยด้วย เพราะมีทรัพยากรเนืองนองกว่า โอกาสชนะย่อมมีมากกว่า หรือไม่ก็ย้ายไปกล้าธรรม
- ฝ่ายอนุรักษ์นิยมฟื้นตัว ตอนนี้เราเห็นการกลับมามีบทบาททางการเมืองของแกนนำและอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เช่น สุชัชวีร์ กัลยา โสภณพานิชย์ กรณ์ จาติกวานิชย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อีกครั้ง
- ภูมิใจไทยกุมอำนาจได้ทั้งสภาสูงและสภาล่าง และเวลาสี่เดือนเป็นเวลาที่มากพอที่จะทำให้ปีกอนุรักษ์นิยมกลับมาครองอำนาจในการเมืองอีกครั้ง
นี่คือวิบากกรรมที่สังคมไทยต้องเจอจากการสมรู้ร่วมคิดของพรรคประชาชน และฉันคิดว่ามันสำคัญมากๆ ที่สังคมต้องตระหนักว่า วิบากกรรมนี้พรรคประชาชนมีส่วนสมรู้ร่วมทำในนามของ Grand compromise
ธนาธรรู้หรือไม่ว่า Grand compromise นี้ทำให้พรรคประชาชน “ตายทั้งเป็น”
ถามว่าเลือกตั้งครั้งหน้าจะชูจุดขายอะไร?
ฉันเป็นพรรคที่ทำให้เรามีรัฐมนตรีที่เริ่ดที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยชื่อศุภจี?
ฉันคือพรรคที่ทำให้ภูมิใจไทยและเนวินกลับมายิ่งใหญ่?
ฉันคือพรรคการเมืองอันดับหนึ่งที่ประเคนอำนาจรัฐให้พรรคอันดับสาม?
ถามอีกครั้ง ครั้งหน้าพรรค “ส้ม” จะขายอะไรนอกจากขายหน้า
จาก Grand compromise คงจะเหลือแค่พรรค Grand sale ให้เขาทุบราคาลงอีกแล้วติดป้ายเป็นพรรคสาขาภูมิใจไทยให้จบๆ ไป
